วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตา'เม.ย.-มิ.ย.'ชี้ขาดอนาคตการเมืองไทย

เปิด5 ปัจจัยปิดเกมการเมืองไทย! จับตา'เม.ย.-มิ.ย.'ชี้ขาดอนาคตการเมืองไทย..รัฐบาลสิ้นสภาพ-ถอดถอนนายกฯ

พลันที่ “กำนันสุเทพ” ประกาศยุบเวทีกลางเมืองหลวง ยุติปฏิบัติการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” แล้วนำผู้ชุมนุม กปปส.เข้าไปรวมตัวกันอย่างสงบเรียบร้อยภายในสวนลุมพินี ท่ามกลางการวางกำลังและจัดวางบังเกอร์รักษาความปลอดภัยทั่วกรุงกว่า 176 จุดของกองทัพบก

พร้อมๆ กับคำสำทับมากกว่า 2 ครั้งใน 1 สัปดาห์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ว่าความวุ่นวายต่างๆ จะจบถ้าทุกฝ่ายกลับบ้าน แล้วปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมทำงาน ทุกคนเคารพกติกา และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

ทั้งหมดนั่นคือการส่งสัญญาณชัดเจนที่สุดว่า ศึกครั้งนี้จะจบลงด้วยคำชี้ขาดขององค์กรอิสระ ไม่มีสงครามกลางเมือง ไม่มีการจัดม็อบชนม็อบ ปลุกระดมให้มวลชนปะทะกัน และไม่มีการรัฐประหาร

แต่คำถามที่ทุกคนอยากรู้ ประชาชนคนไทยอยากรู้ และภาคเอกชนที่ทำธุรกิจการค้าอยากรู้ คือ แล้วมันจะจบลงเมื่อไร?

งานนี้สปอตไลท์ทุกดวงจึงฉายจับไปที่กระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในส่วนที่รับผิดชอบโดย “องค์กรอิสระ” ซึ่งมีคดี คำร้อง และคำฟ้องในประเด็นต่างๆ ถูกส่งเข้าไปจำนวนมาก ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการพุ่งเป้ากล่าวหารัฐบาลพรรคเพื่อไทย

กล่าวโดยรวมๆ เฉพาะเรื่องใหญ่ๆ มีอย่างน้อย 5 เรื่องที่ส่งผลต่ออนาคต ถึงระดับความเป็นความตายของรัฐบาล ได้แก่ 1.คดีทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว 2.กรณีการเลือกตั้งเป็นโมฆะ 3.กรณีถอดถอน ส.ส.และ ส.ว.ที่ร่วมกันลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4.กรณีรัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพ และ 5.ข้อกล่าวหายุบพรรคเพื่อไทย

หากนับย้อนกลับไปช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ คงต้องบอกว่าคดีจำนำข้าวเป็นประเด็นร้อนที่สุด แต่ถ้านับเฉพาะช่วงนี้ นาทีนี้ ต้องบอกว่ากรณี “รัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพ” น่าจะมาแรงกว่า

ล่าสุด กปปส.ได้ขยับยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความว่ารัฐบาลรักษาการที่มี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น สิ้นสภาพแล้ว เนื่องจากไม่สามารถเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้ประชุมกันเป็นครั้งแรกภายใน 30 วันหลังเลือกตั้ง ซึ่งครบ 30 วันไปแล้วเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ฉะนั้นจึงไม่อาจจัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีได้ภายใน 30 วันหลังเปิดประชุมรัฐสภานัดแรก (หรือไม่เกิน 60 วันหลังเลือกตั้ง) ได้อย่างแน่แท้

โดย กปปส.ได้อ้างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2 มาตรา คือ มาตรา 127 ระบุว่า ภายในสามสิบวันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก

และมาตรา 172 ที่ว่าให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกตามมาตรา 127

อย่างไรก็ดี รัฐบาลก็ยืนกระต่ายขาเดียว โดยอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ที่ว่าคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

เรื่องนี้จึงต้องไปรอลุ้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะออกมาในทิศทางใด ซึ่งเมื่อมีการยื่นคำร้องไปแล้ว ก็ต้องรอดูว่าศาลจะพิจารณาว่ามีมูลรับไว้วินิจฉัยหรือไม่ หากรับก็คงใช้เวลาไม่นานนัก คาดว่าไม่เกินเดือน เม.ย.น่าจะเห็นหน้าเห็นหลัง

ประเด็นรัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพนั้น กปปส.คาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม เพราะจะเข้าล็อคมาตรา 3 คืออำนาจอธิปไตยคืนกลับสู่ปวงชนชาวไทยทันที และมีโอกาสสูงที่สุดในการตั้ง “นายกฯคนกลาง” หรือ “รัฐบาลเฉพาะกาล” เรียกว่าถึงขั้นเป็นหมัดน็อคได้เลยทีเดียว

อีกกรณีหนึ่งที่ส่งผลให้รัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพได้เช่นกัน คือ “คดีทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว” แต่ระยะเวลาที่ใช้น่าจะนานกว่า เพราะแม้นายกฯยิ่งลักษณ์ได้ส่งทนายเข้ารับทราบข้อกล่าวหาจาก ป.ป.ช.แล้ว และนัดยื่นคำชี้แจงในวันที่ 14 มี.ค.นี้ ทว่าหากจงใจเล่นเกมยื้อ ก็ยังขอเลื่อนได้อีกระยะหนึ่ง และแม้ถึงที่สุดแล้ว ป.ป.ช.จะมีมติชี้มูลความผิด นายกฯยิ่งลักษณ์ก็แค่หยุดปฏิบัติหน้าที่รักษาการ เพื่อรอวุฒิสภาพิจารณาลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอน แต่ไม่ได้ทำให้รัฐบาลรักษาการล้มไป เพราะยังสามารถตั้งรองนายกฯคนอื่นขึ้นรักษาการแทนได้

กรณีนี้รัฐบาลรักษาการอาจสิ้นสภาพไปด้วย ก็ต่อเมื่อนายกฯถูกวุฒิสภาลงมติถอดถอนจากตำแหน่ง (เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 ประกอบมาตรา 182 และ 274) ซึ่งกระบวนการของวุฒิสภานับตั้งแต่รับเรื่องจาก ป.ป.ช. จะใช้เวลาอีก 45 วัน หรือเดือนครึ่ง คิดสะระตะแล้วอย่างเร็วน่าจะอยู่ที่ราวๆ เดือน มิ.ย.

ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่เข้าสู่องค์กรอิสระ หากมองในแง่เกมการต่อสู้ทางการเมืองแล้ว ทำได้เพียงต้อนเข้ามุม แต่ยังไม่ถึงรุกฆาต ได้แก่

-คดีถอดถอน ส.ส.และ ส.ว.ที่ร่วมลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของ ส.ว. ส่วนใหญ่เป้าหมายของผู้ที่ถูกถอดถอนเป็นสมาชิกรัฐสภา ไม่ใช่คณะรัฐมนตรี และใน ครม.รักษาการก็ยังมีรัฐมนตรีอีกหลายคนที่ไม่ได้เป็นอดีต ส.ส. คือไม่ได้ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ฉะนั้นหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็ยังสามารถรักษาการแทนรัฐมนตรีที่เป็นอดีต ส.ส.ซึ่งอาจถูกถอดถอนได้

อย่างไรก็ดี กระบวนการถอดถอนก็ยังมีข้อกฎหมายที่ต้องตีความ โดยเฉพาะจำนวนเสียง 3 ใน 5 ของ ส.ว.ที่มีอยู่ เป็นจำนวนเท่าไร เพราะมี ส.ว.บางส่วนจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่ ส.ว.บางส่วนที่เป็น ส.ว.เลือกตั้งก็หมดวาระ อยู่ระหว่างการเลือกตั้ง ส.ว.ชุดใหม่

-คดีเลือกตั้งเป็นโมฆะ แม้ถึงที่สุดศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่รัฐบาลรักษาการก็สามารถตราพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้ ซึ่งกรณีนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2549 ก่อนการรัฐประหาร

-ข้อกล่าวหายุบพรรคเพื่อไทย กรณีสนับสนุนการแบ่งแยกประเทศ ประเด็นนี้หากจะมีการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคจริง ก็น่าจะเป็นการร้องเพื่อความสะใจมากกว่า เพราะองค์ประกอบของการแบ่งแยกประเทศมีมาก โดยเฉพาะองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายอาญาที่อาจต้องนำมาเทียบเคียงความผิด ย่อมไม่ใช่แค่พูดบนเวทีหรือขึ้นป้ายข้อความก็เข้าข่ายเป็นกบฏแบ่งแยกดินแดนแล้ว ประกอบกับหากมีการยื่นคำร้องจริง การต่อสู้คดีคงใช้เวลาค่อนข้างนาน

ฉะนั้นจุดตายของรัฐบาล ณ เวลานี้ คือการตีความกฎหมายว่ารัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพไปแล้วหรือไม่ ภายใต้หลักคิดและความเชื่อที่ว่ารัฐธรรมนูญไม่น่ามีเจตนารมณ์ให้รัฐบาลรักษาการปฏิบัติหน้าที่ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีรัฐบาลตัวจริง

และแม้จุดชี้ขาดเรื่องนี้จะอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเสมือนเป็นคู่ปรับของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่ก็ต้องวัดใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะกล้ารับลูกพิจารณาหรือไม่ เพราะปฏิกิริยาของคนเสื้อแดงชัดเจนว่า หากรัฐบาลรักษาการสิ้นอำนาจ ก็จะเข้าสู่โหมด “ลั่นกลองรบ” แน่นอน

แต่หากย้อนไปฟังคำพูดของ ผบ.ทบ.ก็จะพบว่ากองทัพได้เตรียมการในเรื่องนี้ไว้แล้ว คำถามมีอยู่เพียงว่าฝ่ายใดจะช่วงชิงความได้เปรียบจากสถานการณ์ ณ เวลานั้นได้มากกว่ากัน!

(ล้อมกรอบ)

5 ปัจจัยปิดเกมการเมืองไทย

เลือกตั้งโมฆะ

- ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาล รธน.วินิจฉัยเลือกตั้งโมฆะหรือไม่ ตามคำร้องของอาจารย์นิติฯ มธ.

- กกต.ส่งเรื่องให้ศาล รธน.วินิจฉัยแนวทางแก้ปัญหา 28 เขตเลือกตั้ง

น่าจะรู้ผลภายในเดือนมี.ค.

รัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพ

- ไทกร พลสุวรรณ ยื่นศาล รธน.วินิจฉัยว่ารัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพหรือไม่ เพราะเปิดสภาไม่ได้ใน 30 วันหลังเลือกตั้ง และเลือกนายกฯ ไม่ได้ใน 60 วันหลังเลือกตั้งอย่างแน่แท้

น่าจะรู้ผลไม่เกินเดือนเม.ย.

คดีจำนำข้าว

- ป.ป.ช. แจ้งข้อหา นายกฯ คดีจำนำข้าว คาดว่าชี้มูลภายในปลายเดือนมี.ค. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

- กระบวนการถอดถอน นายกฯ นับจากวุฒิสภารับเรื่องไม่เกิน 45 วัน

น่าจะรู้ผลราวปลายเดือนเม.ย. ถึงต้นเดือนพ.ค.

คดีถอดถอน ส.ส.-ส.ว.ปมแก้รัฐธรรมนูญ

- รอ ป.ป.ช. ชี้มูล หากดำเนินการเสร็จก่อนเลือกตั้ง ส.ว.ใหม่ จะทำให้โอกาสถอดถอนสำเร็จสูงขึ้น

น่าจะรู้ผลในเดือนเม.ย.

คดียุบพรรคเพื่อไทย

- ปชป. เตรียมเก็บหลักฐานยื่นยุบพรรคเพื่อไทย กล่าวหาสนับสนุนให้เกิดกระแสรณรงค์แยกประเทศ

น่าจะรู้ผลในเดือนเม.ย.-พ.ค.