วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปปช.มีมติ7:0ชี้มูลถอดถอน'ยิ่งลักษณ์'จำนำข้าว

(ฉบับเต็ม)ป.ป.ช. มีมติ 7 ต่อ 0 ชี้มูลถอดถอน"ยิ่งลักษณ์"สังเวยปมจำนำข้าว ส่งไม้ต่อวุฒิสภาถอนถอนตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. ชุดใหญ่ โดยมีวาระที่องค์คณะไต่สวนกรณีถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว จะรายงานสรุปสำนวนข้อเท็จจริงให้ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาลงมติชี้มูล โดยใช้เวลาพิจารณานานกว่า 6 ชั่วโมง

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป.ป.ช. พร้อมด้วยนายวิชา มหาคุณ และนายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการป.ป.ช. ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. โดยนายปานเทพ แถลงว่า สำหรับคดีนี้คณะกรรมการป.ป.ช.ได้รับคำร้องถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่องปฏิบัติหน้าที่มิชอบในโครงการรับจำนำข้าวมาจากประธานวุฒิสภา ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องร้องเรียนในคดีอาญาเข้ามาอีกด้วย จึงได้มีการแต่งตั้งกรรมการป.ป.ช.ทั้งชุดเป็นองค์คณะไต่สวน โดยองค์คณะไต่สวนเห็นว่า มีข้อมูลเพียงพอที่จะดำเนินการในเรื่องเกี่ยวกับการถอดถอนได้แล้วจึงรวบรวมผลส่งให้คณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณาวันนี้ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่ามีมูลเพียงพอ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ให้ส่งเรื่องให้วุฒิสภาพิจารณาถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อไป ส่วนการไต่สวนคดีอาญาโครงการจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ยังคงดำเนินการต่อไป

นายวิชา กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาดํารงตําแหน่งนายกฯและอยู่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลซึ่งได้กําหนดนโยบายจํานําข้าวมาตั้งแต่ต้น และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีอํานาจหน้าที่ในการกําหนดนโยบายและการมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการ ซึ่ง ป.ป.ช.ได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ถูกกล่าวหาถึง 2 ครั้งแล้วว่าโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดปัญหาและความเสียหายอย่างยิ่ง ทั้งจะก่อให้เกิดการทุจริตในทุกขั้นตอนของกระบวนการรับจํานํา นอกจากนี้ ผู้ถูกกล่าวหายังรับทราบปัญหาในการดําเนินโครงการจากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งรายงานผลการดําเนินโครงการที่ผ่านมาว่ามีผลขาดทุนสะสมสูงถึง 3 แสนกว่าล้านบาท อีกทั้งหนังสือของสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งผลการตรวจสอบโครงการสรุปได้ว่าโครงการมีจุดอ่อนหรือความเสี่ยงในทุกขั้นตอนตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกรจนถึงการระบายข้าว ซึ่งเป็นช่องทางนําไปสู่การสวมสิทธิ์การจํานําและการทุจริตในโครงการ เกิดผลกระทบสร้างความเสียหายต่อเงินงบประมาณแผ่นดินทั้งเกษตรกรและเสี่ยงต่อระบบการคลังของประเทศ ไม่เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน แม้ในชั้นนี้พยานหลักฐานยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการทุจริตหรือสมยอมให้เกิดการทุจริตหรือไม่ก็ตาม แต่การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎรว่าจะป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง โดยยึดหลักความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ทั้งไม่พิจารณาระงับยับยั้งโครงการตั้งแต่เริ่มรับทราบความเสียหายอันร้ายแรงที่สุดของประเทศจากการดําเนินโครงการ

"จึงมีมติ 7 ต่อ 0 เสียงว่าพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 178 และส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ มาตรา 11 (1) อันเป็นเหตุแห่งการถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาออกจากตําแหน่งตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 270 จึงให้แยกสํานวนการถอดถอนส่งไปยังวุฒิสภา เพื่อดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ต่อไป ส่วนคดีอาญานั้น ที่ประชุมมีมติให้ดําเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปจนกว่าจะสิ้นกระแสความ ทั้งนี้โดยไม่ตัดพยานที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างมาในคําร้องขอนําสืบแก้ข้อกล่าวหาหลังสุดจำนวน 6 ปาก โดยให้นําไปพิจารณาในสํานวนคดีอาญาต่อไป แต่ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาได้ว่า จะพิจารณาเสร็จเมื่อใด"นายวิชา กล่าว

นายวิชา กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีข่าวแพร่สะพัดว่าป.ป.ช.รับลูกมาเพื่อลงมติดำเนินการกับครม.ทั้งชุดนั้น ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีที่คณะกรรมการป.ป.ช.ไต่สวนเลย แต่เป็นเพียงพยานบุคคลที่คณะกรรมการป.ป.ช.ให้เข้ามาให้ถ้อยคำในสำนวนเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีร้องขอให้ป.ป.ช.ลงพื้นที่ตรวจสอบสต๊อกข้าวว่า ไม่มีข้าวหายจากโกดัง เพื่อยืนยันว่า โครงการไม่ได้ขาดทุน นายวิชา กล่าวว่า ป.ป.ช.ไม่ได้พิจารณาว่า ข้าวหายไปจากสต๊อกหรือไม่ แต่พิจารณาถึงการขาดทุนสะสมในโครงการดังกล่าว ที่ไม่ได้มีการจำหน่ายข้าวออกไป ส่วนการพิจารณาให้รัฐบาลชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดทุนในโครงการกว่า 3 แสนล้านบาทนั้น ป.ป.ช.จะนำไปพิจารณาในสำนวนคดีอาญาต่อไป ทั้งนี้ยืนยันว่า ป.ป.ช.ตัดสินไปตามข้อเท็จจริง ไม่มีธง และไม่ได้รับลูกต่อจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกฯพ้นสภาพการเป็นรัฐมนตรี

นายประสาท กล่าวว่า สำหรับคดีนี้คณะกรรมการป.ป.ช. ได้เปิดโอกาสอย่างเต็มที่ให้กับผู้ถูกกล่าวหาตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการไต่สวนข้อเท็จจริงของพนักงานไต่สวน พ.ศ.2550 โดยได้เปิดโอกาสให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้อ้างพยาน ชี้แจงเอกสาร และวาจาอย่างเต็มที่ ซึ่งสำหรับการอ้างพยานของน.ส.ยิ่งลักษณ์ในครั้งแรกมีจำนวน 11 ปาก แต่คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาแล้วว่ามีพยานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ถูกกล่าวหาจำนวน 4 ปากเท่านั้น หลังจากสอบพยานจำนวน 4 ปาก ต่อมาน.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอให้มีการสอบพยานบุคคลเพิ่มอีก 7 ปากเดิม แต่คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาแล้วเป็นเอกฉันท์ว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาถูกกล่าวหา อีกทั้งมีข้อเท็จจริงเพียงพอแล้ว กระทั่งล่าสุดก่อนคณะกรรมการป.ป.ช.จะลงมติชี้มูล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ขอให้ สอบพยานบุคคลเพิ่มเติมจำนวน 6 ปาก ซึ่งไม่เกี่ยวกับพยานเดิมที่เคยถูกปฏิเสธไป โดยคณะกรรมการป.ป.ช.เห็นว่า ยังมีสำนวนในคดีอาญาอยู่ เพื่อประโยชน์จึงไม่ตัดพยานจำนวนดังกล่าวออกไป แต่จะนำไปรวมเอาไว้ในการพิจารณาในสำนวนคดีอาญาของผู้ถูกกล่าวหาในโอกาสต่อไป เพื่อความเป็นธรรม ทั้งนี้ ขอบคุณนายกฯที่เข้าสู่กระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริง

ด้านนายพิชิต ชื่นบาน ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ก่อนที่ป.ป.ช.จะชี้มูลความผิดโครงการจำนำข้าว ทีมทนายนายกรัฐมนตรี ได้ไปยื่นหนังสือขอให้ป.ป.ช.ไต่สวนพยานเพิ่มอีก 6 ปาก เป็นพยานใหม่ทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับพยานที่เคยขอให้สอบไปก่อนหน้านี้ แบ่งเป็นข้าราชการประจำ 5 ปาก อาทิ อธิบดีและรองอธิบดีกรมการค้าภายใน และอีก 1 ปาก เป็นพ่อค้าข้าว เพื่อนำมาหักล้างข้อกล่าวหาของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวที่ว่าโครงการขาดทุน รวมถึงชี้ให้เห็นว่า การกำหนดราคาข้าว 15,000 บาทต่อตันไม่ใช่เรื่องเสียหาย และไม่เป็นภาระด้านงบประมาณของประเทศ ที่ผ่านมาป.ป.ช.ไม่ยอมฟังพยานในส่วนที่เป็นนักการเมือง ดังนั้นจึงเปลี่ยนเป็นพยานที่เป็นข้าราชการและพ่อค้า เผื่อป.ป.ช.จะให้ฟังคำชี้แจงบ้าง อย่างไรก็ตามเมื่อป.ป.ช.ไม่รับฟัง และลงมติชี้มูลความผิดนายกฯในคดีถอดถอนแล้ว ทางนายกรัฐมนตรี คงต้องเตรียมหลักฐานไปชี้แจงในชั้นวุฒิสภาต่อไป