ทีมกม.พท.ยัน "นิวัฒน์ธำรง" ยื่นทูลเกล้าฯ ร่างพ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งได้ อ้างพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ให้ปฏิบัติหน้าที่เหมือนนายกฯ
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายพิชิต ชื่นบาน คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ตั้งข้อสังเกตว่า นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี สามารถยื่นทูลเกล้าฯ ร่างพ.ร.ฎ.แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้งส.ส.เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. ... ได้หรือไม่ โดยนายพร้อมพงศ์กล่าวว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พ้นสภาพความเป็นรัฐมนตรี นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. ซึ่งเป็นนักกฎหมายก็ออกมาระบุว่า การที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ จะเป็นผู้ยื่นทูลเกล้าฯ ร่างพ.ร.ฎ.เลือกตั้งไม่น่าจะมีปัญหา แต่นายสมชัยกลับตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องนี้ จึงมีคำถามว่า เป็นการพยายามยื้อการเลือกตั้งออกไปใช่หรือไม่
ทั้งนี้ ด้วยพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินนั้น สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เหมือนนายกฯ ทุกประการ เหมือนกรณีที่รองนายกฯ จะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ กรณีที่นายกฯ มีภารกิจในต่างประเทศ ส่วนกรณีที่กกต.ขอนัดรัฐบาลพูดคุยถึงการยื่นร่างพ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ในวันที่ 14 พ.ค.นั้น เชื่อว่าพรรคการเมืองต่าง ๆ และประชาชนจำนวนมากต้องการให้กกต.รีบดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้มีการเสนอร่างพ.ร.ฎ.เลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 20 ก.ค.เพื่อเป็นทางออกของประเทศ
นายพิชิต กล่าวว่า นายนิวัฒน์ธำรงสามารถยื่นทูลเกล้าฯ ร่างพ.ร.ฎ.เลือกตั้งได้ เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 171 ยังคงมีอยู่ และคณะรัฐมนตรีชุดดังกล่าวมีมติตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ให้นายนิวัฒน์ธำรงปฏิบัติหน้าที่นายกฯ จึงสามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้ ไม่กระทบกับประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้ในคำร้องของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ที่ยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญนั้น ขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ คนเดียวเท่านั้น แต่คำวินิจฉัยที่ออกมามีรัฐมนตรีถึง 9 คนที่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปด้วยซึ่งเป็นการตีความกฎหมายแบบกว้างโดยที่รัฐมนตรีทั้ง 9 คนไม่มีโอกาสในการแก้ต่าง คงเป็นเรื่องที่สังคม นักกฎหมายต้องวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไปว่า เป็นการวินิจฉัยเกินคำขอหรือไม่





