เปิดปูม "10 กุนซือ" คสช. ดูแลงาน ศก.-สังคม-ความมั่นคง
เปิดตัวกันมาแล้วสำหรับ "ทีมที่ปรึกษา" หรือ "กุนซือ" ในระดับนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีทั้งสิ้น 10 คน และนับเป็นการแต่งตั้งบุคคลสำคัญเข้ารับผิดชอบหรือเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับงานบริหารราชการแผ่นดินชุดที่ 2 ในห้วงเวลา 7 วันแรกหลังยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลรักษาการพรรคเพื่อไทย
คณะบุคคลชุดแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. ประกาศให้เข้าไปรับผิดชอบงานด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ก็คือ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ (ผบ.ทบ.) ทุกเหล่าทัพ รวมทั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กระจายกันกำกับดูแลกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ตามที่แบ่งงานออกเป็น 5 ด้าน ขณะเดียวกันก็ให้แม่ทัพภาคทุกภาคเป็น "ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย" รับผิดชอบกลุ่มงานรักษาความสงบ
ขณะที่คณะบุคคลชุดที่ 2 คือ "คณะที่ปรึกษา" มี 10 คน แต่ละคนอยู่ในระดับ "บิ๊กเนม" ยืนแถวหน้าของประเทศในด้านที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญทั้งสิ้น โดยทั้ง 10 คนแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่
1.กลุ่มที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ปรากฏชื่อ 3 คน คือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ นายณรงค์ชัย อัครเศรณี
เบื้องต้นพิจารณาแค่ชื่อชั้น ต้องบอกว่าในแวดวง "นักลงทุน-นักธุรกิจ" ล้วนชูมือขานรับบุคคลทั้งสาม...
เมื่อเจาะลึกลงไปรายบุคคล เริ่มจาก นายสมคิด แม้อดีตจะเคยเป็น "มือขวา" หรือ "ขุนพลเศรษฐกิจ" ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะขณะนั้นเขาดำรงตำแหน่งทั้งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ด้วยฝีไม้ลายมือบวกลีลานักการตลาดเก่า จึงช่วยผลักดันให้ "ภาคส่งออกไทย" ในยุคนั้นรุ่งโรจน์จนทุกวันนี้
ชื่อของ นายสมคิด จึงน่าจะได้รับการยกมือหนุนจากนักธุรกิจไทยแบบไม่ต้องสงสัย!
คนต่อมาคือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ในอดีตเคยเป็นทั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใน "รัฐบาลขิงแก่" ที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯด้วย
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ถือเป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนร่วมผลักดันให้คนไทยเห็นผลร้ายของนโยบายประชานิยมสำคัญของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอย่าง "โครงการรับจำนำข้าว" ประกอบกับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยังเป็นบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญ เข้าใจพื้นฐานเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างดี จึงไม่แปลกใจที่จะมีชื่อเขาเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของ คสช.
ขณะที่ นายณรงค์ชัย เป็นอีกบุคคลที่ผ่านร้อนผ่านหนาว เห็นภาวการณ์ของเศรษฐกิจไทยมานักต่อนัก นายณรงค์ชัยเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือที่รู้จักกันดีในยุค "ลอยตัวค่าเงินบาท" ทำให้เขาเข้าใจถึง "กลไกตลาดเสรี" เป็นอย่างดี
จะเห็นได้ว่าหนึ่งในโรดแมพที่ คสช.ประกาศออกมา มีเรื่องเศรษฐกิจเสรีที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับแนวคิดของนายณรงค์ชัยทุกประการ
2.กลุ่มที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสังคม ปรากฏชื่อ นายวิษณุ เครืองาม กับ นายยงยุทธ ยุทธวงศ์
นายวิษณุ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขานิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เนติบัณฑิตไทย ปริญญาโท Master of Laws (LL.M.) และปริญญาเอก Doctor of the Science of Law (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียน เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา
ชีวิตราชการของนายวิษณุ เริ่มต้นที่การเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. จากนั้นไปเป็นอาจารย์สอนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนเข้ารับตำแหน่งรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในปี 2539 และเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีช่วงปี 2536-2545 เรียกว่าทุกรัฐบาลในช่วงนั้นต้องใช้บริการนายวิษณุ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมือกฎหมายชั้นเอกที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการบริหารราชการอย่างดีเยี่ยม
นายวิษณุ ยังเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ระหว่างปี 2535-2543 ด้วย (ช่วงที่สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง)
ด้านการเมือง นายวิษณุ เคยรักษาการในตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในปี 2535 สมัยรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ก่อนจะรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี 2 สมัยในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อมาหลังการรัฐประหารปี 2549 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
หลังสิ้นสุดภารกิจในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายวิษณุก็โลว์โปรไฟล์ กระทั่งในช่วงการชุมนุมของ กปปส. จึงมีชื่อเขาเป็น "นายกฯคนกลาง" และคาดกันว่าเขาอยู่ในกลุ่มที่พยายามทำให้เกิดการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง
สำหรับ นายยงยุทธ เป็นหลานของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงการศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ของประเทศ จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยมหิดล ปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน และปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด
นายยงยุทธ เป็นอีกคนหนึ่งที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีใน "รัฐบาลขิงแก่" คือเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก่อนหน้านั้นเขาเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ และเป็นผู้อำนวยการคนแรกของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช.
3.กลุ่มที่ปรึกษาด้านความมั่นคง ปรากฏชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์, พล.อ.นพดล อินทปัญญา และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ
พล.อ.ประวิตร หรือ "บิ๊กป้อม" เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 6 (ตท.6) ถือว่าเป็น "พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์" หรือนายทหารที่เติบโตมาจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) และกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก่อนส่งไม้ต่อให้เพื่อนร่วมรุ่นอย่าง "บิ๊กบัง" พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จากนั้น พล.อ.สนธิ ก็ทำรัฐประหาร
พล.อ.ประวิตร ยังเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วย โดยช่วงที่มีความขัดแย้งและการชุมนุมทางการเมืองในช่วงหลังๆ ชื่อของ พล.อ.ประวิตร มักถูกเอ่ยถึงในฐานะแคนดิเดท "นายกฯคนกลาง"
ส่วน พล.อ.อนุพงษ์ หรือ "บิ๊กป๊อก" ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ก่อน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 (ตท.10) แต่คนละขั้วกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มเพื่อนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ทั้งยังเป็นนายทหารสายบูรพาพยัคฆ์อีกคนหนึ่งที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในกองทัพด้วย
พล.อ.อ.อิทธพร หรือ "บิ๊กเฟื่อง" เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 11 และเป็นอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) มีบทบาทเป็นอย่างสูงในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองช่วงปี 53 ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง เป็น ผบ.ทอ.จนถึงปัจจุบัน
ส่วน พล.อ.นพดล เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.6 ของ พล.อ.ประวิตร เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) และนั่งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในยุคที่เพื่อนรักอย่าง พล.อ.ประวิตร นั่งเป็นรัฐมนตรี
สุดท้ายคือ พล.อ.ดาว์พงษ์ หรือ "บิ๊กหนุ่ย" เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 ของ พล.อ.ประยุทธ์ เคยดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบก และรองผบ.ทบ.ก่อนจะเกษียณอายุราชการไปเมื่อ 30 ก.ย.ปีที่แล้ว ถือเป็น "มันสมอง" ของกองทัพในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี2553





