ป.ป.ช. มีมติให้เพิ่มพยายามคดีจำนำข้าวได้อีก 1 ราย ส่วน'เฉลิม-วราเทพ-พิชัย'ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ป.ป.ช. มีมติให้เพิ่มพยายามคดีจำนำข้าวได้อีก 1 ราย ส่วน'เฉลิม-วราเทพ-พิชัย'ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้านทนายเตรียมขอเพิ่มอีก 2 ปาก ขณะหมอวรงค์ โต้'ยรรยง'สอบตกแจงปมทุจริตข้าว แนะคนไทยเกาะติด 4 ประเด็น ไม่หลงเกมฝ่ายการเมืองบิดเบือนข้อเท็จจริง
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แจ้งมติคณะกรรมการป.ป.ช.กรณีการไต่สวนข้อเท็จจริง คำร้องขอถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและกรณีกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวซึ่งผู้ถูกกล่าวหาได้มีหนังสือลงวันที่ 8 เม.ย. 2557 ถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะองค์คณะในการไต่สวนข้อเท็จจริง ขออ้างพยานบุคคลเข้าสืบเพื่อชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย 1.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน 2.พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร.และหรือ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง และ 3.นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.เกษตรและสหกรณ์ 4.นายพิชัย ชุณหวชิร นั้น
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าพยานบุคคลทั้ง 4 รายดังกล่าว มีเพียงอยู่ 1 ราย ที่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่อยู่ระหว่างไต่สวน คือ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง จึงมีมติให้เชิญมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในวันที่ 17 เม.ย. 2557 เวลา 13.30 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนนนทบุรี อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี
ล่าสุด วานนี้ (10 เม.ย.) นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าชี้แจงเป็นพยานคนที่ 2 หลังจากนายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ ได้เข้าชี้แจงเมื่อวันที่ 9 เม.ย. ซึ่งเหลือนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง จะเข้าชี้แจงในวันที่ 18 เม.ย.
ทนายเตรียมขอสอบพยานเพิ่ม 2 ปาก
ด้าน นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้รับผิดชอบคดีรับจำนำข้าว กล่าวว่า ในวันที่ 11 เม.ย. จะไปยื่นคำร้องต่อป.ป.ช. ขอให้ไต่สวนพยานคดีรับจำนำข้าวเพิ่มอีก 2 ปาก
พยานที่ขอเพิ่ม คือ 1.นายอำพน กิตติอำพน สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อมาให้การยืนยันว่า นายกฯไม่ได้ละเลยเกี่ยวกับการปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต เพราะที่ผ่านมามีมติครม.จำนวนมากเกี่ยวกับโครงการจำนำข้าวที่ ครม.สั่งการให้ติดตาม แก้ปัญหาในโครงการรับจำนำข้าว 2.นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อมาให้ข้อมูลหักล้างข้อมูลของนางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ที่ระบุว่า โครงการจำนำข้าวขาดทุน 2 แสนล้านบาท
หมอวรงค์แนะจับตา 4 ประเด็น
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเปิดโปงปัญหาทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเมื่อวานนี้ (10 เม.ย.) ว่า คดีทุจริตจำนำข้าวที่เริ่มมีพยานไปชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อช่วย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งถูกแจ้งข้อกล่าวหาละเลยเพิกเฉยจนทำให้เกิดการทุจริตในโครงการนั้น ต้องขอให้ประชาชนจับประเด็นให้ได้เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน โดยควรตามประเด็นต่อไปนี้
1.ความเสียหายในภาพใหญ่ที่นางสาวยิ่งลักษณ์ต้องรับรู้ และเมื่อรับรู้มีการแก้ไขอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย โดยความเสียหายมี 4 ประเด็นคือ ทำลายกลไกตลาด, ทำลายระบบการส่งออกข้าวไทย, ใช้งบประมาณมหาศาลและเสียหายมหาศาล, ทุจริตมโหฬาร ทั้งหมดนี้คือ 4 ประเด็นที่ต้องติดตามเพื่อไม่ให้มีการเบี่ยงเบนประเด็น นำเรื่องปลีกย่อยมากลบเกลื่อนความผิด
2.ต้องติดตามการระบายข้าวจีทูจี (รัฐต่อรัฐ) ที่มีการทุจริตว่า สามารถชี้แจงได้หรือไม่ว่านางสาวยิ่งลักษณ์ เมื่อรับรู้แล้วดำเนินการเพื่อลดความเสียหายอย่างไร
"การไปให้ถ้อยคำต่อ ป.ป.ช. ของ นายยรรยง พวงราช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไม่สามารถตอบคำถาม 4 ประเด็น ที่ผมระบุได้เลย ถือว่าชี้แจงไม่ผ่าน ผมถือว่าสอบตก ไม่สามารถช่วยนางสาวยิ่งลักษณ์ได้ เสียฟอร์มคนที่เคยเป็นถึงอดีตข้าราชการระดับสูง" นพ.วรงค์ กล่าว
โต้"ยรรยง"เรียงประเด็น-อัดบิดเบือน
อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงประเด็นที่นายยรรยงชี้แจงต่อ ป.ป.ช.จำนวน 7 ประเด็น ว่า เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดย 1.ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าโครงการนี้เป็นประชานิยม ขาดทุนได้ แต่ไม่ทำลายกลไกตลาด 2.อ้างว่าทำนโยบายอย่างถูกต้องชอบธรรม อาศัยกลไกตลาด ทั้งที่มีการบิดเบือนกลไกตลาดด้วยการจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าปกติถึงเกือบ 50%
3.อ้างว่ายกเลิกโครงการไม่ได้เพราะเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ทั้งที่รัฐบาลเองเคยยกเลิกเรื่องการยุบกองทุนน้ำมันที่มีการแถลงนโยบายต่อสภามาแล้ว แต่กลับไม่ยอมยกเลิกจำนำข้าวเพราะทุจริตได้ง่าย 4.อ้างว่ามีการปรับปรุงโครงการจำนำข้าวมาจนถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรื่องนี้ก็ไม่เป็นความจริง เพราะนายอภิสิทธิ์ประกาศยกเลิกจำนำข้าว แต่ใช้นโยบายประกันรายได้แทน อีกทั้งรัฐบาลชุดนี้ทำการค้าข้าวผูกขาด ไม่ใช่การจำนำ
5.อ้างว่ามีมาตรการปราบปรามการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ก็ต้องถามว่าทำไมเกิดความเสียหายและมีการทุจริตอย่างมาก จึงเป็นเพียงแค่การแก้ตัวลอยๆ เท่านั้น 6.มีการระบุถึงมาตรการตรวจสอบเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่สามารถชี้แจงเรื่องการระบายข้าวจีทูจีได้ จึงเป็นข้ออ้างในการจับกุมปลาซิวปลาสร้อย 7.นางสาวยิ่งลักษณ์ไม่ได้ละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งไม่เป็นความจริง
ชง"สมชัยเป็นพยานหวังหักล้าง"สุภา"
นพ.วรงค์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ เสนอรายชื่อพยานเพิ่มเติม คือ นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ว่า เชื่อว่าทำเพื่อหวังไปหักล้างข้อมูลของ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง อดีตประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ที่ระบุว่ามีภาระขาดทุน 2 แสนล้านบาท และมีข้าวหายถึง 2 ล้านตัน
"แต่โชคดีฟ้ามีตาที่นางสาวสุภาได้รับการสรรหาให้เป็น ป.ป.ช. เพราะเป็นผู้รับทราบปัญหาในโครงการนี้เป็นอย่างดี และมีข้อมูลที่ชัดเจน เนื่องจากเป็นอดีตประธานอนุกรรมการปิดบัญชีข้าวมาก่อน แม้ว่าในขณะนี้จะมีขบวนการนำข้าว 2 ล้านตัน ที่หายไปกลับมาคืนแล้วก็ตาม" นพ.วรงค์ ระบุ
"องอาจ"ฉะยื้อเวลาชิงได้เปรียบถอดถอน
ขณะที่ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายยรรยงเข้าให้ถ้อยคำกับ ป.ป.ช.ในคดีทุจริตจำนำข้าวของนายกฯ ว่า สิ่งที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ พยายามดำเนินการ ก็คือ 1.ยื้อเวลาทุกรูปแบบเพื่อให้ ป.ป.ช.พิจารณาด้วยความล่าช้า กระทั่งตนเองได้เปรียบในกระบวนการถอดถอน เมื่อสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดใหม่เข้าทำหน้าที่
2.พยายามเบี่ยงเบนประเด็นและเนื้อหาสาระ เช่น การอ้างว่าโครงการจำนำข้าวเป็นนโยบายสำคัญ แถลงต่อรัฐสภา จึงยกเลิกไม่ได้ ทั้งที่ไม่เป็นความจริง 3.พยายามสร้างความเข้าใจผิดต่อ ป.ป.ช. กล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติ ไม่เป็นกลาง หรือสองมาตรฐาน 4.เมื่อผลการตัดสินออกมาเป็นลบ ก็จะอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก ป.ป.ช. ซึ่งเป็นยุทธวิธีเอาตัวรอดจากความผิดในโครงการรับจำนำข้าวที่ตัวเองก่อขึ้น
"นิวัฒน์ธำรง" แจงนายกฯไม่ได้ปล่อยปละ
นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวภายหลังชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า ป.ป.ช. ได้ชี้แจงว่าโครงการช่วยเหลือชาวนาในเรื่องที่เกี่ยวกับข้าวไม่ว่าจะใช้คำว่ารับจำนำข้าวหรือประกันราคาข้าวนั้นเป็นโครงการที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2536 รัฐบาลนายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ มาจนถึงปัจจุบัน และรัฐบาลนี้ได้นำมาปรับปรุงขั้นตอนให้มีประสิทธิภาพ และป้องกันการทุจริตให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น การทุจริตจึงไม่น่าจะมีหรือควรจะมีน้อยกว่ารัฐบาลอื่น
นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า นายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้ตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมา 12 ชุด ซึ่งมากกว่ารัฐบาลอื่นๆ ที่มีเพียง 7 - 8 ชุด เป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นการทำงานมีประสิทธิภาพและป้องกันปัญหาเรื่องการทุจริต ตนได้ชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ด้วยว่ารัฐบาลได้กวดขันป้องกันและปราบปรามการทุจริตในโครงการอย่างเต็มที่ โดย กขช.ได้มอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน รับผิดชอบตรวจสอบการทุจริตโครงการจำนำข้าวมาตั้งแต่ต้นปี 2555 โดยได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นายกฯ ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการโดยใช้ตำแหน่งประธาน กขช.ในการป้องกันการทุจริต จึงได้ชี้แจงด้วยเหตุผลต่างๆ เพื่อแก้ข้อกล่าวหาที่ระบุว่า นายกฯ ละเลยปล่อยปละ
ส่วนกรณีที่กล่าวหาว่าโครงการนี้ขาดทุนและสร้างความเสียหายให้กับราชการนั้น ตนได้ชี้แจงไปว่าโครงการช่วยเหลือเกษตรกรทุกรัฐบาลก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น ซึ่งไม่ใช่โครงการเพื่อธุรกิจแต่เพื่อช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรเป็นโครงการทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ จะเกิดผลประโยชน์ต่อเนื่องเมื่อเกิดการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนตามหลักเศรษฐศาสตร์ จึงต้องใช้เงินช่วยเหลืออย่างนี้
"ไม่ใช่การขาดทุนโครงการช่วยเหลือประชาชนจะคิดกำไรขาดทุนไม่ได้ เพราะไม่ใช่การทำธุรกิจ และโครงการดังกล่าวไม่ได้มาทำเฉพาะในรัฐบาลนี้แต่ทำกันมาหลายรัฐบาลกว่า 20 ปีมาแล้ว"
ยันไม่ขาดทุนมากตามที่ถูกกล่าวหา
นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวอีกว่า ในการปิดบัญชีทั้ง 3 ครั้ง คณะกรรมการปิดบัญชีได้มีข้อโต้แย้งในการประชุม กขช. 2 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก คือ มีสินค้าคงเหลือแต่ทางคณะกรรมการปิดบัญชีไม่ได้นำไปลงบัญชีสต็อกดังกล่าว โดยความไม่เชื่อมั่นหรือความล่าช้าของเอกสารก็แล้วแต่ ตรงนี้ถือเป็นประเด็นเพราะมูลค่าสต็อกที่ไม่ได้ลงบัญชีในงวดที่ 2 ของเดือนม.ค. 2556 มีถึง 2.9 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 5-7 หมื่นล้านบาท ถือเป็นมูลค่าที่สูงมาก หากนำส่วนนี้เข้าไปคิดด้วยการขาดทุนก็จะลดลง ประเด็นที่สองคือมูลค่าสต็อก ซึ่งคณะกรรมการปิดบัญชีจะใช้วิธีต่ำสุดเพื่อดูแลเรื่องนี้สาธารณะกับ ธ.ก.ส. และต้องหางบประมาณมาสนับสนุน
ดังนั้น ทำให้วิธีคิดมีความต่างในการคิดมูลค่าสต็อกระหว่างคณะกรรมการปิดบัญชีกับ กขช. ที่จะต่างกันถึง 8 หมื่น ถึง 1 แสนล้านบาท ดังนั้นหากนำตัวเลขนี้เข้าไปรวมการขาดทุนก็จะไม่ใช่ตัวเลข 2.2 แสนล้านบาท อย่างที่กล่าวหา ซึ่งได้เสนอเอกสารหลักฐานให้ ป.ป.ช.ดูด้วย เรื่องที่ยังไม่มีข้อยุติใน กขช.จึงไม่ควรนำมาเป็นเรื่องถูกกล่าวหา และโครงการไม่ได้ขาดทุนมากอย่างที่ถูกกล่าวหา และยังเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมโดยเฉพาะชาวนาและเกษตรกรทั้งประเทศ
ยันไม่สร้างความเสียหาย
นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ได้สร้างความเสียหายทางด้านการเงินให้กับประเทศชาติ และยังเป็นการสร้างโอกาสให้ชาวนา แก้ปัญหากลไกตลาดเรื่องพ่อค้าคนกลาง รวมทั้งไม่มีปัญหาเรื่องกลไกการตลาด เพราะว่าชาวนาแค่ 44% เท่านั้นที่เข้าโครงการรับจำนำข้าว แต่ที่ไม่ได้เข้าโครงการ คือ 56%
ทั้งนี้ นายกฯ ในฐานะ ประธาน กขช. ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่และสุดความสามารถในการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตของโครงการและไม่ได้ทำให้โครงการดังกล่าวขาดทุนมากอย่างที่ถูกกล่าวหาและเป็นประโยชน์กับประเทศชาติเสียอีก ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ โดยเฉพาะเรื่องการเงินไม่ได้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ
"เราทำหน้าที่ดีที่สุดแล้วต่อไปก็ขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช. จะพิจารณาตัดสินอย่างไร และยังมีบางคำถามที่จะส่งเอกสารมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาอีกครั้งภายในวันที่ 25 เม.ย. และหากกรรมการ ป.ป.ช. จะมาให้ถ้อยคำเพิ่มเติมอีกก็ยินดี"





