"พิชิต"เผยพรุ่งนี้ต่อยื่นป.ป.ช. ขอเพิ่มพยานอีก 7 ปาก ชี้โครงการระดับชาติควรเปิดโอกาสรับฟังพยาน
ภายหลังการประชุมครม.นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีและทีมทนายความและบุคคลที่เกี่ยวข้องในการชี้แจงต่อคณะกรรมการป้อวกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ในโครงการรับจำนำข้าว โดยใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง
นายพิชิต ชื่นบาน ทนายความของนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เราได้รับโอกาสที่จะนำพยานเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาจำนวน 4 ปาก คือนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์และพล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังเหลืออีก 7 ปาก คือพยานที่เราขออนุญาตตั้งแต่แรกจำนวน 5 ปากและ 2 ปากสุดท้าย อาทินายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่า มีความสำคัญที่จะไปหักล้างประเด็นของนางสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง รายงานอนุกรรมการปิดบัญชีว่าการจัดทำรายงานดังกล่าวไม่สมบูรณ์ถูกต้องอย่างไร เพราะเป็นข้าราชการประจำและอยู่กระทรวงการคลังด้วยกัน นายสมชัยถือเป็นพยานปากสำคัญ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรีแสดงความเห็นว่าจะได้เป็นการชี้มติครม.ต่อการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว อยู่ดีๆ จะมาเลิกโครงการไม่ได้เพราะมีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด
นายพิชิต กล่าวว่า ในวันที่ 23 เม.ย.ทนายจะเดินทางไปยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อป.ป.ช.ว่าพยาน 7 ปากที่เหลือนั้น ป.ป.ช.อย่าตัดทิ้งเลย ขอให้ ให้โอกาสต่อโครงการดังกล่าวเพราะถือเป็นโครงการใหญ่ มีโครงสร้างและขั้นตอนและหน่วยงานที่รับผิดชอบจำนวนมาก อย่างนายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.เกษตรและสหกรณ์เข้ามาทำหน้าที่ตรงกับเวลาที่นางสุภาทำงานและบอกว่า สต็อกข้าว 2.9 ล้านตันหาย การที่ให้นายวราเทพเข้าไปชี้แจงต่อป.ป.ช.ก็จะเกิดประโยชน์ นอกจากนี้ในการเข้าชี้แจงมักจะถามว่าพยานมีความรู้ด้านบัญชีมากน้อยแค่ไหน เราก็จะขอให้นายพิชัย ชุณหวชิร นายกสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์(สภาวิชาชีพบัญชีฯ)ซึ่งเป็นคนกลางและมีความรู้ทางด้านบัญชี เพื่อให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นการคุ้มครอง สิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่ผู้ถูกกล่าวหาควรได้รับความยุติธรรม อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเสียเวลา การเห็นต่างว่าพยานปากนั้นไม่เกี่ยวเป็นแค่ความเห็นต่าง แต่สุดท้ายควรตัดสินใจบนพื้นฐานว่าการไปตัดพยานถึง 7 ปากจนเกิดเป็นข้อกังขาในโครงการระดับชาติ ถ้ารับฟังพยานจะไม่เป็นการดีกว่าหรือ
เมื่อถามว่า คำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาถือว่าสมบูรณ์แล้วหรือยัง นายพิชิต กล่าวว่า คิดว่าได้ตอบในประเด็นสำคัญ ๆไปหมดแล้ว วันนี้เราเห็นว่าสถานะของนายกรัฐมนตรีซึ่งถือว่าอยู่ในส่วนนโยบาย ปัญหาที่อาจเกิดความเสียหายในทางปฏิบัติ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายจึงเห็นว่าสิ่งที่ชี้แจงไปน่าจะเพียงพอที่จะได้รับความเป็นธรรม ตนในฐานะทนายไม่อยากพูดว่าป.ป.ช.มีเจตนาจงใจที่จะไม่รับฟังคำชี้แจงในส่วนพยานที่เป็นส่วนปฏิบัติ เพียงแต่อยากวิงวอนว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่ใหญ่ระดับชาติ มีคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ รัฐบาลได้ใช้กลไกเดิมของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง องค์การคลังสินค้า องค์การตลาดเพื่อการเกษตรไม่ได้สร้างกลไกขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เกิดการทุจริตเลย จึงควรให้โอกาสกับการสืบพยานให้เพียงพอและพยานที่เหลืออีก 7 ปากก็คงใช้เวลาไม่นาน
เมื่อถามว่าหากป.ป.ช.ยังยืนยันในจุดยืนเดิม จะมีผลเสียต่อนายกรัฐมนตรีอย่างไร นายพิชิต กล่าวยอมรับว่า ถ้าถามถึงความเสียหาย เสียหายแน่ เพราะในส่วนของนายกิตติรัตน์และนายนิวัฒน์ธำรง ถือเป็นส่วนนโยบาย แต่ในส่วนฝ่ายปฏิบัติก็ยังไม่มีการชี้แจง เมื่อฝ่ายการเมืองพูดแล้วก็ควรฟังฝ่ายข้าราชการประจำบ้าง





