"ประยุทธ์"รับสนอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยันต้องมีนายกฯแต่"ยังมาไม่ถึง" ลั่นเป็นผู้มีอำนาจเต็มหน.คสช. ชี้ภารกิจรักษาความสงบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้แถลงข่าวภายหลังรับประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
"ประยุทธ์"ลั่นเป็นผู้มีอำนาจเต็ม
โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอชี้แจงให้บรรดาสื่อมวลชน ข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร และประชาชนที่รักทุกคน วันนี้นั้นได้เสร็จพิธีรับประกาศพระบรมราชโองการในการทรงแต่งตั้งให้ตนเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทั้งนี้ตนกราบพระบาทและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ได้ตั้งไว้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามการปฏิบัติตามประเพณีที่เคยปฏิบัติมาเช่นทุกครั้ง ในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งในยามปกติและไม่ปกติ จากนี้ไปถือว่าการบริหารราชการเป็นการบริหารราชการภายใต้พระบรมราชโองการและเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งทุกคนจะต้องระมัดระวังในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้เกิดความถูกต้องชอบธรรมและเป็นธรรม เป็นการใช้อำนาจภายใต้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ การบริหารราชการในปัจจุบันหัวหน้า คสช.คือผม เป็นผู้มีอำนาจเต็มตามที่ได้ออกประกาศไปแล้ว ขณะนี้ได้จัดผบ.สส. ผู้บัญชาการเหล่าทัพไปกำกับดูแลการบริหารราชการของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ
แจงปลัดกระทรวงทำงานในนามรักษาการรมต.
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า การดำเนินงานดังกล่าวในช่วงแรกเป็นการดำเนินงานที่คณะทหารได้จัดทำขึ้น ซึ่งในระยะต่อไป จะมีการประสานงานกับส่วนราชการต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเข้าร่วมการตรวจสอบ ทบทวนแผนงานและโครงการต่าง ๆ ทั้งหมด โดยได้กำหนดการทำงานไว้เป็น 2 ระดับไว้ด้วยกัน 1.ในระดับปลัดกระทรวง ทำในนามรักษาการรัฐมนตรี และงานในรักษาการทุกอย่างจะได้รับการรับรองจากคณะฝ่ายกำกับดูแลทั้งสิ้น ส่วนใดที่เกินอำนาจต้องส่งให้หัวหน้า คสช.อนุมัติ เพื่อให้เป็นไปตามแบบแผนงานเดิม ก็คงต้องทำหน้าที่รับอำนาจทั้งหมดในการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะฉะนั้นจะพยายามไม่หลีกเลี่ยงแบบแผนเดิมที่เคยวางไว้ ซึ่งในขณะนี้ส่วนงานทุกส่วนกำลังเข้ามาประจำใน คสช.เพื่อร่วมคณะประสานงานทั้งหมด 7 คณะตามแผนผังโครงสร้างที่ทุกคนได้ทราบแล้ว ในเรื่องนี้อย่ากังวล เพราะเราจะมีทั้งหน่วยงานพลเรือน ตำรวจ ทหาร เข้ามาทำหน้าที่ร่วมกับส่วนราชการพลเรือนเพื่อให้ถูกต้องชอบธรรม และ โปร่งใส เรื่องใดที่ไม่มีผลกระทบต่อความโปร่งใสและความชอบธรรมก็จะไม่ทบทวน และจะเตรียมตรวจสอบรายละเอียดและจะเร่งรัดการดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็วเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทุกคน
ชี้ภาระกิจสำคัญขณะนี้คือรักษาความสงบ
สำหรับแนวทางในการบริหารราชการของ คสช.ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปภาระสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เตรียมข้อกฎหมายในเรื่องต่าง ๆ ทุกเรื่อง เพื่อให้เกิดความถูกต้องในการปฏิบัติงานในทุกมิติ ทั้งปัจจุบันและเตรียมการสู่อนาคตจัดตั้งองค์กรขึ้นมาดูแลและรับผิดชอบภาคปฏิรูปในทุกเรื่องที่เป็นปัญหาข้อขัดแย้ง และ กระบวนการทางนิติบัญญัติ เพื่อให้สามารถเดินหน้าประเทศไทยไปสู่อนาคตได้ และนำสู่เป็นประชาธิปไตยอย่างสันติวิธีและถาวร ปราศจากความขัดแย้ง
แย้มอาจใช้กฎหมายเข้มกว่าเดิมหากมีการดื้อดึง
"ฉะนั้นระหว่างนี้เพื่อมุ่งหมายไปสู่จุดมุ่งหมายดังกล่าว การบังคับใช้กฎหมายทุกอย่างยังดำเนินการเข้มข้นเท่าเดิม หรืออาจจะมากกว่าเดิมหากมีสถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้นมีการขัดขืนดื้อดึง การปฏิบัติจากประกาศคำสั่งที่ทาง คสช.ได้ประกาศให้ทราบแล้ว จากสถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีโดยเร็ว มาตรการต่าง ๆ ก็จะต้องลดระดับลงไปตามสถานการณ์ให้มีความเหมาะสมอย่าได้กังวลเราไม่ต้องการที่จะให้ทุกอย่างนั้นมีปัญหาในการประกอบกิจการของทุกท่าน ทุกภาคส่วน มาตรการเคอร์ฟิวส์ ใครมีเรื่องเร่งด่วนหรืออะไรก็ตามที่ได้ประกาศไว้แล้ว ก็แจ้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้มีการดำเนินการเรื่องนี้ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง ขนส่งเชื้อเพลิงต่าง ๆ ซึ่งอาจจะอันตรายในการเคลื่อนย้ายก็จะต้องจัดการประชุมและมีการอนุมัติเป็นราย ๆ ไป สำหรับผู้ประกอบการ พี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมา ถ้ามีภาระหรือมีความจำเป็น หรือหมอจะต้องไปรักษาคน หรือไปโรงพยาบาล ไม่มีปัญหา ตลอดเวลาสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที่ ลูกจ้างพนักงานที่ทำงานเป็นกะของบริษัทต่าง ๆ สามารถแจ้งได้ทันที หรือแม้กระทั่งใครมีเรื่องเร่งด่วนธุระจำเป็นก็ขอให้แจ้งไม่มีปัญหา เราจะควบคุมดูแลดำเนินการต่อผู้ต้องการกระทำผิดกฎหมาย การใช้อาวุธสงคราม การต่อต้านหรือการทำอะไรก็ตามที่ทำให้เกิดความไม่สงบสุขในวันนี้" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
วอนประชาชน-ต่างชาติ เข้าใจสถานการณ์
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า สำหรับการเรียกตัวมารายงานตัวนั้นเป็นการเรียกตัวมารายงานตัวเพื่อทำความเข้าใจ เพื่อสงบสติอารมณ์ เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกัน เพราะความขัดแย้งเหล่านั้นมันไปอีกไม่ได้แล้ว มันจะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติและประชาขน เป็นที่ห่วงใยของประชาชนไทย และต่างประเทศ ทรัพย์สินของแต่ละประเทศที่มาลงทุนในประเทศไทยก็จะทำให้เกิดมีปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจ ตามที่ทุกท่านทราบดีในปัจจุบันและอนาคต หากสถานการณ์เรียบร้อยลงหรือคลี่คลายลงเราก็จะลดระดับลง แต่การประกาศคงจะยังคงจะต้องใช้ในการดำเนินการอยู่ เรียนว่าบ้านเมืองเรามีปัญหา วันนี้เราจะต้องยุติปัญหาให้ได้ พวกเรามิได้มุ่งหวังในการที่จะเข้าสู่อำนาจ เพื่อมีอำนาจ มีประโยชน์ แต่มันมีเหตุผลและความจำเป็นที่ได้กล่าวไปหลายครั้งแล้ว ขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ขอเวลาทำความเข้าใจกับสถานการณ์กับการปฏิบัติการของพวกเราเวลานี้ เราไม่ได้มุ่งหวังที่จะไปขัดแย้งกับกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด เราเข้าใจดีถึงกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งทางทั่วโลกทำอยู่ และเราก็เป็นอยู่ แต่การเดินดังกล่าวมีข้อขัดแย้งขึ้นมา ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ และมีแนวโน้มข้อติดขัดข้อกฎหมาย มีความขัดแย้ง มีการใช้ความรุนแรง และท่าทีของการขัดแย้งเหล่านั้นไม่สามารถจะนำไปสู่กระบวนการประชาธิปไตยที่ถูกต้องโดยเร็ว และปลอดภัย มันก็มีความจำเป็น ก็ขอให้ทุกคนเข้าใจตรงนี้ด้วย พวกเราเข้าใจดี พวกเรามีบทเรียนต่าง ๆ มากมายในอดีต ฉะนั้นคำว่าบทเรียนมีสำหรับทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ ข้าราชการพลเรือนที่มีสำหรับพวกผมอยู่แล้ว ผมได้เอาบทเรียนเหล่านั้นมาทบทวน และแก้ไขไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตด้วย ฉะนั้นประชาชนทุกคนทุกหมู่เหล่า ทั้งประชาชนทั่วไป ข้าราชการทุกภาคส่วน และทุกคนที่เกี่ยวข้องในชาตินี้ชาติไทย และชาวต่างชาติกรุณาเข้าใจในเจตนารมณ์ของเราด้วย เราทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมุ่งหวังจะคลี่คลายสถานการณ์ให้ได้โดยเร็วเพื่อเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยที่ถูกต้อง
เล็งตั้งคณะที่ปรึกษาทั้งระดับบน-ล่าง
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า งานเร่งด่วนขณะนี้ จากที่เราได้จัดตั้งกลุ่มงานขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานจัดตั้งสำนักเลขานุการ ซึ่งทำงานร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และในเรื่องเดิมที่มีเรื่องผูกพันอยู่ นอกนั้นเป็นกลุ่มงานที่ ผบ.ทหารสุงสุด ผบ.ทอ. ผบ.ทร. และ ผบ.ตร. ลงไปกำกับดูแลแต่ละหน่วยงานที่ได้รับผิดชอบไปแล้ว มอบหมายไปแล้ว จะมีการแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในการทำงานทั้งอดีตข้าราชการ อดีตผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขามาเป็นคณะที่ปรึกษาของ คสช. ระดับบนหนึ่งคณะ ระดับล่างก็การแต่งตั้งคณะกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละกลุ่มงาน เป็นที่ปรึกษา ในการทำงานของข้างล่าง หรือทุกภาคส่วน จะมีการสนับสนุนกำลังพลเข้ามาร่วมปฏิบัติที่ได้เริ่มปฏิบัติงานมาหลายวันแล้ว โดยจะทำทุกอย่างให้เป็นระเบียบแบบแผนในการบริหารราชการให้เหมือนในยามปกติให้มากที่สุด เพียงแต่ว่าทหารเข้าไปกำกับดูแล ไม่ใช่โครงสร้าง แต่โครงสร้างที่เขียนมานั้นเป็นโครงสร้างคล้าย ๆ ของทหาร เพื่อให้เกิดง่าย ความสั้น กระชับ อย่ามองว่าเป็นโครงสร้างที่เป็นทหารทั้งหมดไม่ใช่ เพราะเราทำงานร่วมกัน แต่จำเป็นจะต้องสร้างความเข้าใจให้ได้โดยเร็ว
เร่งแก้ปัญหาจำนำข้าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า งานเร่งด่วนในขณะนี้ระดับแรกคือการแก้ไขปัญหาข้อติดขัดทุกประกาศที่มีผลเดือดร้อนของประชาชนทั้งในอดีตและปัจจุบัน และเตรียมการสำหรับการแก้ไขปัญหาในอนาคต เพราะว่าประชาชนผู้เดือดร้อนจะเห็นได้ว่า เราได้แก้ปัญหาในเรื่องของการจำนำข้าวก่อน โดยจะทำควบคู่กับการระบายข้าวให้ถูกต้อง และเป็นธรรม และรองรับปัญหาในอนาคต จะมีมาตรการใด ๆ มาช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ไม่ให้เกิดภาระกับประเทศชาติก็ขอให้ทุกส่วนอย่าเพิ่งออกมาเรียกร้องอะไรที่มากไปกว่าเดิม ตนคิดว่าเราพยายามขับเคลื่อนพยายามทำให้ดีที่สุด ใช้สติปัญญาของทหารทั้งหมดไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือกับข้าราชการทุกภาคส่วน ทุกระดับ
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ขอให้ทุกคนมุ่งหวังว่าเราจะทำอะไรให้กับประเทศชาติต่อไป ทำอย่างไรเราจะทำให้ประชาชนทุกคนในชาตินี้ คนไทยทั้งประเทศ มีความพึ่งพอใจและคลายความเดือดร้อน คลายความกังวล เพราะฉะนั้นขอร้องว่าอย่าเพิ่งเรียกร้องอะไรมากนัก ผมพยายามเก็บรายละเอียดของเดิมก่อน ของใหม่ก็เตรียมมาตรการที่เหมาะสม และการดำเนินการต่อไปในอนาคตเพื่อเตรียมการไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นจะต้องแก้ปัญหาทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแบ่งงานการบริหารราชการ การเมืองในส่วนของข้าราชการกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่มีผลกระทบที่มีปัญหากับต่างประเทศในการดำเนินการ เรื่องภาษี โครงสร้างทุกอย่างที่มีการดำเนินการมาอยู่แล้ว แต่เท่าที่ทราบในขั้นต้นมันยังติดค้างอยู่ในขั้นการพิจารณาอนุมัติ เราก็เอามาทบทวนกัน ขอให้สบายใจว่าเราไม่ทำเพื่อทหาร ผมทำเพื่อปกป้องเกียรติยศศักดิ์ศรีของคนไทยทุกคน เราถอยหลังกันไม่ได้อีกแล้ว เราต้องหยุดทะเลาะเบาะแวงซึ่งกันและกันมุ่งไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์สวนสมาคมสื่อฯไม่ต้องมาเรียกร้อง เตือนสื่อฯอย่าขยายความขัดแย้ง ถ้าจำเป็นจะเรียกตัว จับตาเฟซบุ๊ค เว็บไซต์
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ขอร้องอยากจะให้สื่อทุกสื่อ ตนคิดว่าประชาชนทุกคน เป็นสื่อที่ดีในการที่จะให้ข้อมูลซึ่งกันและกัน ตนขอร้องว่าในเมื่อประเทศชาติมาถึงทางตัน พวกเราทุกคนก็มาปลดล็อคดังกล่าวเพื่อให้ประเทศชาติเดินไปได้ วันนี้การใช้จ่ายงบประมาณปี 2557 ก็สามารถดำเนินการได้ แต่จะต้องผ่านการทบทวนของคณะกำกับดูแลที่แต่งตั้งขึ้นมา และที่ปรึกษา สำหรับคนที่ถามว่า คสช.จะบริหารงานไปจนถึงเมื่อไหร่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคน ทุกภาคส่วน สื่อ ต้องไม่ขยายความขัดแย้ง เฟซบุค อย่าสร้างคอมเม้นขึ้นในสิ่งที่สร้างความขัดแย้ง ถ้าจำเป็นตนจะเรียกตัว เพราะฉะนั้นสมาคมสื่อก็ไม่ต้องมาเรียกร้องกับตน ซึ่งท่านต้องควบคุมสื่อของท่านให้ ซึ่งตนจะเริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทั้งเฟสบุค เว็ปไซต์ ที่โพสเข้ามาและทำให้เกิดความขัดแย้งคนตีกันยุแย่กันอยู่ในนั้น ตนถือว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อย เหตุผลและความจำเป็นที่ผมต้องพูดเช่นนี้ เพราะถ้าเราขยายความขัดแย้งต่อไปเรื่อย ๆ จะเกิดผลกระทบในวงกว้าง และจะกลับวนเวียนไปสู่อันเก่า ตอนนี้เริ่มมีการประท้วง อยากจะกลับไปสู่อันเก่าใช่หรือไม่
"ผมถามประชาชนในชาติ ถ้าต้องการอย่างนั้นตนก็จะต้องใช้กฎหมาย แต่ถ้าไม่ต้องการอย่างนั้นก็จะต้องไปบอกพ่อแม่พี่น้องทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ขอให้ระงับการดำเนินการดังกล่าว เพราะมีผลเสียต่อตนเองและครอบครัว เพราะการบังคับใช้กฎหมายในขณะนี้มีความเข้มข้น การดำเนินการอะไรก็ตาม จะต้องนำขึ้นสู่ศาลทหาร ที่ได้ระบุไปแล้ว เฉพาะการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเราจะดำเนินการด้วยกฎหมายปกติก็คงไม่ได้ กฎหมายที่เข้มข้นมากก็จะพิจารณาตามความเหมาะสมเป็นราย ๆ ไป ที่มีหลักฐานชัดเจน ผมไม่อยากให้สังคมโจมตีประนามเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ อีกต่อไป ว่าเราไม่ได้ทำอะไร ซึ่งเราก็ทำตามกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันในการที่จะนำประเทศชาติให้เดินไปสู่ในทางที่ปลอดภัย นำคนทุกคนมาเคารพกฎหมายของประเทศตามปกติ ต้องให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ ถ้าทุกคนไม่นับถือกฎหมาย ไม่เคารพเจ้าหน้าที่ในการทำงานก็จะส่งผลกระทบไปทุกฝ่าย" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ลั่นความตั้งใจและอุดมกรณ์สามารถทำได้
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า เรื่องการเมืองก็จะอยู่ในรูปของการปฏิรูปหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองการปกครอง ข้าราชการ ระเบียบของข้าราชการ การเข้าสู่อำนาจรัฐ การใช้จ่ายที่โปร่งใสงบประมาณกระบวนการตรวจสอบจะต้องทบทวนทั้งหมด ทั้งนี้ตนไม่ได้มุ่งหวังที่จะมาทะเลาะเบาะแวงกับใคร ตนต้องการนำทุกอย่างกลับมาให้เห็นชัด และแก้ไข ซึ่งทุกคนอาจจะมองว่าผมมีความรู้ความสามารถหรือไม่ แต่ตนคิดว่าด้วยความตั้งใจเกี่ยวกับอุดมการณ์ของพวกตน ตนทำได้ทุกอย่าง ถ้าเรายึดมั่นในความถูกต้อง ชอบธรรม โปร่งใส่ เป็นธรรม ทั่วถึง ประชาชนมีความพึ่งพอใจในประสิทธิภาพ และผลสัมฤทธิ์ที่ยั่งยืน ตนคิดว่าทุกคนต้องช่วยกัน อย่าติติง อย่าเพิ่งไปเพิ่มปัญหาใหม่ไม่มีประโยชน์ ขอร้องสื่อทุกสื่อด้วย ถ้าอยากดำเนินการต่อไปสมาคมสื่อจะต้องดูแลด้วย
ระบุผู้ถูกเรียกตัวยังต่อต้านถูกขึ้นศาลทหาร
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากละเมิดสื่อ เพราะฉะนั้นหยุดซะ มันไม่ได้เกิดประโยชน์ ตนถามว่าถ้าต้องเรียกตัวมา และท่านเคยมีพฤติกรรมอะไรหรือไม่ ถ้ามีก็อย่ามาว่าผม หลักฐานมีทุกอย่าง ถ้านิ่ง เรียบร้อยก็จะปล่อยไป แต่ขณะนี้ขอพาไปสงบสติอารมณ์เสียก่อน 3 วัน 5 วัน หรือ 7 วันก็ว่าไป ทุกคนที่เรียกมาไม่ได้พันธนาการ หรือทรมาน เราเชิญมาด้วยซ้ำ อยู่ในที่พัก แต่ที่พักอาจจะไม่ใหญ่โต เหมือนกับบ้านของท่านเอง ซึ่งท่านจะได้รู้ว่าทหารอยู่กันอย่างไร ซึ่งที่ที่ท่านอยู่ถือว่าดีที่สุดแล้วสำหรับทหาร ซึ่งในขั้นต่อไปถ้าหากผู้ที่ถูกเรียกตัวแล้วยังคงฝ่าฝืนต่อต้าน และสนับสนุน ซึ่งเราจะมีการติดตามพฤติกรรมทุกประการ ท่านก็จะถูกระงับทุรกรรมทางด้านการเงิน ทั้งสิ้น และถูกติดตามจับกุมดำเนินคดี ขึ้นศาลทหาร เพราะถือว่าขัดคำสั่งไม่ได้ ขอให้พี่น้องทุกคนได้ทนเหมือนกับที่พวกเราอดทนมาตลอดที่ผ่านมา ปัญหาบ้านเรามีมา 9 ปี ด้วยข้อขัดแย้งและไม่ใช่ประเด็นที่จะมาทำให้ประเทศชาติถึงกับแตกสลาย ตนต้องขอความร่วมมือในทุกภาคส่วน 6 เดือนที่ผ่านมามันทรมานของคนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตามที่มีความคิดเห็นตรงกันข้าม ต้องนึกถึงประโยชน์ส่วนกลาง จะต้องช่วยกันคืนความสุขให้กับคนไทย ประเทศไทย รักษาผลประโยชน์ของชาติ ดูแลชาวต่างประเทศ สร้างเสถียรภาพทางด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ เพื่อให้เขาเชื่อมั่นเรา อะไรที่มันอาจจะดูเข้มข้นไปหน่อยก็จะต้องขออภัยด้วย เพราะเป็นความจำเป็น
สำหรับในเรื่องพระบรมราชโองการ เป็นเรื่องที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าลงมาตามที่ได้ถวายรายงานไป ซึ่งเป็นเรื่องของประเพณี ซึ่งไม่ใช่เวลาอันสมควรที่จะมาให้ข้อมูลและรายละเอียด เพราะผมถือว่าสถาบันอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง ตนจะทำหน้าที่ในการแก้ไขความขัดแย้งภายใต้พระบรมราชโองการ ซึ่งก็เป็นไปตามประเพณีมาโดยตลอด
ไม่ตอบเป็นนายกฯหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นนายกฯหรือไม่ หรือควบตำแหน่ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ทำไม ทำไม ควบ ถามยังงี้ มันยังมาไม่ถึง"
เมื่อถามว่า หลายคนอยากรู้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มันอยู่ในแผนการอยู่แล้วนะ "ใจเย็น ใจเย็น จะมี มันต้องมี ยังไงมันต้องมี "
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หมายถึงว่าอย่างไรต้องมีนายกฯ ชั่วคราวขึ้นมา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มันต้องมีนายกฯ
ทั้งนี้เมื่อถามว่า คือยังไงต้องมีคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีนายกฯ คนเดียว มันไม่มีคณะรัฐมนตรี มันจะเป็นไปได้ไหมล่ะ มันก็ต้องมีมั้ง ย้อนกลับไปดูเก่าๆ เค้าทำยังไง มันต้องมีแนวทางอยู่บ้างแล้วล่ะ บางอย่างก็มีอาจจะคล้ายคลึง บางอย่างอาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้างอะไรบ้าง เพื่อให้เกิดความถูกต้องชอบธรรม การใช้อำนาจต้องระมัดระวัง การมีอำนาจมาก ตนบอกไปแล้วว่ายิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งต้องทำตัวให้เล็กลง อย่าคิดว่าตัวเองมีอำนาจแล้วจะทำได้ทุกอย่าง ผมไม่เคยคิดอย่างนั้น
เมื่อถามต่อว่าการตั้งครม.หรือนายกฯ จะมีภายในเร็วๆ นี้หรือไม่ เพราะจะได้ขับเคลื่อนการปฏิบัติงานประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ก็ขับไปแต่หลายวันมาแล้ว ขับตั้งแต่ 22 พ.ค. ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการบริหารราชการแผ่นดินโดยคณะ ทำมาตั้งแต่วันนั้นแล้ว
เมื่อถามต่อว่าหลังจากนี้จะมีการตั้งสภานิติบัญญัติเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เมื่อไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พูดไปเมื่อกี้ทำไมไม่ฟัง ผู้สื่อข่าวย้อนถามว่า ฟังแล้วครับ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า งั้นย้อนกลับไปอ่านคำถามแรก ตอบไปแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า คือจะมีในเร็วๆ นี้เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใช่หรือไม่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ย้อนกลับไปดูคำตอบที่หนึ่ง
เมื่อถามอีกว่า ท่านเป็นนายกฯเองเลยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ หยุดนิ่งไปสักพักก่อน กล่าวว่า "มันอยู่ในขั้นตอน ของการ การยังไม่รู้ ก็รอดู ใจเย็น อยากเป็นเองไหมล่ะ อยากเป็นไหม พอแล้ว ขอบคุณครับ"
ลั่นเลือกตั้งจะมีหากเหตุการณ์ยุติ
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าจะใช้เวลาอีกเท่าไรจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า จนกว่าเหตุการณ์จะยุติ
ผู้สื่อข่าวย้อนถามว่าผบ.ตอบอย่างนี้อาจเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ผมไม่มีกำหนด ไม่กำหนด ต้องดูสถานการณ์ โดยเร็วที่สุด พอแล้ว"





