"กิตติรัตน์"แจงป.ป.ช.4ชั่วโมงยันรัฐคุมวินัยการเงินการคลังโครงการจำนำข้าว ขาดทุนไม่เกิน 1แสนล้านต่อปี ยัน"ยิ่งลักษณ์"ไม่ได้ละเลยหน้าที่
เป็นเวลากว่า 4 ชั่วโมงครึ่งที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใช้เวลาชี้แจงกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ในคดีถอดถอนนายกรัฐมนตรีละเลยไม่ยับยั้งความเสียหายจากโครงการจำนำข้าว
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ได้เตรียมเอกสารในการชี้แจงการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) จำนวน 90 หน้า โดยมีเนื้อหาครอบคลุมการใช้เงินในโครงการ การดำเนินการ กรอบวินัยการเงินการคลัง รวมทั้งการชี้แจงด้วยวาจา
โดยโครงการรับจำนำข้าวมีขั้นตอนจำนวนมาก ทำให้อาจเกิดการทุจริตได้ในขั้นตอนการปฏิบัติ แต่กลไกของโครงการรับจำนำข้าวสามารถทำให้เกิดการตรวจสอบได้ เช่น การขึ้นทะเบียนเกษตรกร จะช่วยให้มีการตรวจสอบปริมาณข้าวที่มาเข้าโครงการรับจำนำว่าเกษตรกรไม่ได้มีข้าวมากเกินไป ขณะที่เมื่อมีการแปรสภาพสินค้าแล้วก็จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ใครที่ทุจริตในขั้นตอนปฏิบัติก็จะมีโอกาสในการถูกจับกุมสูง ขณะที่โครงการประกันราคาข้าวหากสามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ก็ได้รับเงินชดเชย โดยไม่มีสินค้ามายืนยัน ทำให้การตรวจสอบโครงการประกันราคาข้าวทำได้ยาก
ย้ำนายกฯไม่ละเลยหน้าที่เอื้อทุจริต
"ข้อกล่าวหาที่มีต่อนายกรัฐมนตรีในเรื่องการละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เกิดการทุจริต คณะรัฐมนตรีดำเนินการตามหน้าที่ในทุกขั้นตอน ได้มีการดำเนินการอย่างระมัดระวัง ซึ่งการให้ข้อมูลในวันนี้มีความมั่นใจว่าในการปฏิบัติ ไม่ได้เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีที่ละเว้นการปฏิบัติ หรือไปสร้างโครงการที่ มีเจตนาในการปฏิบัติไม่เรียบร้อยจนเกิดความรั่วไหล"นายกิตติรัตน์กล่าว
สำหรับรายงานการใช้เม็ดเงินในโครงการรับจำนำข้าวของคณะอนุกรรมการปิดบัญชี เกี่ยวกับความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าว จนเป็นที่มาของการส่งหนังสือเตือนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลปัจจุบันยังไม่ได้เริ่มดำเนินโครงการ แต่ต้องมีการตั้งงบประมาณบางส่วน ไปชดเชยการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวที่ค้างอยู่ เช่น ในปีการผลิต 2547/2548 ซึ่งไม่มีสินค้าคงเหลือแล้วแต่ยังคงต้องมีการตั้งงบประมาณในการขาดทุนโครงการอยู่ การที่จะเข้าใจในเรื่องส่วนที่เป็นภาระโครงการ จึงควรมีความเข้าใจในแง่มุมของบัญชีในส่วนนี้ด้วย
ชี้สต็อกรัฐเหลือแค่ 7 ล้านตัน
ทั้งนี้ในรายงานการปิดบัญชีมีการตั้งข้อสมมุติฐานเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง แต่บางส่วนเป็นมาตรฐานตามบัญชีที่กำหนดขึ้น และข้อมูลเกี่ยวกับสต็อกข้าวเปลือกซึ่งมีการรายงานไม่ตรงกัน ก็เป็นเพราะข้าวเปลือกที่อยู่ในกระบวนการสีแปรสภาพจำนวน 3 ล้านตัน ก็ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นสินค้าคงเหลือ ซึ่งไม่ตรงกับการขายข้าวออกไป เป็นต้น
ทั้งนี้ปัจจุบันรัฐบาลมีข้าวในสต็อกประมาณ 15 - 16 ล้านตัน มีข้อตกลงซื้อขายที่รอการส่งมอบแล้วประมาณ 5 ล้านตัน ขณะที่มีเอ็มโอยูที่รอการส่งมอบอีก ประมาณ 3 ล้านตัน สุทธิแล้วมีข้าวในสต็อกที่เป็นข้าวสารอีกประมาณ 7ล้านตัน ซึ่งไม่ได้เป็นภาระมากเกินไป
"การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวได้มีการตั้งงบประมาณในแต่ละปีให้สอดคล้องกับ การขายข้าวจริงและมีส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคารับจำนำและในทุกปีงบประมาณตั้งแต่ปี 2555 - 2557 ที่รัฐบาลนี้บริหารประเทศก็ไม่ได้มีการตั้งงบประมาณเฉพาะนโยบายของรัฐบาลนี้เท่านั้น แต่ต้องดูแลสินค้าเกษตรต่างๆที่คงค้างมาถึงปัจจุบันและอาจเป็นส่วนที่มากกว่าการใช้งบประมาณในโครงการรับจำนำข้าวเสียอีก โครงการประกันราคาข้าวไม่มีผลขาดทุนเพราะเป็นการจ่ายส่วนต่างให้กับชาวนา แต่ก็ใช้งบประมาณในการชดเชยเช่นกัน ซึ่งถือว่าการใช้งบประมาณเหมือนกัน"นายกิตติรัตน์กล่าว
ยันใช้งบแสนล้านไม่ผิดปกติ
นอกจากนี้ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่าการใช้งบประมาณในการดูแลชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน รวมกว่า 12 ล้านคน เท่ากับเป็นการ 20% ของประชาชนทั้งหมดโดยการที่จะใช้งบประมาณในการดูแลคนในส่วนนี้ในส่วนหลายหมื่นหรือแสนล้าน ก็ไม่ได้เป็นส่วนที่เกินเลย เมื่อเทียบกับขนาดของของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่มีกว่า 12 ล้านล้านบาท และงบประมาณปีละกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งกรอบงบประมาณที่จะใช้ในการรับจำนำข้าวจะไม่เกิน 1 แสนล้านบาทต่อปี อยู่ในระดับที่ไม่ถึง 5% ของงบประมาณประจำปีถือว่าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับทุกโครงการที่ดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน ก็ใช้เงินจำนวนหลายหมื่นล้านบาทและแสนล้านบาทเช่นกัน
ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้คำนวณแล้วว่าโครงการรับจำนำข้าวสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนต่อเศรษฐกิจได้ถึงปีละ 3 แสนล้านบาทหรือมากกว่า 2.5% ของ จีดีพี ซึ่งส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
นโยบายไม่กระทบวินัยการเงิน-คลัง
ขณะที่ประเทศยังคงมีความเข้มแข็งในเรื่องของการรักษาวินัยการเงินการคลัง และมีหนี้ต่อภาระงบประมาณต่ำ และมีภาระในการจ่ายภาระในการจ่ายดอกเบี้ยในส่วนของหนี้สาธารณะลดลง เหลือเพียง 1.3 แสนล้านบาทต่อปี
“รัฐบาลได้หาเสียโครงการนี้ไว้และได้แถลงต่อรัฐสภาตั้งแต่เดือน ส.ค.ปี 2554 จึงเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามเป็นสัญญาประชาคม และการควบคุมวินัยการเงินการคลังได้ทำอย่างเข้มงวด และได้มีการรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะๆ และ กขช.ก็มีการรับฟังข้อคิดเห็นต่างๆและได้มีการปรับลดราคารับจำนำลงแล้วในบางช่วงเวลาเพื่อลดความกังวลของสังคมเกี่ยวกับการขาดทุน แต่ก็มีบางส่วนของสังคมที่คัดค้านและขอให้ราคาจำนำข้าวอยู่ที่ 15,000 บาทต่อตัน” นายกิตติรัตน์กล่าว
คลังเล็งประมูลเงินกู้เดือนนี้
นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีความพยายามที่จะเปิดประมูลเงินกู้ เพื่อนำมาจ่ายหนี้ค้างชำระแก่ชาวนา ที่ถือใบประทวนในโครงการจำนำข้าว ซึ่งขณะนี้มียอดหนี้ค้างชำระอยู่ 9 หมื่นล้านบาท จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเห็นใจและให้ความร่วมมือเกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าว
"ในช่วงหลังสงกรานต์ สบน. ยังมีความพยายามเปิดประมูลวงเงินกู้ สถาบันการเงินอื่นๆ กว่า 30 แห่ง ก็พร้อมเข้ามาช่วย แต่ยังมีความกังวลและไม่กล้าเข้ามาปล่อยกู้ เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหา เช่น ออมสิน และกรุงไทย ขณะนี้ยอมรับว่ายังมีแนวคิดที่ดูเหมือนจะช่วยชาวนา แต่เป็นการขัดขวางและทำร้ายชาวนาโดยตรง" เขากล่าว
หวังของบกลางจ่ายจำนำข้าว4หมื่นล.
ส่วนข้อเรียกร้องของชาวนาเสนอของบกลางเพิ่มอีก 4 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาจ่ายหนี้ค้างโครงการจำนำของรัฐบาลนั้น โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว แต่ติดปัญหาเกี่ยวกับการขอใช้งบดังกล่าวในช่วงรัฐบาลรักษาการ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการเลือกตั้ง (กตต.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร ทั้งนี้ยอดค้างจ่ายหนี้จำนำข้าวขณะนี้อยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาท
"หากนำงบกลางมาใช้จ่ายอีก 4 หมื่นล้านบาท ผมมองว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่จะตอบคำถามว่า อีก 5 หมื่นล้านบาทที่ค้างจ่ายไม่ครบจะทำอย่างไร ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังเร่งหาแหล่งเงินที่ค้างอยู่ 9 หมื่นล้านบาท จึงเรียกร้องให้หน่วยงาน หรือองค์กรใดที่เคยขัดขวาง เปิดทางให้สถาบันการเงินกลับมาปล่อยกู้ให้กระทรวงการคลังเหมือนเดิม เพื่อจะทำให้มีเงินส่งคืนชาวนาได้รวดเร็ว" เขากล่าว
หากภายในเดือนเม.ย.นี้ กระทรวงการคลังสามารถดำเนินการกู้เงินได้ตามปกติ คาดภายในเดือนนี้ ก็คงจะจ่ายเงินค้างจำนำข้าวได้ทั้งหมดเพราะงบกลาง 4 หมื่นล้านบาท ยังไม่แน่ใจว่า กกต.จะพิจารณาอนุมัติหรือไม่และจะมีเงื่อนไขให้คืนภายใน 2-3 เดือนอีกหรือไม่ และหากรอเงินระบายข้าวมาจ่ายชาวนา จะใช้เวลานานมากปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า และไม่รู้ว่ารัฐบาลจะอยู่หรือไม่
เขากล่าวด้วยว่า โครงการรับจำนำข้าวนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2554 โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้จัดการประมูลหาเงินกู้มาจ่ายแทนไปก่อน เพราะตามศักยภาพการขนส่งข้าวของโลจิสติกส์ไทยนั้น สามารถขนส่งข้าวเพื่อการส่งออกได้เพียง 1 ล้านตันต่อเดือน ได้เงินไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ทำให้จำนวนเงินที่ค้าง 1.9 แสนล้านบาท ต้องใช้เวลาระบายข้าวตามปกตินานถึง 19 เดือน ฉะนั้นวิธีการจ่ายเงินเดิม คือ ใช้เงินกู้สำรองจ่ายไปก่อน จากนั้นระบายข้าวแล้วให้นำเงินมาคืน ธ.ก.ส. ทุกปีก็ทำเช่นนี้อยู่แล้ว
ธ.ก.ส.เร่งจัดเรทติ้งก่อนออกบอนด์
ส่วนประเด็นปัญหาที่การกู้เงินอาจขัดข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 181 เขาเห็นว่า จะมีปัญหาเฉพาะโครงการใหม่ที่ผูกพันในอนาคต แต่โครงการจำนำข้าวรอบนี้เป็นโครงการเก่าที่ครม.อนุมัติไว้ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.2556 ดังนั้น จึงไม่น่าที่มีปัญหาในการจัดหาเงินสำหรับการรับจำนำข้าวของกระทรวงการคลัง แต่ที่ผ่านมา การจัดหาเงินกู้ของกระทรวงการคลังก็ได้เกิดปัญหาขึ้นจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ จนกระทรวงการคลัง ไม่สามารถจัดหาเงินมาดำเนินโครงการต่อไปได้ ภาระปัญหาต่างๆ จึงตกไปที่ชาวนาอย่างที่ไม่ควรจะเป็น
"ปัญหาที่เรากู้เงินไม่ได้ ทำให้กระทรวงการคลัง จึงต้องใช้จัดหาเงินกู้ด้วยวิธีการอื่นๆ แต่ก็ตื้อไปหมด เพราะว่า สถาบันการเงินมีความกังวล หากมาร่วมมือกับรัฐบาล จะเกิดปัญหากับองค์กรอื่นๆที่ไม่เห็นด้วย เช่น ออมสิน และกรุงไทย ซึ่งเป็นแบงก์รัฐด้วยกันก็ไม่สามารถเข้ามาช่วยเหลือได้ เพราะถูกดำเนินการขัดขวางต่างๆ"
ส่วนแนวทางให้ธ.ก.ส.ออกพันธบัตรเองโดยที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน เขากล่าวว่า ตามมติคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อเดือนที่ผ่านมา ได้มีมติให้ธ.ก.ส. จัดทำเรตติ้งดำเนินการจัดหาบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือมาพิจารณา ตอนนี้กระบวนการเริ่มแล้ว และเมื่อเรตติ้งออกมาแล้ว จะต้องเสนอคณะกรรมการธ.ก.ส.และกระทรวงการคลังพิจารณาต่อไปว่าเห็นด้วยหรือไม่
"โดยส่วนตัวในฐานะประธานคณะกรรมการ ธ.ก.ส.เห็นว่า การดำเนินการในรูปแบบดังกล่าว จำเป็นต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 4 เดือน ทำให้มีความล่าช้า แต่การเปิดทางให้กระทรวงการคลังกู้เงิน จะทำให้ปัญหาทุกอย่างจบลง ฉะนั้น อยากขอให้ทุกฝ่ายเว้นเรื่องนี้ไว้ซักเรื่องได้หรือไม่"





