วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อดีตกกต.ยัน'นิวัฒน์ธำรง'อำนาจเต็ม

อดีต กกต.แง้ม รธน.มาตรา195ยัน'นิวัฒน์ธำรง'อำนาจเต็ม

สถานการณ์ขัดแย้งของการเมืองไทยที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 เดือนนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปมเงื่อนทางกฎหมายที่ต่างฝ่ายต่างอ้าง ต่างฝ่ายต่างตีความ กล่าวหา ร้องเรียน และดำเนินคดีกันและกันจนพันกันยุ่งไปหมด "ทางออก" ที่พอจะลอดออกได้ก็กลับกลายเป็น "ทางตัน"

ปมเงื่อนล่าสุดที่หาบทจบกันไม่ลง ก็คือ อำนาจของ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี เพราะแม้รัฐบาลจะยืนยันว่านายนิวัฒน์ธำรงมีอำนาจ แต่ก็แสดงท่าทีขลาดๆ ไม่มั่นอกมั่นใจ เช่น ไม่ยอมเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนด้วยตนเอง แต่ส่ง นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รักษาการรองนายกรัฐมนตรีเดินทางไปแทน เข้าใจว่าเกรงจะมีมือดีไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความจนกลายเป็นความผิดซ้ำซ้อนอีก

ฝ่าย กปปส.ก็ประสานเสียงยืนยันว่านายนิวัฒน์ธำรงไม่ใช่นายกฯ และไม่มีอำนาจเหมือนนายกฯตัวจริง ทั้งนี้ก็เพื่อตีกันไม่ให้นายนิวัฒน์ธำรงทูลเกล้าฯร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. ... อันจะส่งผลให้มีการเลือกตั้งทั่วไปก่อนการปฏิรูป

แต่เกมตีกันดังว่านี้ก็ถูกรัฐบาลย้อนศร เพราะเมื่อนายนิวัฒน์ธำรงไม่มีอำนาจ ก็ย่อมไม่อาจนำชื่อ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่ประธานวุฒิสภา ขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งอย่างเป็นทางการได้

เมื่อนายสุรชัยเป็นประธานวุฒิสภาตัวจริงไม่ได้ เป็นได้แค่ "ว่าที่" การจะผลักดันทางออกการเมือง หรือนายกฯมาตรา 7 ตามที่ กปปส.วาดหวังก็ทำได้ไม่ถนัดถนี่ ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นปัญหา "งูกินหาง" เลือกตั้งก็ไม่ได้ นายกฯมาตรา 7 ก็ไม่ง่าย บ้านเมืองก็วุ่นวายไร้ฝ่ายบริการกันต่อไป

กล่าวสำหรับอำนาจของนายนิวัฒน์ธำรง อันเป็น "จุดร่วม" ของปัญหา เมื่อสอบถามไปยังนักกฎหมายมือฉมังอย่าง นายประพันธ์ นัยโกวิท อดีต กกต. ได้รับคำยืนยันว่า นายนิวัฒน์ธำรงมีอำนาจนำร่าง พ.ร.ฎ.แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้งฯ ขึ้นทูลเกล้าฯได้อย่างแน่นอน

นายประพันธ์ กล่าวว่า ในมาตรา 195 ของรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า "บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ"

เขาอธิบายว่า กฎหมายไม่ได้เขียนว่าผู้รับสนองพระบรมราชโองการต้องเป็น "นายกรัฐมนตรี" เพียงผู้เดียวเท่านั้น แต่เขียนว่า "รัฐมนตรี" เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ขณะเดียวกัน นายนิวัฒน์ธำรง ก็ถือเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่ง และไม่ใช่คณะรัฐมนตรีที่ร่วมลงมติโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี จากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่ง (สมช.) ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

แสดงว่ารัฐมนตรีที่ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวยังคงเป็นรัฐมนตรีอยู่จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าทำหน้าที่ อีกทั้งคณะรัฐมนตรีที่เหลือในขณะนี้มีอยู่ 25 คน ซึ่งเหลือเกินครึ่งหนึ่งของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงยังคงทำหน้าที่ต่อไปได้

เมื่อขณะนี้ไม่มีนายกรัฐมนตรี นายนิวัฒน์ธำรงที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีก็ต้องปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ตามที่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 กำหนดไว้ ฉะนั้นการจะนำเรื่องต่างๆ ขึ้นทูลเกล้าฯ นายนิวัฒน์ธำรงก็น่าจะทำได้ ไม่น่ามีปัญหาอะไร

อีกทั้งที่ผ่านมากฎหมายหลายฉบับ รองนายกรัฐมนตรีก็เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในฐานะเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

"ด้วยเหตุนี้การนำร่าง พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ผมคิดว่าทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือพระราชกฤษฎีกาอื่นๆ ก็คงไม่มีปัญหาเช่นกัน"

ส่วนที่มีข้อเสนอจากบางฝ่ายให้ กกต.ไปพูดคุยกับฝ่ายต่างๆ เพื่อหาทางออกให้ประเทศนั้น ในฐานะอดีตกรรมการ กกต.ถือว่าเหมาะสมหรือไม่ นายประพันธ์ กล่าวว่า "ใครมีหน้าที่อะไรก็ควรทำหน้าที่ของตัวเองไปตามกฎหมาย อย่าง กกต.มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง เมื่อมีพระราชกฤษฎีกายุบสภา จะต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งใหม่ให้สำเร็จเรียบร้อยตามรัฐธรรมนูญ"

"สำหรับปัญหาทางการเมือง ก็ต้องให้ทางการเมืองไปแก้ไข ใครจะเจรจาหรืออย่างไรก็ให้ฝ่ายการเมืองไปแก้ไข แต่ถ้าจะให้ กกต.ไปร่วมวงเจรจาก็เป็นเรื่องดี แต่ไม่รู้ว่าฝ่ายต่างๆ จะรับฟังความคิดเห็นของ กกต. หรือไม่" นายประพันธ์ กล่าว