เลื่อนสืบ"ถวิล เปลี่ยนศรี"อดีตเลขาฯสมช. พยานอัยการโจทก์ คดี 24แกนนำนปช.ก่อการร้าย เหตุ"วีระกานต์" ป่วย - เจ็บ
ที่ห้องพิจารณา 704 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานโจทก์ คดีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อการร้ายคดีหมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายวีระ หรือวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. , นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษา รมช.พาณิชย์ , น.พ.เหวง โตจิราการ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กับพวกซึ่งเป็นแกนนำ นปช. รวม 24 คน เป็นจำเลยที่ 1-24 ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย , ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา ให้ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และร่วมกันชุมนุม ฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 กรณีร่วมชุมนุมต่อเนื่องตั้งวันที่ 28 ก.พ. - 20 พ.ค.53 เพื่อกดดันให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ประกาศยุบสภา
โดยวันนี้อัยการโจทก์ พร้อมประสาน นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พยานปากที่ 2 ให้เดินทางมาศาลเพื่อพร้อมตอบการซักค้านของทนายความจำเลย หลังจากที่ก่อนหน้านี้โจทก์ได้นำสืบพ.อ.ธนากร โชติพงษ์ นายทหารปฏิบัติการ กรมข่าวทหารบก พยานปากที่ 1 และนายถวิล พยานปากที่ 2 เสร็จสิ้นแล้วไปแล้วตั้งแต่ปี 2556
แต่อย่างไรก็ดีเมื่อถึงเวลานัด ปรากฏว่านายวีระกานต์ อดีตประธาน นปช. จำเลยที่ 1 ป่วยรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล และนายเจ็ม สิงห์สิทธิ์ จำเลยที่ 21 ขณะนี้ถูกคุมขังคดีอื่นอยู่ที่เรือนจำกลางนครนายกจึงไม่อาจเดินทางมาศาลได้ ดังนั้นทนายความของจำเลยทั้งสอง ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดพิจารณาออกไปก่อน ศาลสอบถามอัยการโจทก์แล้วไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้เลื่อนนัดสืบพยานปากนายถวิลออกไป โดยนัดสืบพยานอีกครั้งในวันที่ 15 พ.ค.นี้เวลา 09.00 น. โดยให้ออกหมายเบิกตัวนายเจ็ม จำเลยที่ 21 จากเรือนจำกลางนครนายก มาศาลในนัดหน้า พร้อมกำชับให้จำเลยอื่นที่เหลือมาศาลตามนัด มิฉะนั้นศาลจะพิจารณาตามที่เห็นสมควรต่อไป ขณะเดียวกันศาลก็ได้มีคำสั่งยกคำร้องที่กลุ่มผู้ค้า 42 ราย เคยยื่นขอเป็นโจทก์ร่วมคดีนี้ด้วย เนื่องจากความผิดฐานก่อการร้ายเป็นความฐานความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ผู้ค้าที่อ้างว่าได้รับความเสียหายจึงไม่อาจเป็นโจทก์ร่วมในความผิดฐานนี้
ส่วนที่นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 ได้แถลงขอรวมสำนวนคดีหมายเลขดำ อ.2884/2556 ที่อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายยศวริศ เป็นจำเลยในความผิดฐาน ร่วมกับพวกที่หลบหนีปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยและทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 340 และ 358 พร้อมทั้งขอให้จำเลยคืนเงิน 4,826,754.40 บาท แก่กองทัพบก ชดใช้เงินค่าที่ทำให้ทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย 6,447,269.01 บาท และชดใช้ค่าเสียหายต่อรถยนต์ของ พ.ต.พบสันต์ รุ่งนิรันดร์ กรณีเมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 จำเลยได้ประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ปิดล้อมขบวนรถยนต์ของทางราชการทหาร กับคดีก่อการร้ายนี้ เนื่องจากจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกัน พยานหลักฐานชุดเดียวกันนั้น ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อคดีมีมูลเหตุเชื่อมโยงกัน และพยานหลักฐานชุดเดียวกัน ขณะที่คดีหมายเลขดำ อ.2884/2556 ยังไม่ได้สืบพยาน อีกทั้งอัยการโจทก์และฝ่ายจำเลย ไม่คัดค้านหรือติดใจที่จะนำพยาน 2 ปากในคดีหลักก่อการร้ายที่ได้นำสืบไปแล้วมาสืบและซักค้านในคดีหมายเลขดำ อ.2884/2556 อีกเนื่องจากประเด็นสืบไม่เกี่ยวข้องกัน ดังนั้นจึงอนุญาตให้รวมสำนวนคดีปล้นทรัพย์ กับคดีหลักก่อการร้ายนี้ได้





