"นพดล"ชี้ประชาธิปัตย์ยังแผ่นเสียงตกร่อง โทษระบอบทักษิณ แต่บอยตอตเลือกตั้ง ชี้ศาลรธน.ตีความสถานะนายกฯควรฉีดน้ำ ไม่ใช่น้ำมันเข้ากองไฟ
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ยังใช้เวทีสวนลุมพินีและโอกาสทำบุญพรรคประชาธิปัตย์ใส่ร้ายโยนความผิด พ.ต.ท.ทักษิณและโทษระบอบทักษิณ ว่าเป็นปัญหาของประเทศในขณะนี้ ซึ่งตนเห็นว่าไม่เป็นธรรมกับฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ตนเข้าใจความรู้สึกของคนพรรคนี้ ที่ไม่ชนะเลือกตั้งในรอบเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา และนักการเมืองก็มีทั้งคนรักและคนชัง แต่ข้อสรุปนั้นต้องไม่มาจากเวทีสวนลุมพินีหรือลานหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ต้องสรุปจากการหย่อนบัตรเลือกตั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มั่นใจว่าตนเองดีและมีทางออกให้ประเทศ ทำไมจึงบอยคอตการเลือกตั้งและสร้างเงื่อนปมปัญหาให้บ้านเมืองขัดแย้งมาจนถึงปัจจุบันนี้พ.ต.ท.ทักษิณเข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้ง และคนจดจำถึง 30 บาทรักษาทุกโรค สนามบินสุวรรณภูมิ โอท็อป ได้ชัดเจน แต่ถ้านึกถึงพรรคประชาธิปัตย์ คงจำไม่ได้ว่าทำอะไรไว้บ้าง ตนว่าจะเป็นประโยชน์ต่อชาติมากกว่าถ้าพรรคจะเปลี่ยนแนวทางการทำงานการเมืองโดยเน้นนโยบาย และเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาประเทศ และเข้าสู่การเลือกตั้ง จะดีกว่าการย่ำเท้าตอกย้ำวาทกรรมทำร้ายฝ่ายตรงข้าม
“ชื่อของพรรคประชาธิปัตย์คือประชาชนเป็นผู้ชี้ขาด แต่การบอยคอตการเลือกตั้งคือการปฏิเสธไม่ให้ประชาชนมีสิทธิ์ชี้ขาด ตนอยากเห็นทุกพรรคการเมืองอยู่ในกติกาประชาธิปไตย ทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ และเสนอตัวให้ประชาชนได้เลือก มากกว่าการบอยคอตเลือกตั้ง แล้วป่าวประกาศว่าตนเป็นคนดีในเวทีข้างถนนและสื่อพวกตน ซึ่งพิสูจน์ความนิยมแท้จริงอะไรไม่ได้เลย” นายนพดล กล่าว
นายนพดล กล่าวอีกว่า ตนไม่ขอฟันธง ว่าศาลรัฐธรรมนูญตั้งธงหรือไม่ในกรณีรับเรื่องพิจารณาสถานภาพนายกฯ ยิ่งลักษณ์เกี่ยวกับการโยกย้ายนายถวิล ถ้าเราอยู่ในประเทศที่มีมาตรฐานทางกฎหมาย เรื่องนี้คงไม่มีอะไรน่ากังวลมาก เพราะเป็นอำนาจของรัฐบาลที่จะแต่งตั้งข้าราชการที่เหมาะสมในการทำงาน และนายถวิลเคยอยู่ใน ศอฉ. ที่ในปี 53 สลายการชุมนุมจนเสื้อแดงตายเกือบร้อย บาดเจ็บสองพัน นอกจากนั้นนายถวิลขึ้นเวทีการชุมนุมการเมืองฝ่ายตรงข้ามด่ารัฐบาลประจำ ที่สำคัญนางสาวยิ่งลักษณ์พ้นจากการเป็นนายกฯในวันยุบสภา จึงไม่อาจพ้นซ้ำสองได้
อย่างไรก็ตามหากดูมาตรฐานการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีต เช่น (1) การเติมคำว่า อาจ ในรัฐธรรมนูญมาตรา 190 กรณีคดีแถลงการณ์ร่วมฯ หรือ (2) เปิดพจนานุกรมหาความหมายคำว่าลูกจ้าง จนนายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ หรือ (3) ตีความคำว่า และ เป็นคำว่า หรือ ในมาตรา 68 แล้วสถาปนาอำนาจของตนเองว่าเป็นผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรือ (4) กรณีรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ฝ่าฝืนมาตรา 245(1) และตัดสินการเลือกตั้ง 2 กุมภาฯ เป็นโมฆะเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้นักกฎหมายไม่อาจทำนายผลการวินิจฉัยของศาลในเรื่องนี้ได้ ตลอดเวลา 7-8 ปีที่ผ่านมา เราหาบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ถูกต้องในคดีเกี่ยวกับการตีความรัฐธรรมนูญได้ยากมาก และหลักการที่ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องไม่ละเมิดนั้น ได้สาบสูญไปจากประเทศไทยนานแล้ว ทั้งๆ ที่หลักการนี้ ถูกยึดถือและงอกงามในประเทศยุโรปและประเทศประชาธิปไตยชั้นนำทั่วโลก
“ตนหวังว่ากรณีนี้ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญว่าจะตีความตัดสินสถานภาพนายกฯ อย่างเคร่งครัดและธำรงความยุติธรรมให้กับคนไทย หรือจะตัดสินอย่างอื่นใด ก็ขึ้นอยู่ที่ศาลฯ ว่าจะฉีดน้ำหรือน้ำมันเข้ากองไฟแห่งความขัดแย้งทางการเมืองที่ลุกโชนอยู่ในขณะนี้” นายนพดล กล่าว





