วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เอกชัย'โต้'สว.ไพบูลย์'สรรหานายกฯทำรัฐประหาร

"เอกชัย"ย้ำวิธีการยื่นคำร้องของส.ว.ไพบูลย์ฯ ไม่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญฯกรณีโยกย้าย"ถวิล" โต้กระบวนการวุฒิสรรหาตั้งนายกฯแทนสภาผู้แทนฯเป็นไม่ได้

ตามที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา เข้าชื่อสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา เสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภา เพื่อประธานวุฒิสภายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๙๑ นั้น เนื่องจากนายไพบูลย์อ้างว่า การโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการ สมช. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๑๘๒ (๗) ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๒), (๓) และมาตรา ๒๖๘ เป็นเหตุให้ต้องพ้นสภาพนายกรัฐมนตรีรักษาการตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๑๘๒ (๗) ประกอบมาตรา ๒๖๘ และนายไพบูลย์ ระบุว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีรักษาการพ้นจากตำแหน่งตามคำร้อง "ก็จะเข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๐ วรรคสุดท้ายว่า ให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๗๒ และ ๑๗๓ โดยอนุโลม…ดังนั้นที่ประชุมวุฒิสภาจึงสามารถทำหน้าที่เสนอชื่อนายกฯ และให้ ส.ว.ลงมติเห็นชอบ ก่อนที่จะให้นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย นำรายชื่อนายกฯ ขึ้นทูลเกล้าฯและรับสนองพระบรมราชโองการต่อไป" ผมมีข้อสังเกตโต้แย้งนายไพบูลย์ นิติตะวัน ๔ ประเด็นดังนี้

ประเด็นที่ ๑ การโยกย้ายข้าราชการประจำเป็นเหตุแห่งการถอดถอนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ?

นายไพบูลย์ อ้างว่า การที่นายถวิล ถูกโยกย้ายตำแหน่งตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ลงวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ อันเป็นประกาศให้นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ไป และคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.๓๓/๒๕๕๗ พิพากษาว่าประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายไพบูลย์ จึงอ้างเป็นเหตุถอดถอนนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๖๗ ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๒), (๓) ซึ่งเป็นเรื่องการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์

ประเด็นนี้อธิบายได้ว่า การโยกย้ายข้าราชการตามดุลพินิจพิจารณาความเหมาะสมของผู้บังคับบัญชาเพื่อใช้งานบุคลากรตามความเหมาะสมกับงานราชการแผ่นดิน เรื่องนี้เป็นลักษณะสำคัญที่สะท้อนการบริหารราชการแผ่นดินในระบบสายงานแบบบังคับบัญชา หาใช่การก้าวก่ายหรือแทรกแซงข้าราชการประจำไม่ หากแต่เป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยแท้ ส่วนการโยกย้ายข้าราชการนั้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก็เป็นคนละเรื่องกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ การที่ศาลปกครองพิพากษาว่าคำสั่งทางปกครองหรือกฎใดไม่ชอบด้วยกฎหมาย หาได้หมายความว่าเป็นการกระทำเอื้อประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้บังคับบัญชาไม่ เพราะการโยกย้ายข้าราชการก็เพื่อประโยชน์ในการใช้งานข้าราชการตามความเหมาะสมกับสภาพงานได้อย่างคล่องตัว หาใช่ประโยชน์ในทาง "ทุจริต" ไม่ แม้บางกรณีคำสั่งหรือกฎนั้นอาจ "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ก็ตาม คดีแบบนี้เป็นคดีในศาลปกครองจำนวนเป็นหมื่นคดีในแต่ละปี หากจะถือเกณฑ์ว่า การโยกย้ายข้าราชการที่ศาลปกครองพิพากษาว่ามิชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนประกาศหรือคำสั่งโยกย้ายเป็นการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์แล้ว ต่อไปนี้ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลใด ๆ จะไม่กล้าโยกย้ายข้าราชการประจำ เพราะจะเป็นเหตุแห่งการถูกถอดถอนเสมอ จะกลายเป็นว่างานที่เป็นอำนาจทางบริหารโดยแท้ต้องดำเนินไปอย่างแข็งกระด้าง เมื่อผู้บังคับบัญชาไม่มีอำนาจบริหารบุคลากรก็จะเป็นเหตุให้ข้าราชการประจำไม่เชื่อฟังคำสั่งตามสายการบังคับบัญชา เพราะผู้บังคับบัญชาไม่อาจให้คุณให้โทษแก่ตนได้ เพราะเกรงถูกถอดถอนตลอดเวลา เช่นนี้จะก่อผลเสียต่อสายการบังคับบัญชาทั้งระบบ และเป็นสภาพที่ไม่พึงปรารถนาอย่างยิ่งในการบริหารราชการแผ่นดิน

ประเด็นที่ ๒ วิธีการยื่นคำร้องของนายไพบูลย์ฯ ไม่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญฯ

นายไพบูลย์ อ้างฐานอำนาจตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๙๑ ในการให้รองประธานวุฒิสภายื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนนายกรัฐมนตรี เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติมาตรา ๙๑ เป็นเรื่องการถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา เพราะมีเหตุตามมาตรา ๑๐๖ (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๑๐) หรือ (๑๑) หรือมาตรา ๑๑๙ (๓) (๔) (๕) (๗) หรือ (๘) แล้วแต่กรณี หาได้มีกรณีตามมาตรา ๑๘๒ (๗) ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๒), (๓) และมาตรา ๒๖๘ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในประเด็นที่ ๑ อย่างที่นายไพบูลย์ กล่าวอ้างเป็นเหตุแห่งการถอดถอนแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา ๙๑ ในการยื่นคำร้องถอดถอนต่อศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายในการรับคำร้องเช่นว่านั้นไว้พิจารณาวินิจฉัย การใดที่องค์กรของรัฐจงใจดำเนินการโดยปราศจากฐานอำนาจอย่างชัดแจ้งอาจเป็นความผิดอาญาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายได้

ประเด็นที่ ๓ (การถอดถอนหลังยุบสภา) ความเป็น รัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีได้สิ้นสุดลงไปแล้ว ตามรธน.มาตรา ๑๘๐(๒) ที่ บัญญัติว่า

"รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (๒) อายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร"

หมายความว่า ปัจจุบันนี้ แม้นางสาว ยิ่งลักษณ์ จะเป็นบุคคลเดิม เช่นเดียวกับ ตอนก่อนมีการยุบสภาในวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ แต่ผลในทางกฎหมายในทางอำนาจและหน้าที่มีอย่างจำกัดชัดแจ้งในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๑ ที่ให้อำนาจกกต.เข้ามาควบคุม คณะรัฐมนตรีเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปแต่ไม่ดำเนินนโยบายใดๆใหม่ หรือมีผลผูกพัน ครม.ชุดใหม่ไม่ได้ ดังนั้น เมื่อ นายกรัฐมนตรี ได้พ้น หรือลาออกไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีอำนาจใดๆทั้งสิ้น ที่จะพิจารณา อีกครั้งว่า นายกรัฐมนตรีได้สิ้นสถานภาพไปหรือยัง ในรธน. ระบุชัดเจนว่า การให้ศาล รัฐธรรมนูญเข้ามาตรวจสอบก็เพื่อควบคุมตรวจสอบ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมิให้ลุแก่อำนาจ ดังนั้นเมื่อผู้นั้นไม่ได้ดำรงตำแหน่งแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญต้องจำหน่ายคดีเท่านั้น

ทั้งนี้ขอให้เปรียบเทียบ กรณี(๑) คำร้องของนาย อภิสิทธิ์ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้จำหน่ายคำร้อง(ไม่พิจารณาต่อไป) เนื่องจาก ศาลอ้างว่า มีการยุบสภาในวันที่ ๙ ธันวาคม พศ ๒๕๕๖ ไปแล้ว ทำให้ความเป็นสมาชิกสภาพ สส. ของนาย อภิสิทธิ์ สิ้นสุดลง ในประเด็นที่ผู้ร้องว่าขาดคุณสมบัติ เพราะกระทรวงกลาโหมมีคำสั่งปลดนาย อภิสิทธิ์ออกจากราชการ หรือ (๒) คำวินิจฉัยที่ ๒๒/๒๕๕๔ ที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และพวก รวม ๑๘ คน ร้องศาล รัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ตาม มาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) หรือไม่ (เหมือนกับ กรณี นส ยิ่งลักษณ์) แต่เมื่อ คุณหญิงกัลยา พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีในระหว่าง พิจารณาคดี ศาล รัฐธรรมนูญจึงจำหน่ายคำร้องเช่นเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อ ส.ส. อภิสิทธิ์ ไม่ได้เป็นส.ส. เพราะยุบสภา เมื่อรัฐมนตรี กัลยา โสภณพานิช พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีแล้ว เหมือนกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่พ้นจากความเป็น นายกรัฐมนตรีด้วยการยุบสภาเช่นเดียวกัน ถ้าใช้มาตรฐานการตีความกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยปราศจากอคติใดๆเทียบเคียงกับคดีอภิสิทธิ์ และคุณหญิงกัลยา ศาล รัฐธรรมนูญ ต้องจำหน่ายคำร้อง กรณีนี้ด้วยเช่นกัน ศาลจะตีความขยายไปถึง การพิจารณา คุณสมบัติ "ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี"ไม่ได้ เพราะ นอกจากกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ชัดแจ้งแล้ว รัฐธรรมนูญบังคับให้นายกรัฐมนตรี "ต้อง"ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี ฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไป ตาม มาตรา ๑๘๑ เพื่อให้ประเทศไทย ยังมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ต่อไป

ประเด็นที่ ๔ แนวคิด ของ ส.ว. ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่เสนอจะตั้งนายกฯ เถื่อนโดยอ้างมาตรา ๑๘๐ ประกอบมาตรา ๑๗๒และมาตรา๑๗๓ โดยอนุโลม ได้หรือไม่

กรณีที่นายไพบูลย์ อ้างว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีรักษาการพ้นจากตำแหน่ง วุฒิสภาจะต้องดำเนินการสรรหานายกรัฐมนตรีขึ้นแทนโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๘๐ ที่บัญญัติให้นำมาตรา ๑๗๒ มาตรา ๑๗๓ มาบังคับใช้โดยอนุโลม เพื่อให้วุฒิสภารับผิดชอบในการตั้งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากปัจจุบัน การเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังมีปัญหา ไม่สามารถจัดได้เสร็จสิ้น นายไพบูลย์ ยังอ้างว่า ส.ว.ต้องทำหน้าที่นี้ เพราะประเทศชาติจะขาดผู้นำไม่ได้

ผมขอทำความเข้าใจดังนี้ กรณีตามมาตรา ๑๘๐ วรรคท้าย เป็นกรณีรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงและยังไม่มีการยุบสภา กรณีจึงนำบทบัญญัติมาตรา ๑๗๒ ว่าด้วยอำนาจของ "สภาผู้แทนราษฎร" ในการดำเนินให้ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี และมาตรา ๑๗๑ ยังยืนยันด้วยว่า"นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๑๗๒" ฉะนั้น กระบวนการที่วุฒิสภาจะสรรหานายกรัฐมนตรีขึ้นเองแทนสภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นไปไม่ได้เลยตราบเท่าที่ยังมีรัฐธรรมนูญนี้ นายไพบูลย์ มักอ้างเสมอว่า เป็นการตีความโดยอนุโลม ด้วยความเคารพ การตีความโดยอนุโลม ที่กฎหมายบัญญัตินั้น เป็นการ "อนุโลมภายในกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้"เท่านั้น การอนุโลมให้นำบทบัญญัติที่ใกล้เคียงกันมาบังคับใช้หาได้เป็นการ "อนุโลมครอบจักรวาล" ไม่ หรือแม้แต่นายไพบูลย์อ้างสุญญากาศเพราะขาดนายกรัฐมนตรี (ซึ่งเรียนไปแล้วว่า หากบังคับใช้รัฐธรรมนูญด้วยความสุจริต จะไม่มีทางเกิดสุญญากาศเช่นว่านั้นได้) นายไพบูลย์ จึงพยายามหาบทบัญญัติมาตราอื่นมาบังคับใช้แทนวิธีการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี โดยพยายามอ้างว่าเป็นการตีความกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ทั้งๆ ที่การตีความของนายไพบูลย์ ไม่ใช่การอุดช่องว่างแห่งกฎหมาย หากแต่เป็น"การยกเลิกรัฐธรรมนูญ"โดยตรง! การตีความกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง (argumentum a simile) ต้องเป็นกรณีที่กฎหมายไม่บัญญัติบังคับแก่กรณีนั้นไว้ แต่กรณีนี้ปรากฏว่า การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฯ ก็ได้บัญญัติวิธีการได้มาโดยชัดแจ้ง และขณะนี้อยู่ระหว่างการยุบสภาเพื่อรอให้มีการเลือกตั้งใหม่และเปิดสภาผู้แทนราษฎร ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการของการเลือกตั้ง และนายกรัฐมนตรีรักษาการซึ่งพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว และตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๑๘๑ วรรคหนึ่ง บังคับให้ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งจะเข้ารับหน้าที่ ไม่สามารถพ้นจากตำแหน่งโดยการถอดถอนได้อีก และกรณีก็ปรากฏชัดแจ้งว่า กรณีถอดถอนตามมาตรา ๙๑ เป็นกรณีถอดถอนก่อนยุบสภา และขณะนี้นายกรัฐมนตรียุบสภาไปแล้วจึงนำมาตรานี้มาบังคับใช้หาได้ไม่

หากปรากฏว่า วุฒิสภาดำเนินการสรรหานายกรัฐมนตรีและรองประธานวุฒิสภานำรายชื่อทูลเกล้าฯ กระบวนการเหล่านี้คือการล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และปฏิเสธมิได้ว่านี่คือ การยกเลิกรัฐธรรมนูญและเป็นการรัฐประหารทางรัฐธรรมนูญ เป็นการปล้นอำนาจไปจากประชาน แล้วเข้าสู่ระบอบเผด็จการอย่างเต็มรูปแบบ