กรมบัญชีกลางหวั่นงบลงทุน 1.3แสนล้านสะดุด การเมืองยืดเยื้อ กระทบไตรมาส2 เล็งถกกม.ตีความรมต.รก.ลงนามอนุมัติโครงการเกิน100ล้าน ผิดรธน.หรือไม่
การตั้งรัฐบาลใหม่ยังยืดเยื้อต่อไป เนื่องจากยังไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้ครบทุกเขต แต่สภาพรัฐบาลรักษาการกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ เนื่องจากยังมีปัญหาข้อกฎหมายว่ารัฐมนตรีรักษาการสามารถอนุมัติเบิกจ่ายงบลงทุนโครงการเกิน 100 ล้านบาทได้หรือไม่ โดยมีงบลงทุนภาครัฐที่เข้าข่ายรวมทั้งสิ้น 1.3 แสนล้านบาท
ก่อนหน้านี้ เกิดความกังวลว่าการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้ากระทบต่อการจัดทำงบประมาณปี 2558 ซึ่งขณะนี้ยังไม่เริ่มกระบวนจัดทำ แต่ผลกระทบจากการเบิกจ่ายงบประมาณปีปัจจุบันกำลังกลายเป็นปัญหาใหม่ของการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล
นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่ยุติและยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนของงบลงทุนมีความล่าช้า เนื่องจากทุกส่วนราชการก็ยังมีความลังเลที่จะตั้งงบเพื่อจัดซื้อจัดจ้างสำหรับการลงทุนในโครงการ
"โดยเฉพาะในส่วนของงบลงทุนที่มีวงเงินเกิน 100 ล้านบาท ยังมีความกังวลว่ารัฐมนตรีแต่ละกระทรวงในช่วงรัฐบาลรักษาการจะสามารถลงนามได้โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่"
นายมนัส กล่าวว่า จากการประเมินพบว่าจำนวนโครงการลงทุนที่มีจำนวนเงินเกินกว่า 100 ล้านบาท มีงบประมาณ 1.3 แสนล้านบาท
“เรากำลังหารือกับฝ่ายกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่า การอนุมัติงบลงทุนโดยรัฐมนตรีต้นสังกัดในโครงการลงทุนมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร และ มีช่องทางใด ที่จะช่วยให้งบนี้ ได้ออกสู่ระบบเศรษฐกิจ”นายมนัสกล่าว
นายมนัส กล่าวอีกว่า หากส่วนราชการชะลอการเบิกจ่าย จะส่งผลต่อภาพการเบิกจ่ายในไตรมาสสองของปีอย่างแน่นอน เพราะช่วงไตรมาสแรก เป็นช่วงที่ส่วนราชการจะต้องเตรียมตั้งงบประมาณ ปรับแผนลงทุน และเริ่มจัดซื้อจัดจ้างและประกวดราคา ในแต่ละครั้งของการประมูลจัดซื้อจัดจัดจ้างไม่สามารถทำได้แล้วเสร็จภายในครั้งเดียว
ในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าบางหน่วยงานจะเริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดตั้ง สามารถประกวดราคาได้แล้วเสร็จ เมื่อถึงขั้นตอนของการลงนามโดยรัฐมนตรีต้นสังกัด อาจจะมีความล่าช้า หมายถึงความกังวลเกี่ยวกับการลงนามที่อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ
5 เดือนเบิกจ่ายยังเกินเป้า
สำหรับการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรอบ 5 เดือนของปีงบประมาณ 2557 (ต.ค.2556-ก.พ.2557) นายมนัส กล่าวว่า มีการเบิกจ่ายแล้ว 1.1 ล้านล้านบาท คิดเป็น 43.62% ของวงเงินงบประมาณ 2.52 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 5.62% แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันมีการเบิกจ่ายสูงกว่าปีก่อน 1.48%
ทั้งนี้ ในแง่งบประมาณรายจ่ายลงทุน ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณถึงเดือนก.พ. มีการเบิกจ่ายแล้วจำนวน 1.38 แสนล้านบาท คิดเป็น 32.14% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนจำนวน 4.29 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 4.14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีการเบิกจ่ายสูงกว่าปีก่อน 13.7%
“เดือนก.พ. ยอดการเบิกจ่ายงบลงทุน สูงกว่าเป้าหมายและสูงกว่าปีช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการเบิกจ่ายเงินของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 1 แสนล้านบาท เราได้เร่งรัดให้มีการเบิกจ่าย เพื่อช่วยให้ยอดเบิกจ่ายงบประมาณภาพรวมในช่วงนี้ดีขึ้น โดยยอดเบิกจ่ายดังกล่าวถือเป็นสัดส่วนราว 50% ของงบเบิกจ่ายของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นในปีงบประมาณนี้”
นายมนัส กล่าวว่า แม้ในภาพรวมการเบิกจ่ายช่วง 5 เดือนแรกจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดี คือ ไม่ต่ำกว่าประมาณการและสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากส่วนราชการได้ตั้งงบเบิกจ่ายก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ขณะเดียวกันกรมฯ ได้เร่งรัดการเบิกจ่าย จากมาตรการระยะสั้นที่ได้ประกาศออกไป เช่น การอนุมัติงบเบิกจ่ายเหลื่อมปี รวมถึงการเร่งรัดให้ทุกส่วนราชการ เร่งเบิกจ่ายงบอบรมสัมมนาจากปกติที่มักจะจัดในช่วงปลายปีงบประมาณ ก็ขอให้เร่งรัดในช่วงนี้ แต่ภาพการเบิกจ่ายระยะต่อไป เป็นเรื่องที่กรมฯ ยังเป็นห่วงและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
“ภาพการเบิกจ่ายในช่วง 5 เดือนถือว่า ยังโอเค แม้จะเป็นช่วงที่เกิดเหตุชุมนุมทางการเมือง เพราะลักษณะการเบิกจ่ายงบประมาณนั้น จะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เหมือนกับเรือ จะมีแรงเฉื่อย โดยผลการเบิกจ่ายในช่วงนี้ เป็นผลจากแรงเฉื่อยของการตั้งงบประมาณในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ระยะต่อไปยังน่าเป็นห่วง เพราะการตั้งงบเบิกจ่ายในช่วงนี้ มีภาพการชะลอตัว สาเหตุหลัก คือ ปัญหาการเมือง ทำให้หน่วยงานราชการต่างๆ ไม่กล้าที่จะตั้งงบ”
ฟิทช์ชี้การเมืองวุ่นฉุดเรทติ้ง
ด้านฟิทช์ เรทติ้งส์ หรือ ฟิทช์ เผยแพร่รายงานการพิจารณาเรทติ้งประเทศของไทยครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ว่า คงเรทติ้งแนวโน้มประเทศ "มีเสถียรภาพ" เนื่องจาก ไทยมีสถานะทางการคลังในต่างประเทศแข็งแกร่ง กรอบงานด้านนโยบายการเงินเชื่อถือได้ สัดส่วนการคลังภาครัฐที่สำคัญยังดีอยู่เทียบประเทศอื่นๆ ช่วยเป็นกันชนทางเศรษฐกิจ รับมือความวุ่นวายที่มาพร้อมกับการลดใช้นโยบายผ่อนคลายการเงิน (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และรับมือกับความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศมีมากขึ้น ซึ่งปรากฏให้เห็นมาตั้งแต่ต้นเดือนพ.ย. 2556
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มทางการเมืองในระยะสั้น ยังคงไม่แน่นอน ความตึงเครียดทางการเมืองมากขึ้นและเกิดขึ้นยืดเยื้อยาวนาน อาจเป็นความเสี่ยงที่ทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอ ซึ่งอาจก่อแรงกดดันให้ความน่าเชื่อถือของประเทศได้ในที่สุด
การคลังของประเทศส่วนใหญ่ยังคงแข็งแกร่ง สัดส่วนหนี้รัฐบาลโดยทั่วไปเทียบจีดีพี จนถึงสิ้นเดือนก.ย. 2556 อยู่ที่ 31.9% เป็นระดับต่ำประเทศอื่นที่อยู่ในกลุ่มได้เรทติ้ง "BBB" และ "A" ซึ่งมีสัดส่วนหนี้รัฐเทียบจีดีพีเฉลี่ยอยู่ที่ 40% และ 53% ตามลำดับ
ในระยะสั้นความผันผวนทางการเมืองมากขึ้น ทำให้ความสามารถของรัฐบาลรักษาการถูกจำกัด ในแง่การทำแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเกิดผลสำเร็จ เพื่อชดเชยรายได้จากภาษีที่เก็บได้น้อยลง หรือพันธสัญญาที่มีการเปลี่ยนแปลงลงลึกมากขึ้นเกี่ยวกับรายได้และการใช้จ่ายภาครัฐ อย่างไรก็ตามปัญหาการเมืองยืดเยื้ออาจทำให้ความน่าเชื่อถือของไทยอ่อนแอลง หากไทยล้มเหลวไม่สามารถทำให้การปฏิรูปเพื่อการเติบโตและการใช้มาตรการเชิงนโยบายต่างๆ มีความคืบหน้า
ฟิทช์ ประเมินว่า สถานะเจ้าหนี้ในต่างประเทศสุทธิของไทย จนถึงสิ้นปี 2556 เท่ากับ 38% ของ จีดีพี ซึ่งแข็งแกร่งกว่าประเทศอื่นที่ได้เรทติ้ง "BBB" และ "A" ช่วยให้ไทยลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ และช่วยให้ไทยมีกันชนขนาดใหญ่ในช่วงเวลาที่การเมืองวุ่นวายมากขึ้น และเศรษฐกิจโลกกลับมีความเสี่ยงมากขึ้น
ทั้งนี้ หนี้ภาคเอกชนของไทยเทียบจีดีพี จนถึงไตรมาส 3/2556 อยู่ที่ 151.7% ติดกลุ่มประเทศมีหนี้ภาคเอกชนสูงสุดในตลาดเกิดใหม่ มองว่าเป็นจุดอ่อนสำหรับอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ และเพิ่มความเสี่ยงให้กับประเทศได้
ส.อ.ท.รับต่างชาติกังวลการเมืองยืดเยื้อ
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงกรณีนักลงทุนต่างชาติกังวลปัจจัยทางการเมืองว่าสาเหตุน่าจะมาจากนักลงทุน รอการแก้ปัญหาทางการเมืองของไทยมานานถึง 4 เดือน หากต้องรอต่อไปอีก อาจมองว่าสิ้นหวัง ซึ่งส.อ.ท.ยอมรับว่ากังวลกรณีนี้เช่นกัน เพราะนักลงทุนเมื่อตัดสินใจย้ายการลงทุนแล้ว ยากที่จะปรับแผนการลงทุนให้กลับเข้ามาลงทุนในไทยอีก จึงเรียกร้องให้ผู้ดูแลกกฎหมายต้องดูแลให้การบังคับใช้กฎหมายเท่าเทียมและเที่ยงธรรม ทุกฝ่ายต้องได้รับการปฏิบัติเสมอภาค ขอให้ทุกฝ่ายมีทัศนคติยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
นายพยุงศักดิ์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาโครงการลงทุนขนาดใหญ่มูลค่าเกิน 200 ล้านบาทขึ้นไป ที่ต้องขอรับส่งเสริมการลงทุน จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แต่ขณะนี้บีโอไอยังไม่มีคณะกรรมการ ที่จะพิจารณาอนุมัติโครงการได้ เรื่องนี้ว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลรักษาการตั้งคณะกรรมการบีโอไอชุดใหม่ไม่ได้
"เรื่องนี้บีโอไอสอบถามไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว กกต.แจ้งกลับว่า เป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในขอบข่ายการทำงาน จึงเป็นเรื่องที่บีโอไอต้องพิจารณาเอง แต่บีโอไอต้องการความมั่นใจจึงต้องสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาคาดจะทราบผลเร็วๆ นี้"
สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่เกิน 200 ล้านบาทขึ้นไป ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ ประมาณ 50% เป็นนักลงทุนไทย มีโครงการที่ยังรอการพิจารณาจากคณะกรรมการบีโอไอ มูลค่ากว่า 500,000 ล้านบาท โครงการลงทุนเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นโครงการขยายการลงทุนในธุรกิจเดิมให้มีขีดความสามารถการแข่งขันสูงขึ้น มีบางส่วนที่เป็นโครงการลงทุนใหม่
สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับโครงการขนาดใหญ่ ที่ค้างอยู่กว่า 500,000 ล้านบาท ขณะนี้ บีโอไอ ได้เสนอทางออก โดยให้นักลงทุนพิจารณาแยกโครงการขนาดใหญ่ออกเป็นโครงการย่อย มีมูลค่าลงทุนแต่ละโครงการไม่เกิน 200 ล้านบาท เพราะอยู่ในอำนาจที่บีโอไออนุมัติได้ โดยไม่ต้องเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบีโอไอชุดใหม่





