ศาลปกครองกลาง นัดไต่สวน"4 สหกรณ์สวนยาง" ฟ้องบอร์ดองค์การสวนยางกับพวก ขายยางสต็อก 2.1 แสนตันส่อรัฐขาดทุน 4 หมื่นล้าน บ่ายครึ่ง 28 พ.ค.นี้
กลุ่มชุมนุมสหกรณ์เกษตรอุตสาหกรรมการยางแห่งประเทศไทย จำกัด โดยนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ในฐานะประธานชุมนุมสหกรณ์ , สมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย โดยนายบุญส่ง นับทอง ในฐานะประธานสมาคม , เครือข่ายสวนยางแห่งประเทศไทย โดยนายสังเวิน ทวดห้อย ในฐานะประธานเครือข่าย , สมาคมเครือข่ายเกษตรสถาบันเกษตรยางพาราแห่งประเทศไทย โดยนายวรานนท์ อนันวรกรณ์ ในฐานะนายกสมาคม เดินทางมายื่นฟ้อง คณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การสวนยาง และองค์การสวนยาง เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมของคณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การสวนยาง ผู้ถูกฟ้องที่ 1 เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 57 ที่มีมติให้ระบายยางในสต็อกจำนวน 2.1 แสนตัน ออกขายสู่ตลาด และให้องค์การสวนยาง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ระงับหรือหยุดการปฏิบัติตามมติดังกล่าว ทั้งนี้ผู้ฟ้องทั้งสี่ ยังยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินด้วยเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวระงับการกระทำตามมติของผู้ถูกฟ้องดังกล่าว
โดยคำฟ้องดังกล่าว ระบุว่า เมื่อเดือน ส.ค. 56 ผู้ฟ้องที่ 1-4 มีข้อเรียกร้องของเกษตรกรชาวสวนยางไปยังรัฐบาลเพื่อให้ความช่วยเหลือกรณีราคายางตกต่ำ ซึ่งต่อมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการตามโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้วงเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท เพื่อรับซื้อยางพาราแผ่นดิบในราคา 100 บาท ต่อกิโลกรัม และยางรมควันชั้น 3 ในราคา 104 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจากการรับซื้อยางพารามาตรการดังกล่าวของรัฐบาลทำให้มียางในสต็อกจำนวน 2.1 แสนตัน
ต่อมาวันที่ 23 ก.ย. 56 ได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง โครงการครั้งที่ 29/2556 เพื่อให้มีการมอบหมายให้ผู้ถูกฟ้องที่ 2 จัดทำแผนบริหารจัดการสต็อกยาง ซึ่งมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นฝ่ายจัดซื้อยาง จากสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและนำมาแปรรูปเก็บเป็นสต็อกเพื่อรอจำหน่ายในราคาและช่วงราคาที่เหมาะสม แต่เมื่อวันที่ 2 พ.ค.57 ผู้ถูกฟ้องที่ 1 โดยนายยุคล ลิ้มแหลมทอง รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรฯ เป็นประธานประชุมหารือเรื่องราคายางในสต็อกจำนวน 2.1 แสนตัน โดยที่ประชุมให้จัดตั้งคณะกรรมการดูแลเรื่องการระบายสต็อกเป็นการเร่งด่วน โดยให้ผู้ถูกฟ้องที่ 2 เป็นผู้จัดทำรายการ ซึ่งมติของผู้ถูกฟ้องดังกล่าวขัดแย้งกับมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาฯ และมติของกนย. ที่มีมติให้ผู้ถูกฟ้องที่ 2 จัดสต็อกยางมาใช้ภายในประเทศ โดยไม่มีการขายยางในสต็อก ซึ่งหากขายยางในสต็อกจำนวน 2.1 แสนตัน จะทำให้รัฐบาลขาดทุนทันทีจากการขายราคาถูก ซึ่งราคายางปัจจุบันกิโลกรัมละ 40-50 บาท ซึ่งหากมีการหักเปอร์เซ็นต์เชื้อราและรูปทรงแล้ว ถ้าขายยางได้หมดสต็อกจะคิดเป็นมูลค่า 10,000 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนจากการแทรกแซงราคายางเมื่อปี 2556 ที่มีการจัดซื้อยางจากสถาบันเกษตรกร จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 120 บาท ดังนั้นเมื่อคิดคำนวณแล้วค่าใช้จ่ายต่างๆ รัฐบาลจะต้องขาดทุนจากการนำยางในสต็อกออกขายตามมติของผู้ถูกฟ้องที่ 1 จะคิดเป็นมูลค่า 40,000 ล้านบาท ดังนั้นมติดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้ผู้ฟ้องทั้ง 4 และเกษตรชาวสวนยางทั่วประเทศได้รับความเดือนร้อยเสียหาย จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกมติดังกล่าว
ต่อมาศาลได้รับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ 658/2557 ขณะที่เวลา 14.00 น. ศาลได้เรียกผู้ฟ้องเข้าไต่สวนเป็นกรณีฉุกเฉิน โดยมีนายอำนวย วรรณมาโส ทนายความผู้รับมอบอำนาจ เข้าให้ถ้อยคำชี้แจงต่อศาล
นายอำนวย กล่าวว่า วันนี้ศาลได้เรียกไต่สวนฉุกเฉินผู้ฟ้องฝ่ายเดียวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งศาลก็ได้สอบถามในประเด็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกมติดังกล่าว รวมทั้งระยะเวลาการขายยางในสต็อกตามมติว่าจะต้องใช้ระยะเวลาเท่าใด และหากมีการขายยางไปแล้วจะเกิดผลกระทบเสียหายต่อเกษตรกรมาน้อยเพียงใด ซึ่งตามคำฟ้องเราได้ระบุไว้แล้วว่าการขายยางในสต็อกตามมติจะทำให้รัฐขาดทุน แต่ทั้งนี้ศาลได้แจ้งว่าศาลได้รับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว แต่จะไต่สวนทั้งฝ่ายผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องเกี่ยวกับคำร้องในการขอกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา ในวันที่ 28 พ.ค. นี้ เวลา 13.30 น.





