วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปปช.แนะครม.จัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีโปร่งใส

"ป.ป.ช."แนะครม.จัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี โปร่งใส เพื่อนำมาให้บริการทดแทนรถโดยสารเดิมที่ใช้น้ำมันดีเซลภายในวงเงิน 13,162 ล้านบาท

ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมครม. ว่า ที่ประชุมครม.รับทราบรายงานผลการศึกษาโครงการจัดซื้อรถโดยสารสาธารณะใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ(เอ็นจีวี) จำนวน 3,183 คัน เพื่อนำมาให้บริการทดแทนรถโดยสารเดิมที่ใช้น้ำมันดีเซลภายในวงเงิน 13,162 ล้านบาท ของโครงการขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)

โดยคณะอนุกรรมการฝ่ายป้องกันการทุจริตป.ป.ช. ที่มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการป.ป.ช.ได้รายงานผลการศึกาพร้อมข้อเสนอแนะ มีสาระสำคัญ 2 ส่วนคือ 1.รายงานข้อคิดเห็นที่คณะทำงาน มีต่อร่างข้อกำหนดและขอบเขตของงาน(ทีโออาร์) และเอกสารประกาศกำหนดราคาของขสมก. ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือกระบวนการในการจัดซื้อควรหลีกเลี่ยงระบบการจัดซื้อแบบวิธีพิเศษ ที่อาจทำให้เกิดความไม่โปร่งใส ระบบการประมูลต้องเป็นระบบที่ตรวจสอบได้มีความเป็นธรรมเปิดกว้างในการแข่งขันอย่างเสรี จากผู้ประกอบการทั่วโลก โดยไม่ควรกำหนดให้ผู้เข้าประมูล ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจด้านนี้ ในประเทศไทยเท่านั้น และคุณสมบัติของรถไม่ควรกำหนดที่มีลักษณะจำกัด ทำให้มีผู้ประกอบการบางรายเท่านั้นที่เสนอราคาได้

โดยเฉพาะการกำหนดราคากลางต้องเปิดเผยตามระเบียบป.ป.ช. และขสมก. ควรนำข้อมูลอื่นมาพิจารณาด้วย เช่น ข้อมูลที่เคยเช่าหรือซื้อ หน่วยงานที่เคยมีการจัดซื้อรถโดยสารที่มีลักษณะประเภทเดียวกัน รวมถึงข้อมูลต้นทุนสินค้าที่นำเข้ามาประกอบพิจารณาข้อมูลที่แท้จริง และขสมก.ควรแต่งตั้งคณะกรรมการ กำหนดราคากลางที่มีผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ เช่น กรมขนส่งทางบก กรมศุลกากร

และ การวิเคราะห์โครงการของขสมก. ต้องวิเคราะห์ปัญหาทั้งระบบ และบริหารจัดการในการกำกับดูแล ระบบขนส่งทางบกตลอดจนกฎระเบียบ ดูแลด้านความปลอดภัย เกี่ยวกับรถโดยสาร เช่น ระบบการกำกับดูแลควรเปลี่ยนจากกการให้สัมปทาน หรือให้อำนาจผูกขาดแก่ขสมก. เป็นการให้ใบอนุญาตในการเดินรถ ซึ่งขสมก.จะเป็นผู้ประกอบการรายหนึ่งเช่นเดียวกับเอกชน โดยรัฐบาลไม่ควรจำกัดหรือบังคับให้เอกชน หรือรถร่วมต้องใช้ก๊าซธรรมชาติ แต่ควรเปิดทางเลือกให้กับทุกเชื้อเพลิง และปรับปรุงการตรวจสภาพรถทุกประเภท รวมทั้งให้ความสำคัญในความปลอดภัย และนโยบายปฏิรูปหรือฟื้นฟูขสมก. จะต้องออกมาในเชิงปริมาณ ต่อรายได้และรายจ่าย สามารถได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นระบบได้