ครม.โยก "กิตติพงษ์" เข้ากรุ พร้อมดัน "ธงทอง" เสียบปลัดยธ.
ครม.โยก "กิตติพงษ์" นั่งที่ปรึกษานายกฯ ดัน "ธงทอง" เสียบเก้าอี้ปลัดยธ.แทน ขณะที่ "ภราดร" ขึ้นนั่งปลัดสำนักนายกฯ "ชัยเกษม" ยัน "กิตติพงษ์" ย้ายเพราะครบวาระและเจ้าตัวสมัครใจ ไม่เกี่ยวกรณีต้อนรับ "สุเทพ" เผย "กิตติพงษ์" ขอไม่นั่งเก้าอี้ปลัดต่อหลังถูกศอ.รส.ตำหนิรุนแรง "เจ๋ง ดอกจิก" นอนคุกยาวคดีหมิ่นเบื้องสูง หลังศาลฎีกายกคำร้องขอประกัน หวั่นหลบหนี
นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม แถลงถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติโยกย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการระดับ 11 จำนวน 3 คน โดยให้นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และให้นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม และให้ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
นายชัยเกษม กล่าวว่า สาเหตุที่ย้ายนายปลัดกิตติพงษ์ ดำรงตำแหน่งครบ 4 ปี และได้ต่ออายุราชการ จำนวน 2 ครั้งๆ ละ 1 ปี รวม 6 ปี ซึ่งตามระเบียบไม่สามารถดำรงต่อไปได้แล้วจึงจำเป็นต้องโยกย้าย โดยนายกิติพงษ์ ได้ทำหนังสือแสดงความประสงค์เป็นลายลักษณ์อักษรมาถึงตนว่าต้องการไปดำรงตำแหน่งอื่นในลักษณะงานบริหาร หรือตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ตนจึงสอบถามไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีว่ามีตำแหน่งว่างหรือไม่ และได้รับการตอบรับว่ามีตำแหน่งว่าง จึงเสนอครม.ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ ซึ่งมีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากับปลัดกระทรวงไม่ได้อะไรด้อย
รมว.ยุติธรรม กล่าวอีกว่า เมื่อตำแหน่งว่างจึงโยกนายธงทอง มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งถือว่าเหมาะสมเพราะเคยดำรงตำแหน่งในกระทรวงยุติธรรมมาก่อน และเป็นนักกฎหมายที่มีความรู้ความสามารถ และให้ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนายธงทอง
"การย้ายปลัดกิตติพงษ์ เป็นความสมัครใจของท่าน ผมเกรงว่าจะเข้าใจและคาดเดาว่าไปย้ายท่านอย่างไม่เป็นธรรม ย้ำว่าย้ายไปดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงที่เท่ากัน" นายชัยเกษม กล่าว
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะเกิดการฟ้องร้องเหมือนกรณีการย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี นายชัยเกษม กล่าวว่า เรื่องนี้แม้แต่การฟ้องร้องก็ไม่ควรที่จะฟ้องร้อง ตนย้ำหลายครั้งว่าการย้ายครั้งนี้เป็นนักบริหารระดับสูง มีสิทธิ์ราชการเท่ากันทุกอย่าง
ผู้สื่อข่าวถามว่าสาเหตุการย้ายครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่นายกิติพงษ์ เปิดกระทรวงต้อนรับกลุ่มกปปส.หรือไม่ นายชัยเกษม กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์เปิดกระทรวงให้กลุ่มกปปส.ไม่ถือเป็นเรื่องรุนแรง และตนก็ตำหนิเป็นทางการไปแล้วว่าไม่เหมาะสม แต่ย้ายตามกติกา
เมื่อถามว่าตำแหน่งของ พล.ท.ภราดร ในศูนย์รักษาความสงบ(ศอ.รส.)จะมีเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ นายชัยเกษม กล่าวว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
"กิตติพงษ์"ขอไม่นั่งเก้าอี้ปลัดยธ.ต่อ
แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงกรณีโยกย้ายนายกิตติพงษ์ว่า ภายหลังนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายชัยเกษม ตำหนิอย่างรุนแรงกรณีเปิดห้องรับรองกระทรวงยุติธรรมต้อนรับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. นำไปสู่การเรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการเมื่อวันที่ 17 เม.ย. โดยในวันดังกล่าวนายกิตติพงษ์ ได้ยื่นหนังสือถึงนายชัยเกษม แสดงความจำนงไม่ขอดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมต่อไป
แม้ในทางกฎหมายหลังดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมครบ 6 ปี ในวันที่ 1 พ.ค.2557 นายกิตติพงษ์ จะสามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งได้อีก 60 วัน โดยนายกิตติพงษ์ เสนอว่าครม.จะย้ายให้เขาไปนั่งในตำแหน่งใดก็ได้ รวมถึงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ของนายถวิล เปลี่ยนศรี แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า ครม.อาจย้ายพล.ท.ภราดร มาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อทดแทนกับกรณีที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แต่อาจจะเป็นผลกระทบในเชิงลบต่อรัฐบาล อีกทั้งพล.ท.ภราดร ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับกระทรวงยุติธรรมที่ต้องดูแลงานด้านกฎหมายเป็นหลัก จึงต้องใช้สูตรสลับให้นายธงทอง ซึ่งเป็นข้าราชการสายตรงของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี
ก่อนหน้านี้เมื่อครั้งชิงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมระหว่างนายธงทอง กับนายกิตติพงษ์ นายธงทองต้องขยับออกไปเป็นเลขาธิการสภาการศึกษา และได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นปลัดสำนักนายกฯ ดังนั้นการโยกนายธงทองกลับมาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม จึงน่าจะเป็นสูตรที่ลงตัว โดยไม่มีกระแสต้านจากข้าราชการกระทรวงยุติธรรม
"เจ๋ง"นอนคุกยาว-ศาลฎีกายกขอประกัน
ขณะที่ศาลอ่านคำสั่งศาลฎีกา ที่นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จำเลยคดีหมิ่นเบื้องสูง ที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2557 พร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 500,000 บาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราว
โดยศาลฎีกา พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง อีกทั้งจำเลยยังไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาและยื่นฎีกา จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากปล่อยชั่วคราวจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว
ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายยศวริศ กล่าวว่า หลีงจากทีมทนายความจะยื่นคำร้องขอรับรองฎีกากับศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ เพื่อจะได้ยื่นฎีกาทั้งประเด็นข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย โดยการยื่นคำร้องรับรองฎีกานั้นยื่นไปพร้อมกับคำฎีกาในคราวเดียวกัน ซึ่งหากศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาทีมทนายความจึงจะยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนายยศวริศอีกครั้ง เพราะหากยื่นคำร้องปล่อยชั่วคราวก่อนที่จะรับฎีกา ก็คงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงอะไร ขณะที่ระหว่างนายยศวริศ ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ ภรรยาก็ได้เข้าไปเยี่ยมให้กำลังใจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 8 พ.ค.นี้ ศาลอาญา ได้นัดสืบพยานโจทก์คดี 24 แกนนำ นปช. ร่วมกันก่อการร้าย โดยมีนายยศวริศ เป็นจำเลยร่วมด้วย ดังนั้นศาลจะต้องออกหมายเบิกตัวนายยศวริศจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ฯ มาฟังคดีการพิจารณาในวันดังกล่าวด้วย
ยกฟ้อง"สนธิ-แกนนำพธม."หมิ่น"ทักษิณ"
ที่ศาลจังหวัดชัยภูมิ ศาลอุทธรณ์ได้นัดอ่านคำพิพากษา โดยมีนายพิชัย ลิมป์วรพรรณ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดชัยภูมิ ขึ้นบัลลังก์ 6 นัดอ่านคำพิพากษา ยืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้น คดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ทนายความเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและพวก รวม 8 คน ประกอบด้วย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้บริหารบริษัท เอเอสทีวี (ประเทศไทย) จำกัด และผู้บริหารบริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด ต่อกรณีแถลงการณ์พันธมิตรฯ ฉบับที่ 3/2551 ในฐานความผิดร่วมกันกระทำการหมิ่นประมาทผู้อื่นให้ได้รับความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วยการโฆษณา เมื่อครั้งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมใหญ่ 193 วัน เพื่อขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อปี 2551
ขณะเดียวกันช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ มีกระแสข่าวว่า นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในแกนนำอดีตพันธมิตรฯ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองบัวโคก จ.ชัยภูมิ จับกุมข้อหาพกอาวุธปืนขึ้นศาล นายสมศักดิ์ ชี้แจงว่า วันนี้ได้เดินทางไปขึ้นศาลคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ฟ้องหมิ่นประมาทที่ จ.ชัยภูมิ และได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นรถยนต์ระหว่างเดินทาง แล้วพบอาวุธปืน ซึ่งตนได้ยอมรับว่าได้พกพาอาวุธติดตัวมาด้วยจริง แต่ปืนมีใบอนุญาตถูกต้อง จึงไม่ใช่เป็นการจับกุมแต่อย่างใด





