วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตั้งเป้างบปี2558ดันศก.ปีหน้าโต4%

"4 หน่วยงานเศรษฐกิจ" เคาะกรอบงบประมาณปี 2558 วงเงิน 2.6 ล้านล้านบาท งบลงทุน 17.5% เน้นโครงการจำเป็น-เร่งด่วน คาดกระตุ้นเศรษฐกิจปีหน้าโตได้

วานนี้ (30 พ.ค.) หน่วยงานเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สำนักงบประมาณ ประชุมเพื่อจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2558 โดยมีข้อยุติกรอบวงเงินงบประมาณ อยู่ที่ไม่เกิน 2.6 ล้านล้านบาท

การจัดทำงบประมาณเป็นหนึ่งในเป้าหมายเร่งด่วนของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการหน่วยงานรัฐสามารถเบิกจ่ายได้ทันในวันเริ่มต้นปีงบประมาณ คือ วันที่ 1 ต.ค. 2557 หลังจากก่อนหน้านี้มีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีความขัดแย้งทางการเมือง

นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า กรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2558 จะอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านบาท ภายใต้สมมติฐานว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 4.0% และอัตราเงินเฟ้อขยายตัวที่ 2.3%

"ทั้ง 4 หน่วยงานได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในการประมาณการเศรษฐกิจ ซึ่งก็ยังไม่เห็นสอดคล้องกันมากนัก แต่สุดท้ายก็มีผลสรุปร่วมกันที่น่าพอใจ โดยนอมินอลจีดีพีปี 2558 จะขยายตัวที่ 6.3% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.3%" นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า รูปแบบการจัดทำงบประมาณจะมีลักษณะขาดดุล โดยขาดดุลอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีงบประมาณ 2557 ที่ขาดดุลในจำนวน 2.5 แสนล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่มากกว่าสำนักงบประมาณเสนอจำนวนขาดดุลไม่เกิน 2 แสนล้านบาท แต่ไม่ทำให้เป้าหมายงบประมาณในปี 2560 เปลี่ยนแปลงไป

หลังจาก สำนักงบประมาณได้นำเสนอกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายให้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้พิจารณาอนุมัติเรียบร้อยแล้ว เมื่อ คสช. อนุมัติ ทางสำนักงบประมาณจะดำเนินการตามขั้นตอนของการจัดทำงบประมาณรายจ่าย เพื่อออกเป็นพระราชบัญญัติรายจ่ายประกาศใช้ได้ทันในวันที่ 1 ต.ค. นี้

งบลงทุน17.5%เน้นกระตุ้นศก.ปีหน้า

สำหรับสัดส่วนงบลงทุนในปีงบประมาณรายจ่าย 2558 นั้น จะมีสัดส่วนเท่าเดิมกับปีงบประมาณ 2557 กล่าวคือ จะมีสัดส่วนที่ 17.5% ซึ่งในโครงสร้างการลงทุนนั้น จะต้องมีการหารือในรายละเอียด ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับโรดแมพในการดูแลเศรษฐกิจของ คสช. นั่นหมายความว่า การลงทุนจะต้องมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2558 ให้เป็นไปตามเป้าหมายด้วย

"รายจ่ายด้านการลงทุนนั้น เรากำหนดไว้เท่ากับปีงบประมาณ 2557 โดยในโครงสร้างนั้น เราจะเน้นลงทุนเพื่อกระตุ้นจีดีพีให้โตได้ตามเป้าหมาย 4.0% โดยจะมีการนำโครงการลงทุนที่เคยอยู่ในงบลงทุน 2 ล้านล้านบาท มาใส่ไว้บางส่วน แต่งบที่ใส่นั้น จะไม่ใช่งบที่นำมาลงทุนจริงๆ แต่จะเป็นงบเพื่อการศึกษา ออกแบบ เวนคืนกรรมสิทธิ์ เป็นต้น ส่วนงบที่จะลงทุนจริงๆ จะมาจากการกู้เงินเท่านั้น โดยงบนี้จะมีสัดส่วนที่ไม่มากไม่น้อยเกินไป" เขากล่าว

กางปฏิทินขั้นตอนทำงบเสร็จทัน1ต.ค.

ทั้งนี้ ปฏิทินการจัดทำงบประมาณหลังคสช.อนุมัติ คือ ให้ส่วนราชการเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 เสนอกลับมายังสำนักงบประมาณภายในวันที่ 27 มิ.ย.นี้ เมื่อส่วนราชการเสนอขอตั้งงบประมาณมาแล้ว จะเป็นหน้าที่ของสำนักงบประมาณที่จะมาพิจารณาจัดสรรงบให้

ในช่วงที่ผ่านมา สำนักงบประมาณได้พิจารณาจัดสรรงบไปแล้วใน 3 รายงานหลัก 1.รายจ่ายประจำขั้นต่ำ 2.รายจ่ายภารกิจพื้นฐาน และ 3.รายจ่ายผูกพันตามสัญญา ซึ่งทั้ง 3 รายการนี้ ถือเป็นสัดส่วนต่องบประมาณรวมถึง 70%

ส่วนที่เหลือจะเป็นรายจ่ายตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ซึ่งจะต้องรอทางคสช.เป็นผู้กำหนด และนำเข้าสู่คณะรัฐมนตรีหรือคสช.พร้อมรายละเอียดในวันที่ 15 ก.ค.นี้

นายสมศักดิ์ กล่าวว่าเมื่อคสช.เห็นชอบกรอบการจัดทำงบประมาณแล้ว ทางสำนักงบประมาณจะจัดทำเป็นพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย เสนอให้คสช.หรือคณะรัฐมนตรีในวันที่ 29 ก.ค.นี้ จากนั้น จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติในวันที่ 7 ส.ค.-15 ก.ย.นี้

ในขั้นตอนการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัตินี้ เมื่อไม่มีสภาผู้แทนฯ จึงไม่มีคณะกรรมาธิการ ดังนั้น ทางสำนักงบประมาณจึงเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ในการกลั่นกรองการจัดสรรงบประมาณให้เกิดความรอบคอบ

จากนั้น ถึงจะเข้าวาระพิจารณาในขั้นตอนที่ 2 และ 3 ในวันที่ 17 ก.ย. และนำเสนอทูลเกล้าฯ ในวันที่ 22 ก.ย. เพื่อพร้อมประกาศใช้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้

สั่งเดินหน้าโครงการไม่มีผลกระทบ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้นโยบายแก่หน่วยงานราชการต่างๆ เกี่ยวกับการลงทุนในโครงการระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานว่าเดินหน้าโครงการที่ไม่มีผลกระทบและไม่มีการร้องเรียนปัญหาและผลกระทบจากประชาชน โดยเร็วๆ นี้หน่วยงานต่างๆ จะเสนอโครงการที่มีความจำเป็นในการลงทุนในระยะสั้นให้กับ คสช.พิจารณา

นายอาคม กล่าวว่าโครงการส่วนหนึ่งมาจากแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม 2 ล้านล้านบาท โดยโครงการที่คาดว่าจะมีการเดินหน้าเช่น โครงการรถไฟรางคู่ ที่ช่วยพัฒนาระบบโลจิสติกส์ รถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ที่จะช่วยลดปัญหาจราจรในอนาคต

นอกจากนั้น ควรที่จะมีการเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการพัฒนาการค้าชายแดนที่กำลังมีการเติบโตมากขึ้นซึ่งรายได้ที่ได้จากการค้าชายแดนบางส่วนสามารถที่จะทดแทนรายได้จากการส่งออกไปยังตลาดอื่นของไทยที่ลดลง

เตรียมรายงานคืบหน้านิคมทวาย

สำหรับโครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวายฯ ในพม่านั้น สศช.เตรียมที่จะรายงาน คสช.ถึงความคืบหน้าของโครงการที่ได้ดำเนินการแล้วว่าอยู่ในขั้นตอนใด และประสบปัญหาอย่างไรบ้าง โดย สศช.จะยืนยันถึงความสำคัญของโครงการฯทวายว่ามีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ในแง่การสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการขนส่งและฐานการผลิตอุตสาหกรรมในภูมิภาคนี้

“คสช.ให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมีการย้ำถึงการนำวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านมาป้อนการผลิตในประเทศ ซึ่งมีโครงการที่เกี่ยวเนื่องทั้งในส่วน 2 ล้านล้านบาท และการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อสนับสนุน ให้มีการนำวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านมาใช้ในฐานการผลิตที่ชายแดนหรือในนิคมอุตสาหกรรมภายในประเทศซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ถือว่าต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” นายอาคม กล่าว

ในส่วนการลงทุนในโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งรัฐบาลที่แล้วได้มีแผนในการกู้เงินตาม พ.ร.ก. การกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาทเพื่อนำมาลงทุน สศช.ได้ให้ความเห็นแล้วว่าสามารถเดินหน้าในบางโครงการที่มีความพร้อมในการดำเนินการ และไม่มีการต่อต้านจากประชาชนซึ่งเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการได้เลย เช่น โครงการลงทุนในระบบชลประทานในจังหวัดพิษณุโลกและพิจิตร ของกรมชลประทาน ซึ่งเป็นโครงการนี้เป็นการพัฒนาระบบชลประทานระยะที่ 2 บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำน่าน วงเงินลงทุนประมาณ 7 พันล้านบาท ซึ่งมีความพร้อมที่จะดำเนินการได้ทันทีหากมีการจัดสรรงบประมาณลงไปซึ่งโครงการเหล่านี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่แล้วยังเป็นโครงการที่ช่วยเพิ่มพื้นที่การเกษตรและผลผลิตทางการเกษตรด้วย

สนข.ของบกว่าแสนล้านรถไฟรางคู่-รถไฟฟ้า

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่าในส่วนของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจำเป็นเร่งด่วน สนข. ได้นำเสนอโครงการต่อ สคช.ไปแล้ว โดยเสนอให้บรรจุโครงการต่างๆในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 วงเงินรวมประมาณ 1 แสนล้านบาท ประกอบด้วยโครงการรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑล การขยายช่องทางจราจรของถนนสายสำคัญที่เชื่อมระหว่างเมือง และในพื้นที่ชายแดน เป็น 4 ช่องทางการจราจร

"โครงการทั้งหมดเป็นโครงการที่มีความพร้อมที่จะดำเนินการก่อสร้างและได้มีการศึกษารายละเอียดต่างๆ ไว้เรียบร้อยแล้วทำให้สามารถดำเนินการได้ทันที"

ทั้งนี้ การลงทุนจะใช้ทั้งในรูปแบบของการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีและเงินกู้ โดยกระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ จะเป็นหน่วยงานที่พิจารณาร่วมกันว่าจะหาเงินกู้จากแหล่งใดบ้าง

นอกจากนั้นคาดว่ากรมศุลกากรจะเสนอ คสช.ให้มีการอนุมัติงบประมาณในการพัฒนาด่านศุลกากร ประมาณ 20 พื้นที่จากทั้งหมด 41 พื้นที่ ซึ่งประกอบด้วยการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและอาคารที่ทำการศุลกากร ซึ่งเงินลงทุนทั้งหมดของโครงการ 1.2 หมื่นล้านบาท

ของบศึกษารถไฟความเร็วสูง

ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงในปีงบประมาณ 2558 จะมีการจัดสรรงบประมาณไปใช้ในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในบางสายเท่านั้น

“โครงการที่เป็นโครงการเร่งด่วนเช่น 5 โครงการที่น่าจะมีการจัดลำดับการลงทุนที่มีความสำคัญ เช่น โครงการรถไฟรางคู่ ซึ่งในระยะแรก มีเงินลงทุนทั้งหมด 1.6 แสนล้านบาท โดยจะเป็นการลงทุนบางส่วนเท่านั้นในปีงบประมาณ 2558 เช่นเดียวกันกับโครงการถนนที่เชื่อมโยงกับชายแดน ที่ทางสนข.เสนอไป มี 9 พื้นที่ด่านชายแดนที่สำคัญกับการค้าชายแดน เช่น เชียงแสน เชียงของ แม่สาย มุกดาหาร นครพนม อรัญประเทศ แม่สอด สะเดา และปาดังเบซาร์” นายจุฬา กล่าว