กปปส.จัดเวทีระดมความคิดปฏิรูปประเทศครั้งที่ 3 เรื่องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
คณะกรรมการประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข(กปปส.) จัดเวทีระดมความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่3 เรื่อง "การกระจายอำนาจ สู่จังหวัดปกครองตนเอง" โดยนายจรัส สุวรรณมาลา อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่า ประเด็นที่ท้าทายโครงสร้างอำนารัฐวันนี้คือรัฐรวมศูนย์ล้มเหลว ระบบประชาธิปไตยตัวแทนล้มเหลว ซึ่งการที่จังหวัดจะปกครองตัวเองนั้น ต้องเกิดจากการ องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) และหน่วยบริหารส่วนภูมิภาคเป้นองค์กรเดียวกัน ไม่มีภูมิภาคในระบบบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้จุดมุ่งหมายคือการขจัดความซ้ำซ้อนเชิงโครงสร้างและหน้าที่ ก้าวข้ามข้อจำกัดการกระจายอำนาจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และปิดจุดอ่อน เสริมจุดแข็งระบบปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งก้าวข้ามปรากฎการณ์ ยึดรัฐบาลเท่ากับยึดประเทศ ส่วนการปฏิบัตินั้น สามารถดำเนินการได้โดยออกพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)จังหวัดปกครองตนเอง ให้แต่ละจังหวัดสามารถเดินเข้าช่องทางนี้ตามความพร้อมของพื้นที่ และจัดตั้งองค์กรขับเคบื่อนที่เป็นอิสระ มีแผนงาน งบประมาณและหลักเกณฑ์ เป้าหมายดำเนินงานที่ชัดเจน ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั้น จะทำให้รัฐบาลระดับชาติลดบทบาทด้านการจัดบริการพื้นฐานลงไปมาก ขณะที่กระทรวง ทบวง กรมขนาดเล็กลง งบประมาณและบุคลากรเหลือไม่เกินร้อยละ40 ของรายจ่ายภาครัฐโดยรวม โดยการเมืองระดับชาติจะปรับตัว ไปเน้นนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ความสัมพันธ์ระว่างประเทศ และลงทุนโครงการขนาดใหญ่ระดับชาติ ส่วนความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดจากการแย่งชิง ผูกขาดอำนาจกับผลประโยชน์จะคลี่คลายลงไปด้วย
ด้าน น.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ2550 เสนอว่า ร่างพรบ.จัดการตนเอง ให้ครอบคลุมถึงกลุ่มจังหวัดจัดการตนเอง มีรูปแบบเป็นแบบมณฑล เช่น มณฑลอันดามัน มณฑลศรีวิชัย มณฑลล้านนา สิ่งที่จะเกิดขึ้นมีแผนพัฒนากำหนดการพัฒนาที่ไม่ได้กำหนดจากส่วนกลาง แต่จะกำหนดจากฐานวัฒนธรรม ฐานทรัพยากร และวิถีชีวิตของเขา โดยจะมีจีดีพีวัดเศรษฐกิจท้องถิ่นเอง มีมหาวิทยาลัยในมณฑลนั้น ส่วนการกระจายอำนาจท้องถิ่นต้องมีการตรวจสอบประเมินผล ถ้าไม่มีจะมีการทุจริตมากมาย อย่างไรก็ตามการกระจายอำนาจต้องไปในพื้นที่ที่มีความพร้อมก่อน
ขณะที่นายสมพร ใช้บางยาง อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การกระจายอำนาจที่เคยพูดกันมานานแล้ว แต่สิ่งที่เป็นปัญหานี้จะเกิดเป็นรูปธรรมได้ก็อยากสะท้อนมุมมองเพื่อกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นจากที่ได้เคยทำมา โดยปัจจัยความสำเร็จคือ นโยบายต้องชัดเจน รัฐบาลต้องมีนโยบายการกระจายอำนาจ ซึ่งหากจะกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นจริง กปปส.ต้องผลักดันเชิงนโยบายได้ ถ้าไม่สามารถผลักดันได้ก็จะสู้รัฐบาลไม่ได้ ตอนนี้เป็นโอกาสทองที่จะดำเนินการ ส่วนองค์กรที่มาขับเคลื่อนน่าจะมีองค์กรพิเศษ เช่น สภาองค์กรปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ บริหารโดยท้องถิ่นและภาคประชาชน หรือผู้ทรงคุณวุฒิหรืออาจจะมีหน่วยงานราชการ แต่องค์กรนี้ชั่วคราวไม่ถาวร หากองค์กรท้องถิ่นจัดระบบได้องค์ก็นี้ก็หมดความหมายไป
นายสมพงษ์ พัดปุย นักวิจัยท้องถิ่นนิด้า และคณะกรรมการส่งเสริมกระจายอำนาจ กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นถูกวางแบบราชการ ไม่คล่องตัวไม่สอดคล้องและหน่วยงานทุกกระทรวงขาดบูรณาการต่อตรงถึงชาวบ้าน ขณะที่ปัญหานโยบายนั้นรัฐบาลและส่วนกลางไม่จริงใจสนับสนุนกระจายอำนาจ และองค์กรปกครองท้องถิ่นเลียนแบบวัฒนธรรมราชการที่มีความคิดพึ่งพาผู้มีอำนาจและนักการเมือง ละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่วนทิศทางของชุมชนท้องถิ่นไทยในการเข้าร่วมอธิปไตยมีแนวทางพัฒนายั่งยืนในท้องถิ่นที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) และการค้าโลกโดยมีกลยุทธ์คือการผนึกชุมชนท้องถิ่นร่วมกระแสปฏิรูปประเทศ และให้เริ่มจากการขับเคื่อนจังหวัดจัดการตนเอง รวมทั้งการจัดโครงสร้างจังหวัดใหม่ เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดให้เป็นเจ้าของงบประมาณ และมีสภาพลเมืองเป็นองค์กรกำกับ ทั้งนี้จังหวัดจัดการตนเองคือ รูปธรรมการปฏิรูประบบการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นการลดความขัดแย้งในประเทศ สร้างความเข้มแข็งท้องถิ่นเพื่อมุ่งสู่การพัฒนายั่งยืน





