อภิสิทธิ์หนุนวุฒิสภาทำงาน ชี้ปัญหาแก้ยาก-วุฒิสภาต้องตัดสินใจไม่ให้บ้านเมืองเดินไปสู่ทางไม่พึงประสงค์
ที่ประชุมวุฒิสภานอกรอบ เพื่อหาทางแก้ปัญหาบ้านเมือง วันที่สอง ได้เริ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากที่พักการประชุมไปนาน 3 ชั่วโมง โดยเมื่อเริ่มเปิดประชุม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม กล่าวว่าทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้เชิญตัวแทนรัฐบาลรักษาการ, พรรคเพื่อไทย, และกลุ่มนปช.เข้าชี้แจงแต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ แต่ทางนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ตอบรับ จึงขอให้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม
นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่าตนไม่ใช่คนกลางและทำหน้าที่เป็นกลางได้ ฐานะนักการเมืองคนหนึ่ง ถือว่าตนเองอยู่ในความขัดแย้ง และเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และมีส่วนทำให้สภาพบ้านเมืองเป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามแผนที่ตนนำเสนอเพื่อหาทางออกประเทศไปก่อนหน้านั้นเพื่อต้องการหลีกเลี่ยงการเกิดความรุนแรง จนเกิดการสูญเสียชีวิตของประชาชน หรือเกิดความสูญเสียประชาธิปไตย ที่เกิดขึ้นในภาวะที่บ้านเมืองถึงทางตันอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงนอกรัฐธรรมนูญขึ้นได้ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทำให้ฝ่ายมีอำนาจสูญเสียอำนาจจเชื่อว่าจะมีการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ เนื่องจากผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลไม่ยอมรับ ดังนั้นหากมีแนวทางออก คือ การปฏิเสธรัฐธรรมนูญบางมาตราแล้วไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญอย่างครบถ้วน ดังนั้นควรยึดบทบัญญัติเทียบเคียง หรือเจตนารมย์ โดยตนสนับสนุนวุฒิสภาในการเข้าพบองค์กรต่างๆ และแก้ปัญหาโดยไม่นำเป็นการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง
จากนั้นที่ประชุมได้มีการซักถามความเห็นของนายอภิสิทธิ์ในประเด็นการใช้ช่องทางตามกฎหมายเพื่อคลี่คลายปัญหา โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าตนเห็นด้วยที่จะให้คณะกรรมการกฤษฎีกาทั้ง 12 คณะหารือโดยนำประสบการณ์และความรู้ทางกฎหมายมาชี้ทางออกให้กับสังคม และส่วนตัวมองว่าปัญหาปัจจุบันมีวิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด คือ ให้ผู้ที่มีอำนาจปัจจุบันเปิดทาง แต่ก่อนให้รัฐบาลเปิดทางต้องตอบคำถามที่สร้างความกังวลใจกับรัฐบาล คือ หากออกจากอำนาจจะเลือกตั้งได้หรือไม่ และจะใช้เวลาอีกนานเท่าไรสถานการณ์จึงเข้าสู่ภาวะปกติ และหากนำรัฐธรรมนูญมาตรา 7 มาใช้ วุฒิสภาจะตีความบทบัญญัติขนาดไหน เช่น วุฒิสภาจะทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่
“ รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการสรรหา นายกฯ ภายใน 30 วันหลังจากที่ไม่มีนายกฯ แต่ขณะนี้ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร จึงถือเป็นเหตุสุดวิสัย และนายกฯ ที่ได้มาอาจจะไม่ได้เป็น ส.ส. ดังนั้นหากประเด็นนี้มีการโต้แย้ง เราสามารถโต้แย้งได้ว่า หากรัฐบาลลาออกทั้งหมดให้ปลัดกระทรวงขึ้นมารักษาการแทนรัฐบา ดังนั้นกรณีที่ปลัดกระทรวงเข้ามาใช้อำนาจทางการเมืองแทนนักการเมือง ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญเช่นกัน ดังนั้นการแก้ปัญหา อย่าเริ่มต้นที่มาตรา 3 หรือมาตรา 7 แต่มีสิ่งที่สำคัญมากกว่านั้น คือ คุณสมบัติของนายกฯ ใช่หรือไม่หากใช่ต้องพิจารณาและใช้การเทียบเคียงว่าใครควรจะทำ และเป็นไปตามเจตนารมย์ และใกล้เคียง เพราะวันนี้เราไม่สามารถยึดตามตัวบทลายลักษณ์อักษรได้ ดังนั้นควรพิจารณาเทียบเคียง คือให้สถาบันนิติบัญญัติที่เหลืออยู่ คือ วุฒิสภา หากไม่ทำอะไรเลยก็จะไม่มีคำตอบ แต่เมื่อทำไปก็มีการต่อต้าน ส่วนตัวมองว่าหากไม่ทำอะไร กังวลว่าบ้านเมืองก็จะไปสู่ทางเดินที่ไม่พึงประสงค์ ผมมองว่าตอนนี้เป็นการตัดสินใจที่ยาก แต่จำเป็นต้องทำ อย่างไรก็ตามตนขอเรียกร้องไปยังประชาชนภายนอกอย่าได้กดดันการทำงานของวุฒิสภา ควรให้วุฒิสภาได้ทำงานอย่างอิสระด้วย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว





