สแกนเหตุไปป์บอมบ์มีนบุรีอย่ามองข้ามกลุ่ม"มือที่สาม" ขยายผลตรวจค้นภายในบ้านพบของกลางที่สามารถนำมาเป็นส่วนประกอบ"ระเบิดแสวงเครื่อง"ได้
นับตั้งแต่ตำรวจบุกตรวจค้นพื้นที่โดยรอบที่ชุมนุมกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) หน้าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วพบอาวุธสงครามเป็นจำนวนมา โดยเฉพาะเครื่องยิงลูกระเบิดชนิด "เอ็ม79" พร้อมกับลูกระเบิดเอ็ม79 อีกหลายลูก ต่อเนื่องมาถึงเหตุระเบิด "ไปป์บอมบ์" จำนวนมากที่บ้านเช่าย่านมีนบุรี ซึ่งจากการขยายผลตรวจค้นภายในบ้านพบของกลางที่สามารถนำมาเป็นส่วนประกอบ "ระเบิดแสวงเครื่อง" ได้
และล่าสุดกับเหตุการณ์ลอบยิงขบวนรถของกลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ซึ่งเป็นกลุ่มแนวร่วมของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จนเป็นเหตุให้มีการ์ดเสียชีวิต 1 คน นอกจากนี้ยังมีผู้ชุมนุมถูกยิงได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 4 คนนั้นก็ทำให้หลายฝ่ายหันมาจับตาดูความเคลื่อนไหวของกลุ่ม "ฮาร์ดคอร์การเมือง" อีกฝากฝั่งหนึ่งในทันที
แม้ว่าจนถึงขณะนี้หลายๆคดียังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนเพื่อขยายผลกลุ่มแก๊งที่อยู่เบื้องหลัง แต่ข้อสันนิษฐานประกอบกับการข่าวจากตำรวจและหน่วยข่าวด้านความมั่นคงก็เทน้ำหนักไปที่การสร้างสถานการณ์ความรุนแรงเพื่อหวังผลทาง "การเมือง" ของกลุ่มแนวร่วมผู้ชุมนุมบางกลุ่ม หลังมีหลักฐานเชื่อมโยงกับสถานที่ชุมนุม หรือแม้กระทั่งสีเสื้อและอุปกรณ์ที่เป็นสัญญลักษณ์บอกฝ่ายซึ่งตรวจพบในที่เกิดเหตุ
ถึงกระนั้นก็ต้องไม่ลืมว่า ตราบใดที่พยานหลักฐานยังไม่ชัดเจนก็ยังไม่ควรให้ข้อมูลที่เป็นการคาดการณ์เพราะอาจส่งผลต่อรูปคดีเนื่องจากเคยมีตัวอย่างคดีอุกฉกรรจ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมในครั้งนี้่ที่ตอนแรกเกิดเหตุเป็นอย่างหนึ่งแต่ต่อมาสืบสวนสอบสวนแล้วพบว่า "พลิก" เป็นอีกเรื่องหนึ่งมาแล้ว นั่นคือ คดีอุ้มฆ่า และพยายามอุ้มฆ่า 3 คดีที่มีแผนประทุษกรรมคล้ายกันโดยพบอุปกรณ์หรือสัญญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ที่ตัวเหยื่อ ได้แก่
1.คดีชายนิรนามถูกยิงเสียชีวิตและทิ้งศพไว้บริเวณ ถนนกำแพงเพชร 6 2.คดีศพชายนิรนามถูกทำร้ายยัดศพใส่กระสอบป่านโยนทิ้งในแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้โรงเเรมริเวอร์ไซด์ และ3.คดีทำร้ายร่างกายนายยืม นิลหล้า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งถูกการ์ด กปปส.ทำร้ายร่างกายและนำศพไปโยนทิ้งที่แม่น้ำบางปะกงแต่รอดชีวิตมาได้ซึ่งในคดีหลังนั้นศาลจังหวัดฉะเชิงเทราได้อนุมัติหมายจับ นายอิสสระ สมชัย แกนนำ กปปส.กับพวกอีกหลายคน ในข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และข้อหาอื่นๆ อีกหลายข้อหา
จากพฤติการณ์ก่อเหตุจะเห็นว่ามีการเตรียมการเพื่อให้เกิดการเข้าใจผิดซึ่งจะส่งผลทำให้คดีถูกเบี่ยงเบนผิดไปจากความเป็นจริง และสุดท้ายก็อาจต้องมี "แพะ" มาเซ่นสังเวยเเหมือนกับหลายๆ คดีที่เกิดขึ้นในอดีต
เช่นเดียวกับคดีระเบิด "ไปป์บอมบ์" ที่มีนบุรีซึ่งหลายฝ่ายพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเครือข่ายผู้ชุมนุมสาย "ฮาร์ดคอร์" ของฝ่ายหนึ่งซึ่งกำลังเคลื่อนไหวเตรียมก่อเหตุรุนแรงอยู่ในขณะนี้นั้น หากมองอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นการด่วนสรุปจนเกินไปเพราะยังมีหลักฐานสำคัญ 3 ส่วนที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ส่วนแรก คือ บุคคล จากการรวบรวมหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับนายอ่าว อิสระ บุคคลที่นำบัตรตำรวจอาสาจังหวัดราชบุรีปลอมไปเช่นบ้านพักที่เกิดเหตุ ซึ่งคาดว่าจะมีการนำหลักฐานไปขอหมายจับจากศาลได้ในเร็วๆ นี้ บุคคลนี้เป็น "คีย์แมน" เชื่อมโยงกลุ่มขบวนการอีกอย่าวน้อย 10 คน
ส่วนที่สอง คือ ยานพาหนะ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยอย่างน้อย 4 คัน โดยพบว่ามีการแจ้งหายไว้ในพื้นที่ สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี และสภ.สเม็ด จ.ระยอง เมื่อต้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ส่วนรถตู้ต้องสงสัยที่พยานแวดล้อมเห็นว่าอยู่ในที่เกิดเหตุนั้นก็ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบทะเบียนรถ
ส่วนที่สาม คือ ระเบิด ซึ่งจนถึงขณะนี้การตรวจพิสูจน์ก็ยังไม่มีการยืนยันชัดเจนว่ามีความเชื่อมโยงกับการเกิดเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯช่วงก่อนหน้านี้หรือไม่ แม้ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) จะให้สัมภาษณ์ระบุว่า วัตถุระเบิดที่พบในบ้านที่มีนบุรีและอุปกรณ์การประกอบนั้นคล้ายกับที่มีการวางระเบิดที่สถาบันพัฒนาข้าราชการตุลาการและหน้าสำนักงานอัยการ...แต่ก็ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้นว่าน่าจะมาจากแหล่งเดียวกัน
เหตุที่ตำรวจยังไม่ "ฟันธง" ในเรื่องระเบิดที่มีนบุรีนั้น แหล่งข่าวนายตำรวจที่ทำงานด้านการสืบสวน วิเคราะห์ว่า เป็นเพราะ "ระเบิดแสวงเครื่อง" นั้นสามารถทำเป็นระเบิดได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งในความหลากหลายนี้เองที่ทำให้เกิดการประกอบระเบิดเลียนแบบกันได้
นอกจากนี้ แหล่งข่าวคนเดิม ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า พฤติการณ์กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้่มีการวางแผนกันมาอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ "บัตรปลอม" เช่าบ้าน หรือการใช้ "รถจักรยานยนต์ที่ถูกโจรกรรม" มาก่อเหตุนั้นบ่งชี้ว่ากลุ่มคนร้ายชุดนี้ถูกวางเป็น "คัตเอาท์" ไม่ให้สาวไปถึง "ตัวการ" ที่อยู่เบื้องหลังในลำดับถัดๆ ไป โดยเชื่อว่าคนที่คิดวางแผนการแบบนี้น่าจะเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านการสืบสวน
"คิดว่ากลุ่มคนร้ายที่มีนบุรีน่าจะเป็นกลุ่มก่อเหตุป่วน แต่ยังยากที่จะบอกว่าเป็นกลุ่มไหน อาจเป็นมือที่สามก็ได้เพราะระเบิดแสวงเครื่องทำเลียนแบบกันได้ ส่วนแผนการก็มีการวางมาเป็นระบบดังนั้นการที่จะบอกว่าเป็นกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดนั้นมีเงื่อนไข ปัจจัยอีกหลายอย่างที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณาซึ่งคิดว่าคงไล่ตรวจสอบไม่ยากเพราะพบเบาะแสหลายอย่างแล้ว" แหล่งข่าวคนดังกล่าว ระบุ
นี่ก็เป็นการวิเคราะห์เหตุระเบิดไปป์บอมบ์ที่มีนบุรีในอีกแง่มุมหนึ่ง ส่วนหลักฐานจะชี้ไปที่ใคร กลุ่มใดเป็นงานหนักที่ตำรวจต้องเร่งคลี่คลายให้ได้โดยเร็ว เพราะอย่าลืมว่ากลุ่มก่อความรุนแรงนั้นไม่ได้มีกลุ่มนี้เพียงกลุ่มเดียวแต่ยังมีอีกอย่างน้อย 2 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่ม "เอ็ม79" ที่ยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.บริเวณถนนสวรรคโลกก่อนถึงแยกเสาวนีย์ แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต เมื่อวันชุมนุมใหญ่วันที่ 29 มี.ค.นั้นซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกับที่ก่อเหตุยิงเอ็ม79 ใส่หน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาราชดำริ ในพื้นที่ชุมนุมกลุ่ม กปปส.แยกราชประสงค์จนทำให้เด็กเสียชีวิตสองราย
ส่วนอีกกลุ่มคือพวกลอบยิงใส่ขบวนรถของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 4 คนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้ยังลอยนวลอยู่และพร้อมจะก่อเหตุได้ทุกเมื่อ!





