วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลือกตั้งสภาสูงเดิมพันการเมือง

เลือกตั้งสภาสูง เดิมพันการเมือง เสนอชื่อนายกฯ ม.7 ไม่ง่าย แนะใช้กลไก กมธ.เปิดวงพูดคุย

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ในวันนี้ แม้บรรยากาศจะเงียบๆ เหงาๆ แต่ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ก็ต้องออกไปใช้สิทธิ เพราะบทบาทของ ส.ว.อาจมีความสำคัญมากกว่าที่หลายๆ คนคิด โดยเฉพาะในห้วงที่การเมืองไทยกำลังติดหล่มความขัดแย้งและติดล็อคทางกฎหมายจนขยับไปไหนไม่ได้มาหลายเดือนแล้วรายการบิสซิเนส ทอล์ค "กรุงเทพธุรกิจทีวี" สัมภาษณ์พิเศษนักวิชาการ 2 ท่าน เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ ส.ว.ต่อการเมืองบ้านเรา ซึ่งแม้การเลือกตั้งอาจจะเหงาๆ แต่บทบาทของพวกเขาอาจถึงขั้นปลดล็อควิกฤติการเมืองได้ทีเดียว

สภาสูง...เดิมพันสูง

ผศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า ประเด็นหลักๆ ที่รอ ส.ว.ชุดใหม่อยู่ มีด้วยกัน 2 ประเด็น คือ 1.ให้ความเห็นชอบบุคคลที่ได้รับเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะกรรมการ ป.ป.ช.มีหน้าที่ชี้มูลความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2.ลงคะแนนถอดถอนอดีตประธานวุฒิสภา (นายนิคม ไวยรัชพานิช) ซึ่งถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเอาไว้

ทั้งนี้ ประเด็นแรกอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่ประเด็นที่ 2 ถือเป็นการเปลี่ยนมิติทางการเมือง โดยเฉพาะคนที่จะมาเป็นประธานวุฒิสภาคนใหม่จะเป็นใคร และบุคคลดังกล่าวจะมีบทบาทต่อการได้มาซึ่ง "นายกฯคนกลาง" ตามที่มีการวิจารณ์กันหรือไม่ จุดนี้ถือว่ามีการจับตามองทั้งจากฝั่งรัฐบาลและฝั่งผู้ชุมนุม กปปส. (คณะะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข)

ที่สำคัญ ต้องไปพิจารณารัฐธรรมนูญมาตรา 132 ที่ระบุว่าการเปิดประชุมวุฒิสภาจะกระทำมิได้หากอยู่ในช่วงการยุบสภาผู้แทนราษฎร แต่มีข้อยกเว้นเฉพาะ 3 เรื่องสำคัญที่วุฒิสภาสามารถประชุมได้ คือ 1.แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 2.พิจารณาเพื่อแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่ง กรณีที่จะเกิดในระยะเวลาอันใกล้นี้คือ กรรมการ ป.ป.ช. และ 3.กรณีถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง

"ปรากฏการณ์ตอนนี้ การเลือกตั้ง ส.ส.ยังไม่เกิดขึ้น จุดชี้เป็นชี้ตายจึงเคลื่อนไปอยู่ที่วุฒิสภา ฉะนั้นการได้ ส.ว.เลือกตั้งที่เป็นฝ่ายเดียวกับฝั่งรัฐบาลหรือฝั่งผู้ชุมนุม จึงเป็นเดิมพันที่สูงพอสมควร ขณะนี้มีข่าวดิสเครดิตกันว่าใครไม่ควรเป็น ส.ว. หรือควรเลือกคนนั้นคนนี้ ก็ด้วยเหตุผลนี้ เพราะผลของการเลือกตั้ง ส.ว. อาจนำไปสู่การที่ฝ่ายรัฐบาลจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ หรืออาจนำไปสู่การถอดถอนบุคคลจนเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองอย่างที่บางฝ่ายคาดหวัง"

นายกฯคนกลาง...ไม่ง่าย

อย่างไรก็ดี ผศ.ดร.ภูมิ ประเมินว่า การที่สถานการณ์จะเดินไปถึงขั้นปลดล็อคทางการเมืองด้วย ส.ว. ในทางกฎหมายเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะมีข้อจำกัดหลายเรื่อง เช่น การจะเสนอชื่อนายกฯคนกลาง ก็ติดปัญหาที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่านายกฯต้องเป็น ส.ส. หรือการจะยื่นถอดถอนก็จะมีปัญหาเรื่ององค์ประชุม เพราะ ป.ป.ช.กำลังพิจารณาชี้มูลให้ ส.ว.กลุ่มหนึ่งต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ปัญหาคือ ส.ว.เหล่านั้นพ้นสมาชิกภาพไปด้วยหรือไม่ และจะนับรวมเป็นองค์ประชุมด้วยหรือเปล่า เสียง 3 ใน 5 ที่ต้องใช้ในการถอดถอนจะเป็นเท่าไร เรื่องนี้อาจต้องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญอีกกรณีหนึ่ง

"หากพิจารณาจากสถิติการถอดถอนในวุฒิสภา จะพบว่าไม่เคยประสบความสำเร็จเลย ยกเว้นครั้งเดียวซึ่งเป็นสมัย สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยสักเท่าไร ฉะนั้นการยื่นถอดถอนด้วยเสียง 3 ใน 5 คงลำบาก และคงไม่มีผลในทางถอดถอน" นักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ระบุ

เลือกตั้งผิดธรรมชาติ

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การเลือกตั้ง ส.ว.อาจจะดูเหงาๆ ในฐานะประชาชนจะสังเกตความคึกคักจากจำนวนป้ายหาเสียง หรือสังเกตจากสื่อในการรายงานข่าว แต่เราพบว่าป้ายหาเสียงมีไม่เยอะ พื้นที่ข่าวตามสื่อต่างๆ ก็ไม่ได้โฟกัสที่การเลือกตั้ง ส.ว.มากนัก จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าตัวเลขก็ต่ำกว่าปกติ ต่ำกว่าครั้งก่อนที่มีการเลือกตั้ง ส.ว.กัน ทั้งหมดนี้ทำให้ดูเหมือนสนามเลือกตั้ง ส.ว.ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ทั้งที่ในทางการเมืองมีเดิมพันสูงมาก ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้การเลือกตั้ง ส.ว.ดูไม่คึกคัก บางคนบอกว่าเป็นเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง ส.ส.เป็นโมฆะ ทำให้คนไม่เชื่อมั่น บ้างก็ว่าการเมืองยังมีความขัดแย้งยืดเยื้อ ทำให้ประชาชนรู้สึกเบื่อหน่าย แต่ส่วนตัวเห็นว่านั่นเป็นเพียงสาเหตุหนึ่ง

ทว่าสาเหตุสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามก็คือ เราออกแบบระบบการเลือกตั้ง ส.ว.ในลักษณะผิดธรรมชาติ คือ ห้ามหาเสียง มีได้เฉพาะป้ายแนะนำตัว ทำให้โอกาสที่ประชาชนจะมีข้อมูลมากพอที่จะรู้เท่าทันว่าใครเป็นพวกกับใคร ใครอยู่ฝ่ายไหน ยากพอสมควร ยกเว้นคนในพื้นที่หรือจังหวัดนั้นๆ เองที่รู้จักญาติพี่น้องหรือเครือข่ายของผู้สมัคร แต่คนที่มาทำงานในกรุงทพฯ แล้ววันเลือกตั้งจึงค่อยกลับไปเลือกตั้ง ต้องบอกว่าแทบไม่มีข้อมูลว่าตกลงใครเป็นใคร อาจจะมองว่าทุกคนไม่มีพรรคสังกัด เพราะดูจากป้ายแนะนำตัวก็ได้

ฉะนั้นโอกาสที่ผู้สมัครซึ่งมีความเชื่อมโยงกับฐานคะแนนเสียงของระบบเลือกตั้ง ส.ส.จะมีโอกาสเข้ามาเป็น ส.ว.เลือกตั้งย่อมมากกว่า ส่วนคนที่มีประวัติดี ชีวิตการงานประสบความสำเร็จ อยากเสนอตัวเข้าไปทำงานเป็นคนกลางๆ จริงๆ ดูจะสอดแทรกยากในสถานการณ์ที่การเมืองมีเดิมพันสูงขนาดนี้

"รัฐธรรมนูญพยายามวาดภาพ ส.ว.เอาไว้ในเรื่องความเป็นอิสระ เป็นกลาง แต่การออกแบบค่อนข้างผิดธรรมชาติ เช่น ส.ว.ห้ามสังกัดพรรคการเมือง แต่ในความเป็นจริงเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า หรือเราแค่เอาไปซ่อนไว้ไม่ให้ประชาชนเห็น หรือห้ามเป็นอดีตนักการเมือง อยากให้คนที่จะมาเป็น ส.ว.ห่างการเมืองสักพัก อาจจะ 5 ปี เพื่อที่เขาคนนั้นจะทิ้งเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง แล้วมีความเป็นกลางขึ้นมา แต่ความจริงเป็นอย่างนั้นหรือ" ดร.สติธร ตั้งคำถาม

ยิ่งปิดกั้นยิ่งเข้าทาง

เขาอธิบายต่อว่า จากงานวิจัยเรื่อง "ตระกูลการเมือง" (งานวิจัยเรื่องตระกูลนักการเมืองในการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย โดย ดร.สติธร) เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่รัฐธรรมนูญกำหนดถือว่าผิดธรรมชาติ เพราะปัจจัยที่ประชาชนใช้ในการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ส.ส.นั้น ประเด็นความเป็นตระกูลการเมืองถือเป็นปัจจัยรองๆ แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดคือพรรคการเมืองที่สังกัด เป็นการพิจารณาจากพรรคมาก่อนบุคคล

นอกจากนั้นก็มีปัจจัยเรื่องผลงานในฐานะนักการเมือง ใครเคยเป็นแชมป์เก่าจะมีโอกาสมาก หรือใครที่มีบทบาทเป็นฝ่ายบริหารในท้องถิ่น เคยแสดงฝีมือ จะมีโอกาสมากกว่าความเป็นตระกูล

"แต่พอมาถึง ส.ว. เราไปตัดปัจจัยที่ประชาชนใช้เลือกออกไปเกือบหมด น้ำหนักในการตัดสินใจของประชาชนก็จะย้อนกลับไปที่ความเป็นตระกูลนักการเมือง พอประชาชนขาดข้อมูลแบบรู้เท่าทัน บางทีเขาก็เลือกตามความเคยชิน เช่น ชอบนายกเทศมนตรีคนนี้มากเลย เห็นผู้สมัครที่นามสกุลเดียวกันก็เลือกทันที โดยไม่ได้ดูปูมหลังอื่นๆ ถือว่าเราออกแบบผิดธรรมชาติของการแข่งขันทางการเมือง"

อิสระที่ถูกตั้งคำถาม

ดร.สติธร ชี้ด้วยว่า การได้มาของ ส.ว.แบบที่เป็นอยู่ปัจจุบัน (เลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน 77 จังหวัด และอีก 73 คนจากการแต่งตั้ง รวมเป็น 150 คน) ไม่ว่าจะจะทำอะไร หรือแสดงบทบาทอะไร ก็จะถูกตั้งคำถามได้หมด โดยเฉพาะในสภาวะบ้านเมืองที่มีแต่ความขัดแย้งแบบนี้ เรื่องความน่าเชื่อถือ ความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ จะยิ่งถูกตั้งคำถาม

เช่น ถ้าเป็น ส.ว.จากการเลือกตั้ง ก็จะถูกตั้งคำถามว่ายึดโยงพรรคการเมือง ไม่อย่างนั้นคงชนะเลือกตั้งเข้ามาไม่ได้ ถ้าเป็น ส.ว.ระบบสรรหา ก็จะถูกตั้งคำถามว่า รัฐธรรมนูญร่างมาสมัยไหนล่ะ มีใครยกร่างบ้าง คณะกรรมการสรรหาเป็นใครบ้าง ก็ตรงข้ามกับอีกฝั่งหนึ่ง ทำให้ในสถานการณ์ขัดแย้ง พอวุฒิสภาจะขยับทำอะไรก็จะถูกโจมตี ทั้งๆ ที่เป็น "สภาตัวช่วย"

"เราลองดูร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่สภาผู้แทนราษฎรผ่านวาระ 3 ตอนตี 3 ตี 4 และถูกคัดค้านอย่างกว้างขวาง ส.ว.ก็เป็นตัวช่วยให้คว่ำร่างกฎหมายได้ แต่เนื่องจาก ส.ว.เราเลือกฝั่งชัดเจน รัฐบาลแถลงตอนบ่ายอ่อนๆ พอบ่ายแก่ๆ ส.ว.ก็ขานรับทันที ทำให้ดูเหมือนเป็นพวกเดียวกัน ก็ทำลายความน่าเชื่อถือของตนเอง ทั้งๆ ที่โดยกลไกแล้ว ส.ว.สามารถยับยั้งร่างกฎหมายได้ พักไว้ 180 วันได้ ให้กลับไปตั้งสติคิดใหม่ ฉะนั้นถ้าไม่คิดอะไรมาก ส.ว.ก็ดูมีประโยชน์ ช่วยคานอำนาจของสภาผู้แทนฯ ถือว่ารัฐธรรมนูญเราออกแบบไว้ดี แต่เมื่อ 'ที่มา' ถูกตั้งคำถาม พฤติกรรมที่ตามมาหรือบทบาทหน้าที่ที่ทำหลังจากนั้นก็ถูกตั้งคำถามไปด้วย"

กลไก กมธ.ปลดล็อควิกฤติ

ส่วนเรื่องที่ ส.ว.จะเป็นผู้ปลดล็อคปัญหาการเมืองนั้น ดร.สติธร บอกว่า อย่าไปคิดเรื่องวิจิตรพิสดารอะไรมากอย่างมาตรา 7 เพราะเพียงแค่ ส.ว.ทำหน้าที่ของตนเอง ก็น่าจะช่วยได้มากแล้ว เช่น คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ของ ส.ว.ในปัจจุบันยังทำหน้าที่อยู่ อาจรวมกันสัก 2-3 กมธ. แล้วเชิญคู่ขัดแย้ง 2 ฝ่ายมาพูดคุยกัน เชิญนักวิชาการที่เก่งด้านการออกแบบกระบวนการพูดคุยเพื่อยุติข้อขัดแย้งมาให้ความเห็น ยังไม่ต้องถึงขั้นเปิดเจรจาก็ได้ แต่ให้มาออกแบบวิธีการพูดคุยเจรจา

"นี่คือกลไกปกติตามอำนาจหน้าที่ที่ ส.ว.ทำได้ ที่ผ่านมากองทัพ องค์กรภาคเอกชน หรือแม้แต่องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ออกมาเคลื่อนไหว ไม่ได้มีหน้าที่ชัดเจน รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายไม่ได้เขียนบทบาทให้จัดวงเสวนา แต่ ส.ว.มี กมธ.ที่มีกฎหมายรองรับในการเรียกคนมาให้ข้อมูลได้โดยหน้าที่อยู่แล้ว จะขอข้อมูลจากฝ่ายกฎหมาย ขอข้อมูลจากฝ่ายบริหาร ฝ่ายวิชาการก็ได้ทั้งหมด และทำได้ทันทีเลย"

"สาเหตุที่เสนอให้ใช้ กมธ.หลายๆ ชุดรวมกัน เพราะหากใช้ชุดเดียวจะมีปัญหาอีก เนื่องจากเสียงข้างมากใน กมธ.จะมีข้างมีฝ่าย ถ้าเอา 2-3 ชุดมารวมกัน ความเป็นฝ่ายจะลดลง รัฐบาลก็อาจจะโอเคเข้าร่วม กปปส.ก็อาจจะพร้อมเข้าร่วม แล้วออกแบบวิธีการพูดคุยด้วยกัน ก็น่าจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้"