"ประยุทธ์"แถลงยึดอำนาจการปกครองประเทศ ตั้งคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติคุมเบ็ดเสร็จ จับตาไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ แค่หยุดใช้ชั่วคราว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) แถลงพร้อมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ยึดอำนาจการปกครอง หลังจากการประชุมร่วมระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง 7 ฝ่าย วันที่ 2 เมื่อวานนี้ (22 พ.ค.) ไม่ได้ข้อยุติ เพราะต่างฝ่ายต่างยืนอยู่ในจุดของตัวเอง โดยเฉพาะรัฐบาลที่ไม่ยอมเสียสละลาออกตามคำขอของฝ่ายทหาร
การแถลงดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.07 น. พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ผอ.รส.) พร้อมด้วย พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ในฐานะที่ปรึกษากองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) พร้อมด้วย พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (รองผบ.ทสส.) ได้แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ ตามสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เขตปริมณฑล และพื้นที่ต่างๆ ของประเทศในหลายพื้นที่ เป็นผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ และเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวจนอาจจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยรวม
เพื่อให้สถานการณ์ดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ประชาชนในชาติเกิดความรักความสามัคคีเช่นเดียวกับห้วงที่ผ่านมา ตลอดจนเพื่อเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับทุกพวกทุกฝ่าย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย กองทัพบก กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีความจำเป็นต้องเข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2557 เวลา 16.30 น.เป็นต้นไป
สั่งห้ามเคลื่อนย้ายอาวุธ
ทั้งนี้ขอให้ประชาชนทุกคนอยู่ในความสงบ ดำเนินวิถีชีวิตและประกอบอาชีพต่อไปตามปกติ ให้ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบแบบแผนของทางราชการดังที่เคยปฏิบัติ สำหรับข้าราชการ ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการต่างๆ ที่ได้มีอาวุธเพื่อใช้ในราชการของหน่วย ห้ามเคลื่อนย้ายกำลังและอาวุธโดยเด็ดขาด เว้นแต่จะได้รับคำสั่งจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่เพียงผู้เดียว
ยืนยันสัมพันธ์ทูตต่างประเทศ
สำหรับคณะทูตานุทูต สถานกงสุล องค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งชาวต่างประเทศที่พำนักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทย คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะได้ให้ความคุ้มครอง และขอยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ยังเป็นไปตามปกติตามที่รัฐบาลชุดเดิมได้ดำเนินการไว้
คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะยึดมั่นในความจงรักภักดีและจะปกป้อง เทิดทูน ดำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทยและทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง ประกาศ ณ วันที่ 22 พ.ค.2557
นาทีล็อคตัวแกนนำ7ฝ่ายหลังถกล่ม
ต่อมาเวลา 17.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารได้ประกาศให้ผู้สื่อข่าวออกจากพื้นที่สโมสรทหารบกทั้งหมดทันที
ขณะที่ก่อนการแถลงควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ การประชุมผู้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง 7 ฝ่ายไม่ได้ข้อยุติ ประกอบด้วย ตัวแทนรัฐบาล ตัวแทนพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ วุฒิสภา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยก่อนเข้าห้องประชุมที่สโมสรทหารบก เจ้าหน้าที่ได้ขอร้องทุกคนห้ามนำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในห้อง โดยไม่ได้แจ้งเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น
การประชุมเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ผ่านไปราว 2 ชั่วโมง พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งให้หยุดพักการประชุม เนื่องจากการพูดคุยมีการถกเถียงกันอย่างกว้าง เนื่องจากแต่ละฝ่ายไม่ยอมรับความคิดเห็นของฝ่ายอื่น แต่ยึดข้อเสนอของตนเองเป็นหลัก
หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินทางออกจากสโมสรทหารบก โดยนั่งรถประจำตำแหน่งออกไปเป็นคันแรก มุ่งหน้าไปยังกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) จากนั้นมีรถประจำตำแหน่งของผู้บัญชาการเหล่าทัพ (ผบ.เหล่าทัพ) ตามขบวนออกไป
เวลา 16.40 น. ผู้สื่อข่าวที่ยืนรอทำข่าวการหารือ 7 ฝ่าย ต้องอยู่ในอาการตกตะลึง เมื่อทหารนำรถจีเอ็มซีจำนวน 3 คันไปปิดบริเวณถนนทางเข้า-ออกสโมสรทหารบก และอีก 2 คันปิดที่ทางแยกไปยังอาคารกำลังเอกที่ใช้เป็นห้องทำงานของสื่อมวลชน จากนั้นก็มีทหารพร้อมอาวุธครบมือยืนกันผู้สื่อข่าวและช่างภาพให้ออกห่างจากจุดดังกล่าว และให้ไปรวมตัวอยู่ที่อาคารกำลังเอก พร้อมให้รอฟังแถลงการณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์
ต่อจากนั้นประมาณ 10 นาที กำลังทหารจากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) และ ร.1 รอ. ได้นำกำลังทหารพร้อมรถบรรทุกไปปิดบริเวณทางเข้า-ออกสโมสรทหารบก โดยใช้รถบรรทุกจำนวน 4 คัน และรถฮัมวี่อีก 4 คัน มีกำลังทหารนอกเครื่องแบบของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ได้นำรถตู้จำนวน 4 คันไปจอดด้านหน้าล็อบบี้ของสโมสรทหารบก และเข้าล็อคตัวแกนนำ 7 ฝ่ายขึ้นรถทีละคน โดยมีทหารของ ร.21 รอ. นั่งประกบ แล้วนำตัวแกนนำทั้งหมดไปควบคุมตัวที่บ้านพักรับรอง ร.1 รอ.
ใช้ผ้าดำปิดตาแกนนำ นปช.
จากการสังเกตการณ์ของผู้สื่อข่าว พบว่าในรถตู้ทุกคันมีทหารนั่งอยู่ด้วย โดยรถตู้คันแรกมีแกนนำ นปช.นั่งอยู่ภายใน และสังเกตเห็นว่ามีการนำผ้าสีดำมาปิดตาด้วย คันถัดไปเป็นรถที่มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. รวมถึงแกนนำ กปปส.นั่งอยู่ แต่ไม่พบว่ามีการนำผ้าสีดำมาปิดตา แต่มีทหารพร้อมอาวุธครบมือนั่งควบคุมอยู่
เมื่อรถแล่นผ่านกลุ่มผู้สื่อข่าว ทหารรีบใช้ตัวบังนายสุเทพ ไม่ให้ช่างภาพถ่ายภาพได้ ขณะที่นายสุเทพได้โบกมือกับผู้สื่อข่าว จากนั้นมีทหารจาก พล.ม.2 รอ.เข้าควบคุมพื้นที่และกักบริเวณผู้สื่อข่าว และใช้มาตรการควบคุมสูงสุด
ปล่อยตัวส.ว.-กกต.-เจอปืนในรถจตุพร
มีรายงานยืนยันในเวลาต่อมาว่า ทางฝ่ายทหารได้ปล่อยตัวแทนจากวุฒิสภา และ กกต.เป็นอิสระ โดยคุมตัวเฉพาะฝ่ายการเมืองและแกนนำผู้ชุมนุม 2 ฝ่ายเท่านั้น ผู้สื่อข่าวได้พยายามโทรศัพท์เข้ามือถือของแกนนำแต่ละคน แต่ไม่สามารถติดต่อได้
ก่อนที่จะมีการจับกุมแกนนำ เจ้าหน้าที่ทหารที่ดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณสโมสรทหารบก ได้พบรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ ป้ายแดง หมายเลขทะเบียน น 2536 ซึ่งเป็นรถของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ตรวจสอบภายในรถพบอาวุธปืนขนาด 9 มม. จำนวน 3 กระบอก และอาวุธปืนขนาด .22 อีก 1 กระบอก พร้อมวิทยุสื่อสารอีก 1 เครื่อง มีดพกสั้น 1 เล่ม และเป้ต้องสงสัยอีก 4 ใบ ทั้งนี้รถคันดังกล่าวได้จอดติดเครื่องทิ้งไว้ แต่ไม่มีคนอยู่ภายในรถ
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่พบว่ารถคันดังกล่าวเป็นรถเก่า แต่มาสวมทะเบียนแดง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังควบคุมตัวคนขับรถกระบะโตโยต้าสีดำ ป้ายแดง หมายเลขทะเบียน ก 2679 ซึ่งเป็นรถของผู้ติดตาม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. และควบคุมคนขับรถของ นายจตุพร ไปสอบปากคำด้วย
ประกาศเคอร์ฟิว 4 ทุ่มถึงตี 5
หลังจากนั้นในช่วงเย็นถึงค่ำ พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเพื่ออ่านประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.เป็นระยะ ประกาศและคำสั่งที่สำคัญคือ การประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรและใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ทุกมาตรา
การประกาศมาตรการห้ามออกนอกเคหะสถาน (เคอร์ฟิว) ระหว่างเวลา 22.00 น.ถึง 05.00 น.ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.เป็นต้นไป, การให้สถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม และเคเบิลทีวีทุกแห่ง งดถ่ายทอดรายการตามปกติ แต่ให้ถ่ายทอดรายการจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกเท่านั้น
รัฐธรรมนูญ "สิ้นสุดชั่วคราว"
ทั้งนี้ ประกาศ คสช.ฉบับที่ 5 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 สิ้นสุดชั่วคราว ยกเว้นหมวด 2 ให้คณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ส่วนวุฒิสภา ศาล และองค์กรอิสระยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ
ขณะที่ ประกาศ คสช. ฉบับที่ 6 แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญใน คสช. เช่น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า คสช. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นรองหัวหน้า คสช. พลงอ.อุดมเดช สีตบุตร รองผบ.ทบ. เป็นเลขาธิการ คสช.
หลังจากนั้นยังมีคำสั่งเรียกบุคคลเข้ารายงานตัว จำนวน 18 คน โดยทุกคนเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลรักษาการ เช่น นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เป็นต้น แต่ไม่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล และอดีตรัฐมนตรีที่ร่วมประชุม 7 ฝ่าย
ยิงปะทะการ์ดขณะสลาย นปช.
สำหรับการชุมนุมของ กปปส.ที่ถนนราชดำเนิน ฝ่ายทหารได้เข้าไปขอร้องให้สลายการชุมนุม เช่นเดียวกับการชุมนุมของ นปช.ที่ถนนอักษะ แต่กลุ่มหลังมีการใช้อาวุธปืน และยิงปะทะกับการ์ด นปช. มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ขณะที่ฝ่ายทหารได้บุกขึ้นไปบนเวทีเพื่อสั่งให้ยุติการชุมนุม และควบคุมแกนนำบางส่วนไว้ เช่น นพ.เหวง โตจิราการ ส่วนที่เวทีชุมนุมแจ้งวัฒนะ ทหารได้เข้าเจรจาและยุติการชุมนุมเช่นกัน
ต่อมาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ออกประกาศห้ามชุมนุมมั่วสุมกันเกิน 5 คน และห้ามชุมนุมทางการเมือง พร้อมอำนวยความสะดวกให้มวลชนของทั้งสองกลุ่มเดินทางกลับภูมิลำเนา
เปิดแผนคงวุฒิสภาหวังดันเลือกนายกฯ
มีรายงานว่า การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ไม่ได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่สั่งให้สิ้นสุดเป็นการชั่วคราว เป็นไปตามที่ฝ่ายทหารได้หารือกับที่ปรึกษาทางกฎหมาย โดยมีเหตุผล 2 ประการ คือ 1.หากฉีกรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้การใดๆ ที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญต้องยกเลิกไปด้วย 2.การคงรัฐธรรมนูญไว้บางหมวด บางมาตรา และคงองค์กรที่ยึดโยงกับประชาชนไว้ เช่น วุฒิสภา ก็เพื่อสร้างการยอมรับในสายตานานาประเทศ และอาจใช้เป็นช่องทางในการสรรหานายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
ด้าน นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ยืนยันกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ข่าวที่ออกมาว่าเขาได้รับการทาบทามเป็นนายกฯคนกลางนั้น เป็นเพียงข่าวลือ





