วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ออสซี่'ประเดิมหากล่องดำ ไม่กำหนดเวลาค้นบินมาเลย์

(เจาะปริศนาเอ็มเอช 370) 'ออสซี่'ประเดิมหากล่องดำ ไม่กำหนดเวลาค้นบินมาเลย์

ออสซี่เตรียมนำอุปกรณ์ค้นหากล่องดำออกสู่ทะเล แม้ยังไม่พบเศษซากชิ้นส่วนเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ขณะ "แอบบอตต์" ชี้ ไม่มีการกำหนดกรอบเวลาในการค้นหา ด้านสื่อจีนปรับท่าที ชี้ไม่ควรปล่อยให้ความโกรธแค้นอยู่เหนือเหตุผล

การค้นหาหลักฐานทางกายภาพที่พิสูจน์ว่าเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์สตกลงในมหาสมุทรอินเดียเมื่อกว่า 3 สัปดาห์ที่แล้ว ยังไม่ได้อะไรที่เป็นรูปธรรม วัตถุที่เครื่องบินหลายชาติสังเกตเห็น เมื่อกู้ขึ้นมาก็ปรากฏว่าเป็นเพียงขยะในทะเล เมื่อวันอาทิตย์ (30 มี.ค.) เครื่องบินก็เห็นวัตถุอีกหลายชิ้นแต่เมื่อเรือเอชเอ็มเอเอสของออสเตรเลียและเรือไฮ่ซุน 01 ของจีน กู้ขึ้นมาก็ไม่พบความเกี่ยวข้องกับเที่ยวบินเอ็มเอช 370

การค้นหาดำเนินต่อไปวานนี้ (31 มี.ค.) ในมหาสมุทรอินเดีย บริเวณที่ห่างจากเมืองเพิร์ธไปทางตะวันตก 1,850 ก.ม. โดยจุดที่ค้นหามีขนาดเท่ากับประเทศนอร์เวย์ และได้มีการระดมเครื่องบินและเรืออย่างละ 10 ลำจากออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ สหรัฐ

เรือโอเชียนฟิลด์ของออสเตรเลีย ที่ติดตั้งเครื่องค้นหากล่องดำจากสหรัฐ รวมถึงยานยนต์ใต้น้ำอีกลำหนึ่งที่สามารถลาดตระเวนใต้ทะเลด้วยเซนเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ ได้ออกเดินทางจากเมืองเพิร์ธ เพื่อไปยังพื้นที่ค้นหา ซึ่งการเดินทางจะใช้เวลา 3 วัน แต่เรือเอกมาร์ก แมทธิวแห่งกองทัพเรือสหรัฐ กล่าวว่าต้องทราบจุดที่เครื่องบินตกเสียก่อน จึงจะสามารถนำเครื่องค้นหากล่องดำไปใช้งานได้ อันจะช่วยลดเวลาในการค้นหาใต้น้ำลงได้มาก

ด้านนาวาโทวิลเลียม มาร์ก โฆษกกองทัพเรือสหรัฐ กล่าวว่าเครื่องค้นหากล่องดำไม่สามารถนำมาใช้ได้ จนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจนที่เห็นได้ด้วยตา ว่ามีการพบเศษซากชิ้นส่วน แต่ในกรณีที่หาจุดเครื่องบินตกไม่พบ ผู้ค้นหาต้องใช้โซนาร์อย่างช้าๆ และวาดแผนที่บริเวณก้นมหาสมุทรอย่างมีแบบแผน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลานาน แต่สามารถทำได้

แม้จุดค้นหาใหม่ จะอยู่ใกล้เมืองเพิร์ธและสภาพอากาศไม่รุนแรง แต่ก็อยู่ใกล้กับบริเวณที่กระแสน้ำดูดขยะต่างๆ มารวมกัน โดยนายอีริก แวน เซบิลล์ นักวิทยาศาสตร์ด้านทะเลแห่งมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ กล่าวว่าจุดที่ค้นหาอยู่นอกวงที่เรียกว่า "วงขยะ" เพราะขยะจากทางตะวันตกของออสเตรเลียจะต้องผ่านจุดค้นหาใหม่นี้

ทันทีที่มีการยืนยันว่าเจอเศษซากชิ้นส่วน เจ้าหน้าที่มีแผนจะวิเคราะห์รูปแบบอากาศและกระแสน้ำ เพื่อคำนวณหาจุดที่เครื่องบินตก

"แอบบอตต์"ยันเครื่องบินสูญหาย

นายกรัฐมนตรีโทนี แอบบอตต์แห่งออสเตรเลีย กล่าวว่าหลักฐานทั้งหมดชี้ว่าเที่ยวบินเอ็มเอช 370 สูญหายไปในมหาสมุทรอินเดีย อันเป็นการแสดงท่าทีสนับสนุนแนวคิดของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซักแห่งมาเลเซีย ที่ว่าเครื่องบินตก

"หลักฐานมากมายสะท้อนว่าเครื่องบินสูญหายไปทางใต้ของมหาสมุทรอินเดีย ผมคิดว่านายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก มีสิทธิที่จะสรุปเช่นนั้น และผมคิดว่าทันทีที่ได้ข้อสรุปแล้วก็เป็นหน้าที่ของนายนาจิบในการแถลงเรื่องนี้" นายแอบบอตต์กล่าวที่ฐานทัพอันเป็นศูนย์ประสานการค้นหา

สำหรับการค้นหาเศษซากนั้น นายแอบบอตต์กล่าวว่าเป็นงานที่ยากเป็นพิเศษ เพราะจุดค้นหาเป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่และคณะทำงานก็ทำงานบนฐานข้อมูลที่จำกัด แต่ทุกฝ่ายกำลังระดมมันสนองระดับหัวกะทิในโลกสำหรับภารกิจนี้ รวมถึงใช้เทคโนโลยีทั้งหมดที่มีอยู่ ดังนั้นหากปริศนานี้สามารถคลี่คลายได้ คณะทำงานก็จะคลี่คลาย

นายแอบบอตต์ปฏิเสธที่จะกำหนดกรอบเวลาในการค้นหา ด้วยการระบุว่าสามารถเดินหน้าค้นหาไปได้ระยะหนึ่ง ความเข้มข้นของการค้นหามีแต่จะเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลง เพราะคณะทำงานต้องหาความกระจ่างให้แก่ครอบครัวผู้โดยสาร รวมถึงทุกคนที่เดินทางด้วยเครื่องบิน และรัฐบาลของทุกประเทศที่คนในชาติเดินทางไปกับเที่ยวบินนี้ นอกจากนั้น ยังต้องตอบคำถามให้แก่โลกได้ทราบปริศนาที่ยืดเยื้อมา 3 สัปดาห์

สื่อจีนร้องรับมืออย่างมีเหตุผล

หนังสือพิมพ์ไชนาเดลี ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของทางการจีน แสดงความเห็นว่าจีนควรรับมือการสูญหายของเที่ยวบินเอ็มเอช 370 อย่างมีเหตุมีผล พร้อมระบุว่าเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ตกลงในมหาสมุทรอินเดียอย่างแน่นอน และไม่มีคนรอดชีวิต

"เราไม่ควรปล่อยให้ความโกรธแค้นอยู่เหนือข้อเท็จจริงและเหตุผล เราต้องปฏิบัติตามแนวทางของสังคมที่มีอารยะและต้องแสดงพฤติกรรมของชาติที่มีอำนาจ" บทความระบุ พร้อมเสริมว่าถ้อยคำและพฤติกรรมโวยวาย ไม่ได้ช่วยให้เรื่องดีขึ้น และผู้ที่เกี่ยวข้องควรเตรียมตัวจัดแจงพิธีศพ

"แม้การรับมือของรัฐบาลมาเลเซียในวิกฤติครั้งนี้ ค่อนข้างล่าช้า แต่เราต้องเข้าใจว่าเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์การบินของเอเชีย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างรัฐบาลมาเลเซีย ทำอะไรไม่ค่อยถูก"

บทวิจารณ์ย้ำว่าการค้นหาเครื่องบินและวิเคราะห์ข้อมูลทางเทคนิคจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

"ทำไมเราไม่อดทนและรอจนกว่ามีการพบเศษซากรวมถึงหลักฐานล่ะ สาธารณชนไม่ควรตำหนิเจ้าหน้าที่มาเลเซียว่าจงใจปกปิดข้อมูลทั้งที่ไม่มีหลักฐานเป็นรูปธรรม"

ผู้เขียนบทความนี้คือนายเหม่ย ซินหยู นักวิจัยแห่งสถาบันประจำกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งขึ้นชื่อด้านการวิเคราะห์ข้อพิพาทการค้าระหว่างประเทศ

เนื้อหาในบทความแตกต่างจากอารมณ์ของญาติผู้โดยสารชาวจีน ซึ่งบางคนเรียกร้องให้นายกฯนาจิบถอนคำพูดและขอโทษกรณีประกาศว่าเครื่องบินสูญหาย

"เวลาผ่านไปนานมาก แต่ข้อเท็จจริงทำให้เราแน่ใจว่าผู้เป็นที่รักของเรายังมีชีวิตอยู่และเครื่องบินยังอยู่ที่ไหนสักแห่ง" ญาติคนหนึ่งกล่าว ขณะที่บางคนก็เชื่อทฤษฎีสมคบคิดว่าเครื่องบินถูกจี้ไปยังจุดหมายปลายทางลับและผู้โดยสารถูกจับเป็นตัวประกัน

ส่วนญาติผู้โดยสารที่เดินทางไปกรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้เดินทางไปยังวัดแห่งหนึ่ง เพื่อสวดมนต์ โดยบรรดาญาติใส่เสื้อข้อความ "เอ็มเอช370กลับมาอย่างปลอดภัย" โฆษกของกลุ่มกล่าวว่าจะไม่ยกโทษให้ผู้ที่ทำร้ายครอบครัวและไม่ยอมบอกความจริง รวมถึงถ่วงเวลาการค้นหา