วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไปป์บอมบ์'กับการเมืองช่วงแตกหัก

ระเบิด"ไปป์บอมบ์" ที่เกิดขึ้นบนถนนราษฎร์อุทิศ เขตมีนบุรี โจทย์ข้อใหญ่ของฝ่ายความมั่นคง

ระเบิด"ไปป์บอมบ์" ที่เกิดขึ้นบนถนนราษฎร์อุทิศ เขตมีนบุรี เมื่อค่ำวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมานั้น แรกเริ่มหลังเกิดเหตุใหม่ๆ ยังไม่มีใครคาดคิดว่ามีประเด็นเชื่อมโยงกับการก่อความรุนแรงเพื่อสร้างสถานการณ์ทางการเมือง เพราะจุดเกิดเหตุเป็นบริเวณลานจอดรถ ซึ่งใกล้กับงานแต่งงานของคนในย่านนั้น

ทว่าภายหลังการเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเก็บกู้วัตถุระเบิดชนิดเดียวกันอีก 1 ลูกที่ตกอยู่ในจุดเกิดเหตุแต่ระเบิดไม่ทำงาน กอปรกับการขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านสองชั้นที่อยู่ติดกับลานจอดรถที่เกิดเหตุ ซึ่งกลุ่มผู้ต้องสงสัยเช่าพักอาศัยอยู่แล้วพบไปป์บอมบ์อีก 5 ลูก

และที่สำคัญในบ้านหลังนั้นมีถังแก๊สขนาด 15 กิโลกรัม จำนวน 6 ถัง และแกลลอนน้ำมันเบนซิน 1 แกลลอน ถัดมาวันรุ่งขึ้นก็พบระเบิดอีก 2 ลูกซุกซ่อนในรถจักรยานยนต์ โดยมีวงจรไฟฟ้าต่ออยู่ด้วย

จากจำนวนวัตถุระเบิดและรูปแบบการประกอบระเบิดที่พบ จึงเกิดข้อสันนิษฐานว่าอาจเป็นกลุ่มขบวนการที่ถูกจ้างวานมาเพื่อก่อเหตุ "รุนแรง" เพื่อสร้างสถานการณ์หวังผลอย่างหนึ่งอย่างใดในทางการเมืองก็เป็นได้

ข้อสันนิษฐานดังกล่าวสอดรับกับข้อมูลจากตำรวจกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) ที่ตั้งข้อสังเกตว่า เพิ่งพบระเบิดลักษณะนี้ในกรุงเทพฯเป็นครั้งแรก โดยวิธีการประกอบระเบิดคล้ายกับที่พบในสามจังหวัดชายแดนใต้ และเหตุระเบิดห้องพักที่สมานเมตตาแมนชั่น อ.บางบัวทอง จ.นนทุบรี เมื่อปี 2553 ซึ่งโยงใยกับสาย "ฮาร์ดคอร์" ของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม

สำทับด้วย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ระบุว่า คดีนี้น่าจะมีความเชื่อมโยงกับการสร้างสถานการณ์รุนแรงทางการเมืองซึ่งยังมีแนวโน้มเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้

แม้ว่าคดียังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงในหลายๆ ประเด็นของตำรวจในพื้นที่ แต่จาก "ของกลาง" ประกอบกับ "ข้อสันนิษฐาน" ของตำรวจระดับสูง ก็ทำให้หลายฝ่ายผูกโยงปม "การเมือง" กับการก่อความไม่สงบใน "จังหวัดชายแดนภาคใต้" เข้าด้วยกันแล้ว ทั้งๆ ที่สองสถานการณ์ดังกล่าวอาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลยก็เป็นได้

ข้อมูลเผยแพร่จากกองพันทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ ระบุว่า "ไปป์บอมบ์" นั้นเป็นรูปแบบหนึ่งของ "ระเบิดแสวงเครื่อง" ซึ่งสามารถนำเอาวัสดุที่มีอยู่ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นวัตถุระเบิดทางทหาร หรือทางพาณิชย์ หรือวัสดุที่สามารถจัดหาได้ง่าย เช่น สารเคมีทางการเกษตร น้ำมันเชื้อเพลิง มาทำเป็นระเบิดได้

ระเบิดแสวงเครื่องจึงไม่จำกัดรูปแบบเหมือน "ระเบิดมาตรฐาน" ที่ใช้ในทางทหารหรือตำรวจ

จากข้อมูลดังกล่าวจึงอนุมานได้ว่า คนที่ต่อระเบิดแสวงเครื่องได้จึงไม่ได้มีแต่คนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และต้องไม่ลืมว่าระเบิด 9 จุดในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เมื่อ 31 ธ.ค.2549 หลังการรัฐประหารเพียงไม่กี่เดือน รวมทั้งอีกหลายๆเหตุการในช่วงการชุมนุมปี 2553 ก็เป็นระเบิดแสวงเครื่อง

ทั้งนี้ ระเบิดแสวงเครื่องที่พบในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 4 รูปแบบ คือ รถยนต์หรือรถบรรทุกระเบิด ไปรษณีย์ระเบิด ระเบิดท่อหรือถังน้ำยาเคมีดับเพลิง และกล่องระเบิดหรือกระเป๋าระเบิด โดยระบบการทำงานของระเบิดแสวงเครื่องที่พบเห็นส่วนใหญ่เป็น "ระบบไฟฟ้า" ไม่ว่าจะเป็นการการใช้โทรศัพท์มือถือ รีโมทคอนโทรล เพราะประดิษฐ์ง่าย สามารถกำหนดเวลา ควบคุมจังหวะการทำงานได้แน่นอน ควบคุมการทำงานได้ในระยะไกล และสามารถสร้างความซับซ้อนได้หลายรูปแบบ

ทว่าระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบเข้ากับถังดับเพลิงที่ถูกนำไปวางใกล้กับศาลอาญาและสำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก รวมทั้งสำนักงานการประปานนทบุรี ใกล้กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ย่านสนามบินน้ำ รวมทั้งคาร์บอมบ์ที่พบย่านแจ้งวัฒนะ ผู้เชี่ยวชาญจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่าง พ.อ.กฤตภาส เครือเนตร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอโณทัย ซึ่งเป็นหน่วยทำลายวัตถุระเบิดของกรมสรรพาวุธทหารบกยืนยันว่า แม้จะเป็นระเบิดถังดับเพลิงเหมือนกัน แต่วิธีการประกอบ และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้แตกต่างกันอย่างมาก จึงฟันธงว่าไม่เกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

นอกจากนี้ยังมีรายงานจากหน่วยข่าวความมั่นคงของฝ่ายพลเรือนในส่วนกลาง และหน่วยข่าวทหารของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยืนยันตรงกันว่าระเบิดแสวงเครื่องที่พบย่านมีนบุรี หนองจอกเป็นระเบิดที่เกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ทางการเมือง ไม่เกี่ยวกับไฟใต้!

"แม้พื้นที่มีนบุรี หนองจอก จะมีพี่น้องมุสลิมอาศัยอยู่หนาแน่น แต่ไม่ค่อยมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เหมือนโซนหน้ารามฯ (มหาวิทยาลัยรามคำแหง ย่านหัวหมาก)" แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคง ระบุ

หน่วยข่าวความมั่นคงฝ่ายพลเรือน ยังประเมินว่า ผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุระเบิดซึ่งน่าจะเป็นการพลาดทำระเบิดหล่น อาจไม่ใช่มือผลิตหรือคนประกอบระเบิดแต่อาจเป็น "ทีมปฏิบัติการ" หรือ "ทีมโลจิสติกส์" ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดเท่านั้น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับความเคลื่อนไหวของตำรวจ ทหาร และฝ่ายความมั่นคงที่ผ่านมา ตั้งแต่การบุกจับเอ็ม79 ที่ซุกใกล้เวทีกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) หน้าสำนักงาน ป.ป.ช. จนกระทั่งถึง "ไปป์บอมบ์" ที่พบเป็นจำนวนมากในครั้งนี้ก็พอจะประเมินได้ว่ากลุ่มคนร้ายลักษณะนี้ยังมีอีกหลายกลุ่มที่ยังลอยนวลอยู่

จากนี้ไปจึงเป็น "โจทย์ใหญ่" ที่ตำรวจ ทหาร และหน่วยข่าวด้านความมั่นคงต้องเร่งแก้ไขหาทางป้องกันและปราบปรามให้ได้โดยเร็วเพื่อไม่ให้ "ความรุนแรง" กลายเป็น "เงื่อนตาย" เมื่อสถานการณ์การเมืองเข้าสู่ช่วงแตกหักซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือน เม.ย.นี้