เพื่อไทย ออกแถลงการณ์ เรียกร้องประชาชน-จนท.รัฐ-องค์กรอิสระ ดำเนินคดี-อย่าร่วมมือ"สุเทพ" หลังประกาศตั้งตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์
ที่พรรคเพื่อไทย แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค นายโภคิน พลกุล คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค และนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช. ร่วมกันอ่านแถลงการณ์พรรคเพื่อไทย โดยนายโภคิน เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์พรรคเพื่อไทยว่า ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา จนกระทั่งได้แถลงเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2557 ที่ผ่านมาว่า จะยึดอำนาจประเทศไทยเพื่อเอาอำนาจอธิปไตยมาเป็นของประชาชน และประกาศตั้งตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ จะออกคำสั่งเพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายทำนองเดียวกับคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิวัติเพื่อดำเนินการกับฝ่ายตรงข้าม และจะเสนอทูลเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยตนเองจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีนั้น พรรคเพื่อไทยขอเรียนว่า คำว่ารัฏฐาธิปัตย์นั้น ในความหมายที่เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไป และในทางกฎหมายก็คือ ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญและประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยแล้ว หมายถึงปวงชนชาวไทยและพระมหากษัตริย์ ดังที่รัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคแรกบัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล
นายโภคิน กล่าวอีกว่า การประกาศของนายสุเทพถือว่ากระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังนี้ 1.เป็นการทรยศต่ออำนาจของปวงชนชาวไทยและพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 เพราะนายสุเทพไม่ใช่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือศาล แต่เป็นกบฏ ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 และ 116
2.เป็นการทรยศต่อระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2 ที่บัญญัติว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การกระทำและการประกาศของนายสุเทพจึงเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญมาตรา 2 และมาตร 6 ที่บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ 3.เป็นการล่วงละเมิดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 8 บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และเพราะเหตุนี้ รัฐธรรมนูญมาตรา 195 จึงบัญญัติว่า บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ ดังนั้น ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจึงได้แก่รัฐมนตรีหรือบุคคลอื่นที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เท่านั้น การกำหนดตัวเองของนายสุเทพเป็นรัฏฐาธิปัตย์จึงเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญและล่วงละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์อย่างชัดแจ้ง ซึ่งเป็นความผิดทางกฎหมายอีกกระทงหนึ่ง และ 4.ปวงชนชาวไทยมีสิทธิและหน้าที่ที่จะต่อต้านและพิทักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตยและอำนาจของปวงชนชาวไทยและพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 69 ที่บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และมาตรา 70 ที่บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ
นายโภคิน กล่าวว่า สรุปคือประชาชนที่รักประชาธิปไตยทั้งหลายมีหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และการปกครองระบอบประชาธิปไตย และมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีต่อการกระทำใดๆ ของนายสุเทพ พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการในทุกวิถีทางตามกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเพื่อพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอเรียกร้องให้ประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคน หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 69 มาตรา 70 และมาตราอื่นๆ ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อต่อต้านและดำเนินคดีต่อนายสุเทพและพวกอย่างเข้มแข็ง จริงจัง อย่าร่วมมือและกลายเป็นเครื่องมือของนายสุเทพและพวก รวมทั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตลอดจนองค์กรอิสระต่างๆ อย่าร่วมมือ ส่งเสริม หรือสมคบคิดกับนายสุเทพและพวกเป็นอันขาด เพราะจะเข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
"พรรคเพื่อไทยเห็นว่า ทางออกของประเทศเพื่อให้การใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์เป็นไปโดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญก็คือการเลือกตั้ง ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยที่ 9/2549 วันที่ 8 พฤษภาคม 2549 จึงขอเรียกร้องให้กกต. และรัฐบาลรีบตราพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่โดยด่วน" นายโภคิน กล่าว





