"นุรักษ์"ผงาดประธานศาลรธน. ด้าน กกต. ยังไม่ตอบรับเลือกตั้ง 3 ส.ค.
มติศาลรธน. 6 เสียงเลือก "นุรักษ์ มาประณีต" นั่งประธานศาลรธน.คนใหม่ หลัง "จรูญ อินทจาร" ยื่นหนังสือลาออกก่อนครบวาระ 70 ปี เพื่อใช้สิทธิเลือกประธานคนใหม่ ด้าน "เฉลิมพล-อุดมศักดิ์" ขอไม่ใช้สิทธิ ส่วน "ชัช" ไม่ร่วมวง ด้านกกต.เตรียมชง "กฤษฎีกาชุดใหญ่" ตีความ "นิวัฒน์ธำรง" รักษาการแทนนายกฯตามพ.ร.ฎ.ยุบสภาได้หรือไม่ ยังไม่ตอบรับเลือกตั้ง 3 ส.ค.
นายจรูญ อินทจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนจะครบกำหนดอายุ 70 ปี ในอีกไม่กี่วัน เพื่อเปิดทางให้มีการคัดเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ผลปรากฏว่าที่ประชุมมีมติ 6 เสียง เลือก นายนุรักษ์ มาประณีต เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.20 น.วานนี้(21 พ.ค.) สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เผยแพร่เอกสารข่าวหลังการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ด้วยนายจรูญ อินทจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยังดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ที่ประชุมคณะตุลาการในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 21 พ.ค.จึงได้มีมติเลือกให้นายนุรักษ์ มาประณีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้มีหนังสือกราบเรียนประธานวุฒิสภา เพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายนุรักษ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจรูญ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา และจะอยู่ในตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจนครบวาระเนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 209 (2) ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ ซึ่งการลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญก่อนครบวาระนั้น นายจรูญ ให้เหตุผลว่าเพื่อให้การปฏิบัติงานของคณะตุลาการฯ ไม่ต้องสะดุดลงเนื่องจากเหตุต้องรอตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ที่จะต้องมาจากการเลือกของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานาน
แต่หลังยื่นหนังสือลาออกและแจ้งไปยังสำนักเลขาธิการวุฒิสภาแล้วเมื่อวันที่ 19 พ.ค. นายจรูญ ยังดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และรักษาการแทนประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เป็นตุลาการที่มีอาวุโสสูงสุด และได้มีการเชิญประชุมคณะตุลาการ เพื่อคัดเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ในวันที่ 21 พ.ค.
"เฉลิมพล-อุดมศักดิ์"เมินร่วมเลือกประธาน
โดยในการประชุม มีตุลาการเข้าร่วมทั้งสิ้น 8 คน ขาดเพียงนายชัช ชลวร ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นชอบกับวาระและหลักเกณฑ์พิจารณาการเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ซึ่งนายสุพจน์ ไข่มุกด์ ได้เสนอชื่อ นายนุรักษ์ แต่เมื่อถึงขั้นตอนการลงมติ นายเฉลิมพล เอกอุรุ และนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ขอไม่ใช้สิทธิลงมติ และเดินออกจากห้องประชุม ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติเลือกนายนุรักษ์ ด้วยคะแนนเสียง 6 เสียง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายนุรักษ์ นั้น ปัจจุบันอายุ 65 ปี เกิดเมื่อวันที่ 24 เม.ย.2492 จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลอุทธรณ์ ภาค 7 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ และรองอธิบดีผู้พิพากษา
นอกจากนี้หลังรัฐประหาร เมื่อปี 2549 ยังเคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 โดยในปี 2551 ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้มาดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเมื่อวันที่ 28 พ.ค.2551 และจนถึงปัจจุบันดำรงตำแหน่งมาแล้ว 7 ปี ซึ่งหากอยู่ในตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญตามที่ได้รับเลือกจนครบวาระในปี 2559 ก็จะดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญรวม 2 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะว่างลงจากเหตุนายจรูญ พ้นจากตำแหน่งนั้น ทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จะมีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานศาลปกครอง เพื่อให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดลงคะแนนลับคัดเลือกตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคนหนึ่งมาดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 204 ( 2)
ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า การที่นายจรูญ ชิงลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่จะพ้นวาระในครั้งนี้ ก็เพื่อคงสิทธิในการลงคะแนนเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เพราะหวั่นว่าหากรอได้ตุลาการคนใหม่มาโหวต อาจจะทำให้ตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้คนที่ต้องการเพราะขณะนี้เสียงในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีความก้ำกึ่งมากยิ่งขึ้นแล้ว
กกต.ชงกฤษฎีกาตีความอำนาจ"นิวัฒน์ธำรง"
นายเมธา ศิลาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกกต.วันที่ 21 พ.ค.มีมติให้เลขาธิการกกต. ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อขอให้คณะกรรมการกฤษฎีชุดใหญ่ พิจารณาว่ากรณีที่พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร กำหนดให้นายกรัฐมนตรี และประธานกกต. เป็นผู้รักษาการพ.ร.ฎ.นี้ ดังนั้น การที่จะกำหนดวันเลือกตั้งส.ส.ใหม่ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการประชุมเพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง และผู้ที่มีอำนาจรักษาการตามพ.ร.ฎ.จะต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยถูกต้องอย่างไร
ทั้งนี้คาดว่าเลขาฯกกต.จะสามารถลงนามส่งหนังสือถึงเลขาฯกฤษฎีกาได้ในวันที่ 22 พ.ค.นี้
นายเมธา กล่าวด้วยว่า การขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาในครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับผู้มีอำนาจในการยื่นทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการ เนื่องจากที่ประชุมกกต. เห็นว่ารัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเขียนไว้ชัดเจนแล้วว่า รองนายกรัฐมนตรี สามารถทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการได้
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า กรณีที่จะให้ที่ประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ตีความนั้น เนื่องจากในที่ประชุมกกต.ตั้งข้อสังเกตว่า มาตรา 5 ของพ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร ใช้ถ้อยคำว่า ให้นายกรัฐมนตรีและประธานกกต. เป็นผู้รักษาการตามพ.ร.ฎ.นี้ ดังนั้น การที่นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี เป็นเพียงผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี จะถือว่าเป็นตัวแทนที่จะมาหารือ และกำหนดวันเลือกตั้งตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุตอนหนึ่งที่ให้นายกรัฐมนตรีและประธานกกต. ไปหารือกันเกี่ยวกับการเลื่อนการเลือกตั้งได้หรือไม่
ยังไม่ตอบรับรัฐเลือกตั้ง3ส.ค.
ส่วนกรณีหนังสือที่รัฐบาลส่งมายังกกต.นั้น ที่ประชุมกกต. ยังไม่ได้มีมติใดๆ โดยเฉพาะกรณีที่รัฐบาลเสนอให้มีการเลือกตั้งวันที่ 3 ส.ค. ซึ่งที่ประชุมกกต. เห็นว่าต้องหารือกับฝ่ายความมั่นคงก่อน แต่ต่อมาได้รับทราบว่าทางกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(กอ.รส.) ได้เชิญกกต.ไปหารือด้วย ที่ประชุมกกต.จึงเห็นว่ายังไม่ควรมีมติในเรื่องนี้ เพราะหากมีมติใดๆ ออกมา อาจจะส่วนทางกับมติของกอ.รส.ได้
"เรืองไกร"ยื่นศาลรธน.ฟัน"สุรชัย"
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมาตนได้ยื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญถึงกรณีที่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่ประธานวุฒิสภา กับพวก พยายามใช้อำนาจหน้าที่นอกกฎหมายจัดตั้งรัฐบาลและเลือกนายกรัฐมนตรีโดยไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ นายสุรชัยกับพวกเรียกประชุมส.ว.โดยไม่ออกหนังสือเชิญประชุม ไม่มีวาระการประชุม ไม่บันทึกการประชุม แต่ในการประชุมกลับไปบีบบังคับรัฐบาลรักษาการ ทั้งๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยให้ครม.อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 แต่ส.ว.กลุ่มดังกล่าวพยายามบีบบังคับให้รัฐบาลลาออก ถือว่ากระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 1 ซึ่งไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย หวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเร่งดำเนินการวินิจฉัยตรวจสอบกรณีดังกล่าว
ป.ป.ช.ชี้มูลเพิ่ม2ส.ว.ปมแก้ที่มาส.ว.
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้ให้สำนักประชาสัมพันธ์ของป.ป.ช. เผยแพร่เอกสารข่าว ถึงสื่อมวลชนเพื่อข้อแก้ไขข้อมูลกรณีชี้มูลความผิดสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ที่มีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาส.ว.
โดยพบว่ามีส.ว.อีก 2 คนที่มีพฤติกรรมดังกล่าว คือ นางภารดี จงสุธนามณี อดีตส.ว.เชียงราย และพล.ท.พงศ์เอก อภิรักษ์โยธิน อดีตส.ว.พะเยา ป.ป.ช.จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ชี้มูลความผิด ทำให้ยอดส.ว.ที่ถูกชี้มูลรวมทั้งสิ้น 38 คน





