วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นับถอยหลัง'ยิ่งลักษณ์'พ.ค.ระทึก! ชี้ชะตาเหมาเข่งหรือเฉพาะตัว

วิเคราะห์ : นับถอยหลัง'ยิ่งลักษณ์'พ.ค.ระทึก! ชี้ชะตาเหมาเข่งหรือเฉพาะตัว

สถานการณ์ทางการเมืองและภาวะของประเทศนับแต่นี้ไป จะเป็นไปในทิศทางใด คงต้องจับจ้องไปที่การทำงานของ "องค์กรอิสระ" โดยเฉพาะ "ศาลรัฐธรรมนูญ" และ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)"

เพราะมีคดีสำคัญ ซึ่งจะเป็นตัวชี้เป็นชี้ตาย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ "คณะรัฐมนตรีทั้งคณะ" อยู่ในมือ อันจะส่งผลให้ "อำนาจรัฐ" ยังจะอยู่ในมือรัฐบาลต่อไปหรือไม่

คดีแรกที่อยู่ในมือศาลรัฐธรรมนูญ คือ กรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ ถูกร้องให้ศาลวินิจฉัยว่า การแต่งตั้งโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 268 และเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา182(7 ) หรือไม่

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งแล้วว่า การโยกย้าย เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ กระทำการเพื่อให้บุคคลที่เป็นเครือญาติของตนเองได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งสำคัญ จนต้องสั่งคืนตำแหน่งให้กับนายถวิล

เดิมเมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นกำหนดที่นายกฯ ต้องยื่นเอกสารชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาล หลังครบ 15 วัน ที่ศาลให้เวลายื่นคำชี้แจง แต่นายกฯ ได้มอบหมายให้ทนายเข้ายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการยื่นคำชี้แจงออกไปอีก 15 วัน โดยอ้างเหตุผลว่าติดวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ไม่สามารถเตรียมเอกสารได้ทัน

ในช่วงเช้าวันพุธที่ 23 เม.ย.นี้ ศาลมีวาระพิจารณาว่าจะขยายเวลาการชี้แจงให้กับนายกฯ ตามที่ร้องขอหรือไม่ หรือหากไม่ให้ทั้งหมดตามที่ขอ ศาลจะขยายให้กี่วัน

กรณีศาลไฟเขียวให้เวลานายกฯ ตามที่ร้องขอ 15 วัน การยื่นเอกสารชี้แจงก็จะครบกำหนดราววันที่ 3 พ.ค. หลังจากนั้นศาลคงจะได้นำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมวันพุธที่ 7 พ.ค. ซึ่งในวันดังกล่าวศาลจะพิจารณาว่าข้อมูลมีเพียงพอ ที่จะวินิจฉัยได้เลยหรือไม่ หากเห็นว่าข้อมูลเพียงพอแล้ว ก็อาจจะวินิจฉัยชี้ขาดเลยก็ได้ หรืออาจจะกำหนดนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันใดก็ได้

อย่างไรก็ตาม หากศาลเห็นว่าข้อมูลยังไม่เพียงพอ ศาลก็อาจจะให้มีการหาข้อมูลเพิ่มโดยการไต่สวน ซึ่งเชื่อว่าไม่เกินวันพุธที่ 14 พ.ค.ก็น่าจะรู้ชะตากรรมของนายกฯ และครม.ทั้งคณะ

หรืออีกกรณีหากศาลอนุญาตให้นายกฯ ขยายเวลาชี้แจงแค่ 7 วัน นับแต่วันครบกำหนด นายกฯ ก็จะมีเวลาชี้แจงแค่ภายในวันที่ 25 เม.ย.นี้เท่านั้น หลังจากนั้นวันพุธที่ 30 เม.ย. ศาลก็จะประชุมพิจารณาว่าข้อมูลเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้หรือยัง

อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อเท็จจริงกรณีการโยกย้ายนายถวิล ผิดหรือไม่ผิดนั้น ศาลคงไม่ต้องสืบคดีเพิ่มเติมอีกแต่อย่างไรแล้ว เพราะศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาระบุไว้ชัดเจนแล้ว ส่วนที่เหลือจึงเป็นข้อกฎหมายล้วน ๆ ที่ศาลจะพิจารณาวินิจฉัย

ดูจากรูปการณ์แล้วไม่เกิดช่วงกลางเดือน พ.ค.นี้ น่าจะรู้ผลคำวินิจฉัยของศาลได้ ซึ่งคดีนี้หากศาลยกคำร้อง นายกฯยิ่งลักษณ์, ครม.ทั้งคณะ, พรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนเสื้อแดง คงจะ "โล่ง" ไปตาม ๆ กัน เพราะยังมีโอกาสรักษาการอยู่ใน "อำนาจรัฐ" ต่อไปได้

แต่หากศาลวินิจฉัยให้มีความผิด ก็ต้องพิจารณาว่า สิ้นสุดการทำหน้าที่เฉพาะนายกฯ หรือครม.ทั้งคณะต้องสิ้นสุดการทำหน้าที่ตามไปด้วย

หากศาลชี้ว่า เมื่อนายกฯ สิ้นสุดสถานภาพ ก็ย่อมส่งผลให้ ครม.ทั้งคณะสิ้นสุดไปด้วย ผลที่ออกมาแนวทางนี้คงจะไม่เป็นที่พอใจของพรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะพากันไม่ยอมรับคำวินิจฉัยดังกล่าว และอาจจะนำไปสู่การต่อต้านในรูปแบบต่าง ๆ

ในส่วนของรัฐบาลก็อาจทำตามข้อเสนอของ นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม และศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ(ศอ.รส.) ที่เสนอให้รัฐบาลอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ทูลกล้าฯ ให้ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งหรือไม่

ต่อกรณีนี้นั้น นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ไว้น่าสนใจว่า ถ้าศาลวินิจฉัยว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ กระทำขัดรัฐธรรมนูญจริง ความเป็นนายกฯ ก็ต้องสิ้นสุดลงทันที เพราะตามรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว จะอยู่รักษาการไม่ได้

"แต่กรณีนี้เป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ครม.จะพ้นไปทั้งคณะด้วยหรือไม่ ก็ต้องไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ที่บัญญัติให้ ครม.ที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีครม.ชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ต่อ" นายวสันต์ ระบุ

ในทางกลับกัน ผลวินิจฉัยของศาลที่ชี้ขาดให้ ครม.ทั้งคณะสิ้นสุดการทำหน้าที่ลง แนวทางนี้คงจะเป็นที่พออกพอใจของกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาล โดยเฉพาะ "กปปส." เพราะจะทำให้เกิดภาวะ "สุญญากาศ" และคงจะหาหนทางผลักดันให้มี "นายกฯคนกลาง" อย่างที่เคยประกาศเรื่อง "รัฏฐาธิปัตย์"ไว้

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปได้ง่ายนัก เพราะการเปิด "ประชุมวุฒิสภา" ไม่รู้ว่าจะดำเนินการได้เมื่อไหร่ แม้ล่าสุดในส่วนของ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา ต้องการขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญในวันที่ 24 เม.ย.หรือไม่เกิน 30 เม.ย.นี้ และได้ทำหนังสือแจ้งไปยังรัฐบาล เพื่อให้นายกฯ นำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อให้วุฒิสภาประชุมทำหน้าที่ แต่งตั้งนางสาวสุภา ปิยะจิตติ เป็น ป.ป.ช., แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิศาลปกครอง และถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา แล้ว

แต่ก่อนหน้านั้นรัฐบาลกลับแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ต้องการให้เปิดประชุมวุฒิสภาเพื่อดำเนินการดังกล่าว ซึ่งนอกจากไม่อยากให้มีการถอดถอนนายนิคม แล้ว ยังน่าจะรวมถึงความพยายาม "สกัด" ไม่ให้วุฒิฯ เข้ามาเกี่ยวข้องกับเกมการเมืองของฝ่าย กปปส.

"คดีจำนำข้าว"หมดเวลายื้อ

นอกเหนือจากคดีที่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญแล้ว นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังมีคดีที่รอการชี้ชะตาจาก "ป.ป.ช." ด้วย นั่นคือ "คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว"

คดีนี้ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช. ออกมาระบุว่า ข้อมูลพยาน 4 ปากที่นายกฯ ร้องขอให้เข้าเป็นพยานนั้นเพียงพอแล้ว หลังจากนี้ป.ป.ช.จะให้เวลาเจ้าหน้าที่ 1 สัปดาห์สรุปสำนวนว่า ข้อมูลนายกฯชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และสิ่งที่พยานมาให้การมีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างข้อกล่าวหาได้หรือไม่ คาดว่าจะสรุปสำนวนส่งเข้าสู่ที่ประชุมป.ป.ช.ชุดใหญ่ เพื่อลงมติคดีได้ช่วงต้นเดือนพ.ค.นี้

"คดีจำนำข้าว" กับผลในทางการเมืองของนายกฯ นั้น หากถูกชี้มูลผิดให้ถอดถอน ก็แค่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่กระบวนการถอดถอนก็ไม่แน่ว่าจะสามารถถอดถอนได้หรือไม่ และจะเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาได้เมื่อไหร่ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีใครถูกถอดถอนได้สักคน ดังนั้นเรื่อง "ถอดถอน" จึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับนายกฯแต่อย่างใด

แต่ความผิดในทางอาญาจะน่ากลัว เพราะป.ป.ช.ต้องส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และมีโอกาสสูงที่นายกฯ จะถูกศาลตัดสินให้มีความผิด นั่นหมายความว่ามีเรื่องคุกตะรางเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะรู้ผล

เมื่อมองจากวาระการทำงานของ " 2 องค์กรอิสระ"นี้แล้ว มีความเป็นไปว่า ในช่วงต้นถึงกลางเดือนพ.ค.นี้ น่าจะเห็นบทสรุปทางการเมือง ซึ่งสัมพันธ์กับสถานการณ์ของประเทศชาติ ส่วนจะนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น หรือเป็นทางออกที่เป็นผลดีต่อบ้านเมือง ยังต้องรอลุ้นกันต่อไป