วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ระเบิดอากาศโผล่เมืองชลฯ จนท.ล้อมคอกตรวจจุดเสี่ยง

ระเบิดสมัยสงครามโลกโผล่อีกชลบุรี ใช้เฮลิคอปเตอร์ขนย้าย คพ.เผยร้านรับซื้อของเก่าทั่วประเทศหมื่นกว่าเแห่ง เร่งล้อมคอกตรวจร้านของเก่าที่เสี่ยง

เมื่อเย็น วานนี้ (3 เม.ย.) ตำรวจ สภ.บ่อวิน รับแจ้งว่าพบลูกระเบิดอากาศสมัยสงครามโลก 1 ลูก ความยาว 1.2 เมตร น้ำหนัก 750 ปอนด์ ในแหล่งน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมบ่อวิน อ.บ่อวิน จ.ชลบุรี โดยลูกระเบิดอยู่ในสภาพเก่าและมีเศษดินเกาะอยู่ทั่วทั้งลูก จึงรีบประสานหน่วยตรวจสอบและเก็บกู้วัตถุระเบิด กองทัพอากาศมาทำการเก็บกู้ โดยมีการนำเฮลิคอปเตอร์มาใช้ในการเคลื่อนย้ายระเบิดอากาศลูกนี้ออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

อีโอดีสแกนใต้ดินซ้ำไม่พบระเบิดเพิ่ม

ส่วนความคืบหน้าเหตุลูกระเบิดอากาศสมัยสงครามโลกระเบิดที่ร้านรับซื้อของเก่าภายในซอยลาดปลาเค้า 72 เขตบางเขน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 7 คน และบ้านเรือนประชาชนเสียหายหลายหลังนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดเมื่อวานนี้ (3 เม.ย.) มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คน เป็นเด็กอายุ 3 ขวบ รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดครั้งนี้ 8 คน ส่วนผู้บาดเจ็บมีประมาณ 16-20 คน บ้านพักเสียหายกว่า 20 หลัง

สำหรับพื้นที่เกิดเหตุนั้นก็ยังคงมีเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยเฝ้าระวังอยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ส่วนทางตำรวจนั้น พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผู้กำกับการกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุภายในซอยลาดปลาเค้า 72 แยก 14 รวมทั้งจุดที่พบลูกระเบิดอากาศอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยนำเครื่องตรวจค้นหาทุ่นระเบิดซึ่งสามารถตรวจจับวัตถุระเบิดที่ฝังอยู่ใต้พื้นดินลึกลงไปถึง 2 เมตร แต่เมื่อตรวจสอบแล้วก็ไม่พบวัตถุระเบิดแต่อย่างใดจึงประกาศให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและสามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ

นายสหพล สิงโตทอง ผู้จัดการโครงการก่อสร้างโกลเด้นทาวน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการขุดพบลูกระเบิด เชื่อว่า ระเบิดอากาศที่พบน่าจะติดมากับดินที่ผู้รับเหมาขุดมาจากย่านบางซื่อเพื่อนำมาถมบริเวณแห่งนี้เมื่อ 2 เดือนก่อนเนื่องจากระเบิดถูกฝังอยู่ลึกเพียง 1 เมตร

ตร.เผยร้านของเก่าไม่มีใบอนุญาต

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กล่าวภายหลังเดินทางเข้าตรวจสอบจุดที่เกิดระเบิดว่า ขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 8 ราย โดยรายล่าสุดเป็นเด็กหญิงอายุ 3 ขวบแต่ในการค้นหาร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมนั้นก็ยังคงดำเนินการต่อไปโดยจะประสานงานกับสำนักงานเขตบางเขน และประธานชุมชนเพื่อตรวจสอบข้อมูลของบุคคลที่สูญหายเพื่อเป็นแนวทางค้นหาต่อไป

รอง ผบ.ตร. กล่าวด้วยว่า สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุทั้งหมดนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะให้ความช่วยเหลือทั้งในเรื่องคดีความ การเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหาย ส่วนที่ทางตำรวจจะดำเนินคดีกับร้านรับซื้อของเก่านั้น อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เบื้องต้นทราบว่าร้านนี้เปิดกิจการมา 3 ปี และอยู่ระหว่างขอใบอนุญาต แต่ทางสำนักงานเขตบางเขนยังไม่ได้ออกใบอนุญาตให้

"การขุดพบระเบิดอากาศในลักษณะนี้มีมาแล้ว 2-3 ครั้ง คาดว่ายังมีหลงเหลืออยู่อีกจึงฝากประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน หากมีการก่อสร้างหรือเปิดหน้าดินแล้วพบเห็นวัตถุลักษณะที่ไม่ทราบชนิดให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบทันที" พล.ต.อ.เอก กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพื้นที่เกิดเหตุได้มี น.ส.มาริสา อุตส่าห์ อายุ 41 ปี ผู้บาดเจ็บและเป็นผู้เช่าบ้านที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ได้ประกาศตามหาสามีชาวกัมพูชา ชื่อ นายโป๊ค ที่ทำงานอยู่ที่ร้านรับซื้อของเก่าที่เกิดระเบิด โดยก่อนเกิดเหตุมีผู้เห็นสามีอยู่ในที่เกิดเหตุพร้อมกับพี่ชาย ซึ่งน.ส.มาริสาเชื่อว่าสามีเสียชีวิตแล้วแต่ยังไม่พบศพ

มอบเงินช่วยเหลือ เหยื่อระเบิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน สำนักงานเขตบางเขนได้ตั้งเต็นท์อำนวยการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมมอบถุงยังชีพ และจัดส่งแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพและสภาพจิตใจ

นอกจากนี้ยังเปิดโต๊ะรับเรื่องราวร้องทุกข์ และออกหนังสือบันทึกรับรองว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายเพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปขอรับความช่วยเหลือ ส่วนตำรวจ สน.บางเขน ได้เตรียมพนักงานสอบสวนจำนวน 10 นายรับแจ้งความโดยมีประชาชนเดินทางมาแจ้งข้อมูล บ้านเรือน และทรัพย์สินที่เสียหายแล้วกว่า 30 หลังคาเรือน แต่ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครได้มอบเงินช่วยเหลือให้กับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ โดยบ้านของครอบครัวใดที่ได้รับความเสียหายทั้งหลังจะได้รับเงินช่วยเหลือ 30,000 บาท บ้านของครอบครัวใดได้รับความเสียหายบางส่วนจะได้รับเงิน 10,000 บาท ส่วนครอบครัวที่มีผู้เสียชีวิตจะมอบเงินเพื่อช่วยเหลือเป็นค่าประกอบพิธีทางศาสนารายละ 10,000 บาท

กทม.ล้อมคอกเร่งตรวจใบอนุญาต

นายสัญญา จันทรัตน์ เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบุว่า จากข้อมูลกลุ่มงานสุขาภิบาลโรงงานและกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ กองสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย พบว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีร้านรับซื้อของเก่าที่ได้ขึ้นทะเบียน จำนวน 894 ร้านค้า มีกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อื่นๆ อาทิ อู่ซ่อมรถยนต์ ร้านตัดผม และคลินิก เป็นต้น ซึ่งกิจการทุกประเภทจะต้องขออนุญาตในการเปิดกิจการที่สำนักงานเขต

"จากนี้ไป กทม.จะเพิ่มความเข้มงวดในการลงพื้นที่ตรวจกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพทุกประเภทว่าได้รับอนุญาตถูกต้องหรือไม่ และให้สำนักงานเขตให้ความรู้ในการป้องกันการเกิดเหตุต่างๆ โดยใช้เหตุระเบิดดังกล่าวเป็นอุทาหรณ์" นายสัญญา กล่าว

ขณะที่นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า คพ.พยายามจัดระเบียบร้านรับซื้อของเก่าสีเขียวเพื่อให้ร้านมีแนวทางปฏิบัติที่ดีในการปรับปรุงร้าน และป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากกิจการร้านรับซื้อของเก่าส่วนใหญ่มีการสะสมวัตถุ สิ่งของชำรุด ใช้แล้ว หรือของเหลือใช้ไว้ภายในร้านเพื่อรวบรวมรอการขนส่งหรือจำหน่ายต่อไป และอาจถึงขั้นจำเป็นต้องมีข้อกำหนดห้ามในรายการสินค้าที่ขายได้ และของที่ห้ามขาย

"กรณีเหตุระเบิดที่ซอยลาดปลาเค้า ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ท้องถิ่น ต้องเข้าไปตรวจสอบร้านขายของเก่า อย่างจริงจัง" นายวิเชียร กล่าว

เผยกทม.-ปริมณฑลมีร้านของเก่ามากสุด

นายวิเชียร กล่าวอีกว่า ในปี 2550 ทาง คพ.เคยสำรวจร้านรับซื้อของเก่าที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการขายทอดตลาดและค้าของเก่าตามกฎหมายของผังเมืองและใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข พบว่า มีร้านรับซื้อของเก่าทั่วประเทศที่มีใบอนุญาตถูกต้องเพียงจำนวน 10,200 ร้าน โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีร้านรับซื้อของเก่ามากที่สุด จำนวน 3,060 ร้าน

รองลงมาเป็นภาคกลางและตะวันออก จำนวน 1,632 ร้าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 1,836 ร้าน ภาคเหนือ จำนวน 1,632 ร้าน และภาคใต้มีร้านรับซื้อของเก่าน้อยที่สุด จำนวน 816 ร้าน ขณะที่จำนวนร้านรับซื้อของเก่าผิดกฎหมายรายเล็กยังมีอีกเป็นจำนวนมาก และอาจเกิดปัญหาต่อชุมชน สิ่งแวดล้อมและอันตรายจากการรับซื้อของเก่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น ระเบิด ถังสารเคมี และวัตถุอันตราย

"จากโครงการร้านรับซื้อของเก่าสีเขียวที่จัดขึ้น โดยนำร่องในกรุงเทพมหานคร ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก กำแพงเพชร สุพรรณบุรี นนทบุรี นครนายก สมุทรสงคราม บึงกาฬ ขอนแก่น ศรีสะเกษ ยโสธร สระแก้ว สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต สงขลา พบว่าร้านรับซื้อของเก่าที่ผ่านเกณฑ์มีเพียง 20% ส่วนใหญ่มีปัญหาการจัดการสิ่งแวดล้อมแทบทุกด้าน ทั้งเสียงดัง น้ำเสียมีกลิ่นรบกวนชุมชนรอบข้าง" นายวิเชียร ระบุ