สยามประชาภิวัฒน์ ยก3เหตุผลรัฐบาลยิ่งลักษณ์ "สิ้นสภาพ" รักษาการ
กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการจากหลากหลายสถาบัน อาทิ นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ออกแถลงการณ์เรื่องการสิ้นสุดลงของรัฐบาลรักษาการ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
แถลงการณ์ระบุว่า ความแตกแยกขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้กำลังขยับเข้าสู่ "ภาวะสงคราม" ซึ่งเป็นภาวะที่ฝ่ายหนึ่งใช้กองกำลังติดอาวุธซุ่มโจมตีและทำลายอีกฝ่ายหนึ่งที่ใช้การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ถือหลักสันติ อหิงสาเป็นแนวทางในการต่อสู้ ภาวการณ์เช่นนี้ย่อมนำไปสู่ความสูญเสียต่อชีวิตและร่างกายของผู้บริสุทธิ์ ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กได้ตกเป็นเหยื่อทางการเมืองของผู้กระหายอำนาจแม้จะแลกด้วยชีวิตเลือดเนื้อของผู้บริสุทธิ์ และยังไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะมีผู้บริสุทธิ์อีกกี่รายที่จะต้องพลีชีวิตเพื่อให้รักษาการนายกรัฐมนตรีที่ไม่อาจกล่าวอ้างหลักประชาธิปไตยได้ ได้เสวยอำนาจอีกต่อไป
ดังนั้นกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ เห็นว่า รัฐบาลภายใต้การนำของรักษาการนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้สิ้นสุดลงปราศจากฐานที่จะอ้างความชอบธรรมใดๆ ตามรัฐธรรมนูญได้อีกต่อไป สืบเนื่องมาจาก
1.ความล้มเหลวของการเลือกตั้ง โดยการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.57 ที่ไม่อาจนำไปสู่การเปิดสภาผู้แทนราษฎรได้ตามมาตรา 127 ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังมีปัญหาว่าการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะขัดกับมาตรา 108 ของรัฐธรรมนูญ และปัญหาอื่นๆ อีกหลายประการ กล่าวโดยสรุป ฉันทานุมัติของประชาชนจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค.54 ที่ส่งผลให้จัดตั้งรัฐบาลนั้น ย่อมสิ้นสุดลงเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และเพียงทำหน้าที่รักษาการเพื่อรอสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ในการเลือกผู้บริหารชุดใหม่ต่อไป เมื่อเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.57 ไม่อาจบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ การดำรงอยู่ของรัฐบาลจึงมิอาจดำรงอยู่ได้อีกต่อไป
2.ความล้มเหลวของรัฐบาล โดยรัฐบาลรักษาการภายใต้การนำของ นางสาวยิ่งลักษณ์ อยู่ในภาวะล้มเหลวในการบริหารโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ก. ความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน ข. ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาให้กับชาวนาอันสืบเนื่องจากโครงการรับจำนำข้าวซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทยจนนำไปสู่การฆ่าตัวตายและการเสียชีวิตจำนวนมากของชาวนาผู้ประสบเคราะห์กรรมจากนโยบายดังกล่าว ความล้มเหลวนี้สืบเนื่องมาจากการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้
ค. ความล้มเหลวในการดูแลความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชน โดยเฉพาะจากกองกำลังที่ลอบซุ่มโจมตีด้วยอาวุธสงครามต่อผู้บริสุทธิ์ ความเสียหายต่อผู้บริสุทธิ์คนแล้วคนเล่า นอกจากอำนาจฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถปกป้องคุ้มครองได้แล้ว การกระทำทั้งหลายเหล่านี้น่าเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับฝ่ายรัฐบาลโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
3.ส่วนประกอบต่างๆ ของรัฐบาลกระทำการปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐบาลไม่อาจอาศัยความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 ประกอบกับรัฐบาลไม่สามารถใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในการสั่งการใดๆ ได้ ตลอดทั้งศาลได้มีคำสั่งห้ามมิให้ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ใช้อำนาจตามที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้อีกต่อไป "องคาพยพของรัฐบาล" จึงหันไปใช้กองกำลังติดอาวุธที่เคยใช้ได้ผลเมื่อ พ.ค.53 เพื่อข่มขู่คุกคามผู้ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธถือหลักสันติ อหิงสา จนนำมาสู่การบาดเจ็บล้มตายของผู้บริสุทธิ์คนแล้วคนเล่า ไม่เว้นแม้แต่เด็กผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เดียงสา
จนล่าสุดมีการเดินพลสวนสนามของกองกำลังอาสาสมัคร และต่อมามีการรับสมัครอาสาสมัครโดยกล่าวอ้างว่าเพื่อปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีความเชื่อมโยงไปสู่ "การแบ่งแยกประเทศ" เป็น "ประเทศอีสานล้านนา" ด้วย การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นพฤติกรรมที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญจนไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป
ทั้งนี้ จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น รัฐบาลรักษาการจึงสิ้นสภาพจากกระทำของตนเองและองคาพยพของรัฐบาล โดยไม่อาจกล่าวอ้างรัฐธรรมนูญและหลักประชาธิปไตยได้อีกต่อไป เพราะผู้จะกล่าวอ้าง "รัฐธรรมนูญ" และ "หลักประชาธิปไตย" ได้นั้นจะต้องไม่ใช่ "ผู้ทำลาย" หลักนั้นเสียเอง
และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง สถาบันทางการเมืองเท่าที่เหลืออยู่และประชาชนย่อมชอบที่จะสถาปนา "ผู้ปกป้องรัฐและรัฐธรรมนูญ" ขึ้นใหม่เพื่อธำรงความเป็น "ราชอาณาจักร" ที่มิอาจแบ่งแยกได้ และพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขสืบไปตราบชั่วลูกชั่วหลานของสยามประเทศ





