เส้นทาง"ปรองดองสไตล์ทหาร"จาก"66/23-พรบ.มั่นคง"ถึง "ศปป."
ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับสำหรับ "โมเดล" การตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป.
แม้ที่ผ่านมาจะดูลอยๆ คล้ายให้ทหารในแต่ละพื้นที่เป็นเจ้าภาพเรียกคู่ขัดแย้งทางการเมือง 2 ฝ่ายในจังหวัดมาพบปะพูดคุยแล้วจับไม้จับมือกัน ซึ่งเริ่มมีเสียงทักท้วงจากผู้มีประสบการณ์ว่า ไม่น่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนก็ตาม
แต่ล่าสุดในการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เมื่อเช้าวาน (2 มิ.ย.) ได้ปรากฏความชัดเจนมากขึ้นแล้ว เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้า คสช. ได้สั่งการด้วยตัวเอง โดยกำชับให้การจัดตั้งและขับเคลื่อน ศปป.เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย กับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแม่งานใหญ่
ที่สำคัญในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ กอ.รมน.จะประชุมเพื่อกำหนดทิศทางแนวทางการปรองดองและการทำกิจกรรมต่างๆ
ทั้งนี้ มีการระบุให้การปรองดองโยงไปกับการปฏิรูป เพื่อส่งไม้ต่อให้ "สภาปฏิรูป" รับไปดำเนินการ โดยฝ่ายทหารจะเป็นเจ้าภาพเฉพาะช่วงเริ่มต้นเท่านั้น
ขณะที่ทีมโฆษก คสช.แถลงเรื่องนี้ด้วยข้อความคล้ายๆ กันว่า เรื่องการปรองดองเพื่อการปฏิรูป การดำเนินการจะใช้กลไกของ กอ.รมน. กับ กระทรวงมหาดไทย โดยจะเริ่มจากระดับครอบครัว ตำบล หมู่บ้าน เพราะความขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเกิดตั้งแต่ในระดับครอบครัวซึ่งมีทัศนคติในทางการเมืองแตกต่างกัน ฉะนั้นครอบครัวจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสมานฉันท์ การทำกิจกรรมร่วมกัน และแชร์ความคิดเห็น โดยใช้ฝ่ายปกครองรับผิดชอบเรื่องนี้
นี่คือทิศทางล่าสุดของโครงการจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป!
อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่อาจตอบคำถามสังคมได้เคลียร์ทุกข้อ โดยเฉพาะรูปแบบการปรองดอง "สไตล์ทหาร" ว่าจะทำกันอย่างไร เพราะหากย้อนไปดูประโยคแรกที่หัวหน้า คสช.พูด ก็ไม่ใช่แนวทางที่กำลังจะทำกันอยู่ขณะนี้ รวมถึงประเด็นเรื่อง "นิรโทษกรรม" ที่หลายฝ่ายแสดงความกังวลด้วย
ไม่ใช่"วิวัฒน์พลเมือง-ลูกเสือชาวบ้าน"
แหล่งข่าวจากกองทัพ เผยถึงแนวทางการดำเนินงานสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศว่า เดิมคำสั่งจากหัวหน้า คสช.ให้กองทัพภาคที่ 1-4 ไปตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ฯทันที แต่เมื่อมีการพิจารณาในรายละเอียดแล้ว เห็นว่าน่าจะต้องบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ ด้วย จึงใช้โครงสร้าง กอ.รมน.แทน ซึ่งแม่ทัพทั้ง 4 ภาคก็เป็น ผอ.รมน.ภาค ในพื้นที่ของตนเองอยู่แล้ว
ที่สำคัญการใช้โครงสร้าง กอ.รมน.จะทำให้มีโครงข่ายโยงใยลงไปถึงระดับจังหวัดและอำเภอ กล่าวคือ กอ.รมน.จังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้า ขณะที่ กอ.รมน.อำเภอ มีนายอำเภอเป็นหัวหน้า โดยในโครงสร้าง กอ.รมน. เป็นการบูรณาการกันระหว่างพลเรือน ตำรวจ ทหาร ฉะนั้นโครงสร้างของฝ่ายปกครองหรือมหาดไทย จึงอยู่ใน กอ.รมน.อยู่แล้ว ทั้งนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคง)
ขณะที่ฝ่ายมหาดไทยหรือฝ่ายปกครองเอง ก็มีมือไม้-แขนขาลงไปถึงระดับหมู่บ้าน นั่นก็คือ "กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน" ซึ่งล่าสุดมีการยืนยันให้อุ่นใจกันแล้วว่าไม่มีการยุบเลิกอย่างแน่นอน
ส่วนรูปแบบการดำเนินการจะ "ไม่ใช้" โมเดลของ "โรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง" ที่กองทัพใช้ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชน หรือโมเดลการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร รวมทั้งโมเดลลูกเสือชาวบ้าน ตามหลักคิดแบบ one size fit all แบบเดิม แต่จะเป็นโมเดลเปิดกว้างให้แต่ละพื้นที่ไปคิดรูปแบบกิจกรรมกันเองให้สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความเป็นมาของแต่ละท้องถิ่น
อิงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น-มีวิทยากรอบรม
ทั้งนี้ หลักการสำคัญก็คือ "แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง" ไม่พูดเรื่องอดีต แต่ให้ร่วมกันมองอนาคต ขั้นตอนการปฏิบัติ จะไม่เชิญคู่ขัดแย้งมาเผชิญหน้ากันตรงๆ ทันที แต่จะมีกิจกรรมละลายพฤติกรรมก่อน แล้วค่อยๆ ผสานแนวคิดที่ขัดแย้งแตกแยกกันอยู่ให้สามารถปรับคลื่นเข้าหากันได้โดย "วิทยากรกระบวนการ"
กิจกรรมที่ใช้ต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของพื้นที่ เช่น ชักชวนมาร่วมงานบุญ หรือไปนั่งพูดคุยยังสถานที่ประวัติศาสตร์ที่อยู่ในท้องถิ่น เพื่อให้มีสำนึกถึงความเป็นชาติร่วมกัน ละวางความแตกต่าง หันมาร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ โดยเป้าหมายไม่ใช่เปลี่ยนความคิด แต่เป็นการแสวงหาแนวทางอยู่ร่วมกัน ปฏิเสธการใช้ความรุนแรง และยอมรับความเห็นที่แตกต่างของกันและกัน
ถูกมอง"นิรโทษ"เหตุโยง "พ.ร.บ.มั่นคง"
อย่างไรก็ดี แม้แนวคิดการตั้ง ศปป.จะได้รับการยืนยันจากฝ่ายทหารว่า ไม่มีการนิรโทษกรรมอย่างแน่นอน เพราะใช้ความสมัครใจ ห้ามการตั้งแง่หรือตั้งเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้นก็ตาม ทว่าหากพิจารณาจากแนวคิดพื้นฐานที่นำมาใช้ในการจัดตั้ง ศปป.แล้ว ย่อมไม่อาจปฏิเสธแนวทางการ "นิรโทษกรรม" ความผิดที่ผู้เข้าร่วมกับ ศปป.เคยกระทำเอาไว้ในอดีตได้ และนี่คือต้นเหตุที่ทำให้หลายฝ่ายออกมากระตุกเตือนปมนิรโทษกรรม
ทั้งนี้ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์และเปลี่ยนความคิดความเชื่อที่กองทัพดำเนินการมา ยึดหลักการเดียวกันมาตลอด ตั้งแต่มาตรา 17 สัตต แห่งพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 สมัยต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ต่อยอดจากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23) และมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ความมั่นคง ในการต่อสู้กับผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทั้ง 2 กระบวนการใน 2 ช่วงเวลา 2 บทบัญญัติกฎหมาย ยึดหลักการเดียวกัน คือ นำตัวเข้าอบรม ทำความเข้าใจ เปลี่ยนความคิดความเชื่อ แล้วนิรโทษหรืองดเว้นการดำเนินคดีในความผิดที่เคยกระทำไว้
เป็นที่น่าสังเกตว่า ประกาศ คสช.ฉบับที่ 37 ที่เกี่ยวกับการให้ความผิดบางฐาน บางกลุ่มความผิด อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลทหารนั้น ยกเว้นเอาไว้สำหรับพื้นที่ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า ยกเว้นไว้เพื่อดำเนินกระบวนการปรับความคิดความเชื่อ จะได้งดเว้นการลงโทษจากการกระทำผิดที่ต้องขึ้นศาลทหารหรือไม่
ปัจจุบันกระบวนการตามมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ความมั่นคง บังคับใช้อยู่ใน 4 อำเภอของ จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรองรับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐที่มีคดีติดตัว แต่กลับใจเข้ามอบตัวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือกระทำไปเพราะหลงผิด รู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยมีผู้ที่ผ่านกระบวนการฝึกอบรมเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือนแล้ว 4-5 คน
ส่วนบทเรียนจากชายแดนใต้จะใช้ได้กับความขัดแย้งกรณีอื่นๆ ด้วยไหม หรือ คสช.เตรียมโมเดลอะไรใหม่ๆ ไว้นอกเหนือจากนี้...เป็นเรื่องที่ต้องจับตา!





