"จตุพร"ซัดเลือกปธ.วุฒิสภาเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน ขู่หาก"ประธานส.ว.-ประธาน3 ศาล-กกต." ชงนายกฯ ม.7 เจอข้อหา"กบฏ"
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. ปราศรัยภายหลังนำมวลชนเคารพธงชาติว่า ขณะนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. กำลังหวังให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองฝ่ายของตัวเองดำเนินการเพื่อให้มีนายกฯมาตรา7 ซึ่งผู้ใหญ่ฝ่ายนายสุเทพได้ปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อนมานานแล้ว นายสุเทพจึงบอกว่าหากทำไม่สำเร็จในวันที่ 12พ.ค.นี้ จะออกมาจัดการเอง จึงย้ายเวทีไปอยู่ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ ดังนั้นจึงอยากให้พี่น้องเสื้อแดงติดตามสถานการณ์นี้ให้ดี ทราบว่าเบื้องต้นจะมีตัวจักรสำคัญที่เข้ามาดำเนินการคือนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา ที่เพิ่งได้รับการเลือกให้เป็นประธานวุฒิสภาคนใหม่ ซึ่งกรณีนี้ในวันที่ 12พ.ค. จะมีคนจำนวนมากไปแจ้งความเอาผิดฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะการเลือกประธานวุฒิสภาเข้าข่ายความผิดผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะในระเบียบวาระที่เปิดประชุมวุฒิสภาไม่มีวาระให้เลือกประธานวุฒิสภา แต่นายสุรชัย ที่ทำหน้าที่รองประธานวุฒิสภา กลับดำเนินการให้มีการเลือกประธานวุฒิ และคนที่ได้รับเลือกก็คือตัวนายสุรชัยเอง จึงเข้าข่ายความผิดการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเรื่องนี้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ส่งให้กฤษฎีกาศึกษาแล้วว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายหรือไม่ อย่างไรก็ดีเรื่องนี้สุดท้ายก็ต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราก็ไม่หวังผลการตัดสินว่าจะออกมาเป็นบวกสำหรับเราอยู่แล้ว
นายจตุพร กล่าวว่า การเร่งรีบเลือกประธานวุฒิสภาก็เพราะว่ามีแผนให้ประธานวุฒิเป็นผู้เสนอชื่อนายกฯมาตรา7 มีการวางแผนเป็นขบวนการมาตั้งแต่ต้น จึงขอให้พี่น้องคนเสื้อแดงเตรียมพร้อมในระดับสูงสุด ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก เราจะต้องพร้อมที่จะต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตยทุกรูปแบบ จนกว่าจะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง หากยังไม่ได้ก็ต้องสู้ต่อไปไม่หวั่นไหว และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการประชุม ประธานวุฒิสภาประมุข 3 ศาล กกต. เพื่อจะเสนอนายกฯมาตรา 7 นปช.จะดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลทุกคนฐานก่อการกบฎ
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าวว่า จากข้อเสนอของนายสุเทพ มีเพียงนายสุรชัย เท่านั้นที่มีท่าทางเหมือนจะตอบสนองข้อเสนอดังกล่าว แต่ไม่มีประมุขของ3 ศาลที่จะมีท่าทีตอบรับ และมั่นใจว่าทั้ง3ศาลก็จะไม่ตอบรับข้อเสนอ ขณะเดียวกันตัวของนายสุรชัยก็ยังไม่ชัดเจน ในตำแหน่งประธานวุฒิสภา ดังนั้นหากยังทำตามข้อเสนอของนายสุเทพ อีกก็เกรงว่าจะเป็นปัญหายิ่งขึ้น นอกจากนี้ทราบมาว่ามีอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ประชาชน และพระสงฆ์ เตรียมยื่นถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะไม่เอานายกฯตามมาตรา 7 เพราะขัดรัฐธรรมนูญที่นายกฯต้องมาจาก ส.ส. และการเรียกร้องมาตรา7 ก็ขัดกับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี 49 ที่จะทำให้ระคายเคืองเบื้องยุคบาท
ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊ค สนับสนุนนายกฯตามมาตรา7 ซึ่งระบุว่าจะเป็นนายกฯคนกลางที่เข้ามาแก้ไขวิกฤติโดยยกตัวอย่างกรณีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ปี2535 ว่าการกระทำของนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานรัฐสภา ในครั้งนั้น เป็นการอาศัยช่องทางตามกฎหมาย เพราะรัฐธรรมนูญในขณะนั้นไม่ได้เขียนให้นายกฯมาจากการเลือกตั้ง แต่รัฐธรรมนูญปี40บัญญัติไว้ชัดเจนว่านายกมาจากการเลือกตั้ง จึงถือว่านายอภิสิทธิ์ตั้งใจบิดเบือนประวัติศาสตร์





