วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดคำวินิจฉัยเลือกตั้ง2ก.พ.โมฆะ

เปิดคำวินิจฉัยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นโมฆะ วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 วรรคสอง

นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ รองเลขาธิการและหัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ แถลงว่า ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 245 (1) ว่าการจัดการเลือก ส.ส.เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ตามพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาผู้แทนราษฎร 2556 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่


ทั้งนี้ คำร้องนี้ ผู้ร้องได้รับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เห็นว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คือ 1.การเลือกตั้งเป็นการทั่วไปตาม พ.ร.ฎ.มิได้กระทำขึ้นเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร จากกรณีที่มีการกำหนดให้เลือกตั้งใหม่ภายหลังวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 สำหรับการเลือกตั้งในเขตเลืกตั้งที่มีปัญหาจำนวน 28 เขต ซึ่งเห็นว่าเป็นการเลือกตั้งที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 โดยชัดแจ้ง

2.กกต.ดำเนินการรับสมัครเลือกตั้งทั่วไป โดยมิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 ประกอบมาตรา 30 จากกรณีที่กำหนดให้พรรคการเมืองที่ประสงค์จะยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถเข้าไปยังสถานที่รับสมัครได้ ให้ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่กองบังคับการปราบปรามหรือสถานีตำรวจนครบาลดินแดง ในเวลาก่อน 08.30 น. เพื่อให้ได้สิทธิในการจับสลากหมายเลขผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นๆ รวมถึงในการรับสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในหลายจังหวัดมีการแจ้งเปลี่ยนแปลงสถานที่รับสมัครเลือกตั้ง โดยไม่มีการประกาศให้ทราบล่วงหน้าโดยเปิดเผย เป็นเหตุให้ผู้ประสงค์จะรับสมัครเลือกตั้งไม่ทราบและไม่สามารถเดินทางไปรับสมัครเลือกตั้งในสถานที่ที่รับสมัครเลือกตั้งใหม่ได้

การดำเนินการของ กกต.และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดนครศรีธรรมราช มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ ขัดต่อหลักความเสมอภาค ไม่เป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 และมาตรา 30 ทำให้กระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

3.กกต.นับคะแนนเสียงเลือกตั้งขัดต่อหลักการลงคะแนนลับ และทำให้การเลือกตั้งที่กำหนดขึ้นในภายหลังเป็นอันไร้ผล เพราะบัตรเลือกตั้งที่ได้จากการเลือกตั้งเป็นบัตรเสีย การกระทำของ กกต.ขัดต่อหลักการลงคะแนนลับและถือเป็นเรื่องร้ายแรง และกระทบต่อสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก จึงมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 (1) มาตรา 93 และมาตรา 30

4.กกต.ปล่อยปละละเลยให้มีการใช้อำนาจรัฐที่ก่อให้เกิดความไม่เที่ยงธรรมจากกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นผู้รับสมัครเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ได้ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง โดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 โดย กกต.ละเลยต่อหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ปล่อยปละละเลยให้มีการใช้อำนาจรัฐในการออกประกาศและมีคำสั่งต่างๆ ที่ทำให้การจัดการเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินไปได้โดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ดังนั้น ผู้ร้องจึงเสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 245 (1) ว่าการจัดการเลือก ส.ส.เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร 2556 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขอให้เพิกถอนการเลือกตั้งครั้งนี้ และให้ดำเนินการจัดการให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไปขึ้นใหม่ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติและเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญต่อไป

ทั้งนื้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่า การที่ พ.ร.ฎ.ยุบสภา กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เมื่อได้ดำเนินการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์แล้ว ผลปรากฏว่ายังไม่มีการจัดการเลือกตั้ง 28 เขต จึงถือได้ว่ามิได้เป็นวันเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร เป็นผลให้ พ.ร.ฎ.ยุบสภา เฉพาะในส่วนที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง

สำหรับตุลาการเสียงข้างน้อย 3 เสียง ได้แก่ นายชัช ชลวร นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี นายเฉลิมพล เอกอุรุ เนื่องจากเห็นว่า การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ไม่มีอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนส่วนตุลาการเสียงข้างมาก 6 เสียง ได้แก่ นายจรูญ อินทจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายจรัญ ภักดีธนากุล นายนุรักษ์ มาประณีต นายบุญส่ง กุลบุปผา นายสุพจน์ ไข่มุกด์ และนายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ

นายพิมล ยังกล่าวถึงคำร้องของ กกต.ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 214 เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต.และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการรับสมัครเลือกตั้งใหม่ในการเลือกตั้งสมาชิสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ซึ่งตามคำร้อง ตามที่ พ.ร.ฎ.ยุบสภา 2556 กำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ โดย กกต.ได้กำหนดช่วงเวลในการรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขต แต่ปรากฏว่ามีผู้ชุมนุมปิดล้อมสถานที่รับสมัครเลือกตั้งเป็นผลให้ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือไม่สามารถจัดให้มีการสมัครรับเลือกตั้งได้ ในจำนวน 28 เขต โดย กกต.เห็นว่าไม่มีบทบัญญัติมาตราใดให้อำนาจ กกต.ในการประกาศและกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งใหม่ หรือกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งเพิ่มเติม จึงมีมติให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูล เพื่อให้มีการตรา พ.ร.ฎ. โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ประกอบมาตรา 93

ต่อมานายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งให้ประธาน กกต.ทราบว่า ได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว ซึ่งมีความเห็นต่างกันกับ กกต.ว่า การดำเนินการตรา พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งใน 28 เขตเลือกตั้งนั้น รัฐบาลไม่มีอำนาจในการกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งเพิ่มเติม กำหนดวันลงคะแนนใหม่ รวมทั้งประกาศงดเว้นการจัดให้มีการเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักร ไม่สามารถทำได้ แต่เป็นอำนาจของ กกต.ที่สามารถกระทำได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. 2550 ต่อมา กกต.ได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและยืนยันความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือถึงเลขาธิการ กกต.แจ้งให้ทราบว่า คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องดังกล่าว และมีมติรับทราบคำชี้แจงดังกล่าวแล้ว ดังนั้น กกต.เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่เกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ ระหว่าง กกต. และคณะรัฐมนตรี อันเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมิใช่ศาลตั้งแต่ 2 องค์กรขึ้นไป

ประเด็นดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ฎ.ยุบสภา 2556 เฉพาะในส่วนที่กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง ดังนั้น เหตุในการที่ กกต.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้หมดไปแล้ว จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อคดี ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยประเด็นตามคำร้องนี้ต่อไป ตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ข้อ 23 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคำร้อง