วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลือกตั้งส.ว.เดิมพันอนาคตการเมืองใหญ่

เลือกตั้งส.ว.เดิมพันอนาคตการเมือง ที่เป็นการสะท้อนถึงอนาคตการเมืองระดับชาติ

การเลือกตั้งไม่ว่าจะระดับไหน ย่อมมีความสำคัญในตัวเอง และเกี่ยวโยงกับการเมืองในระดับอื่นๆ ไม่เว้นแม้แต่การเลือกตั้ง ส.ว.ที่แม้เจตนารมณ์ต้องการที่จะให้ ส.ว. อยู่เหนือการเมืองเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ แต่ความเป็นจริงแล้ว หน้าที่เหล่านั้นจะเป็นตัวดึงให้พวกเขาเข้ามาอยู่กับการเมือง และจะทำให้ผลของการเลือกตั้งสะท้อนถึงอนาคตการเมืองระดับชาติ

การเลือกตั้ง ส.ว. ครั้งที่จะถึงนี้เป็นการวัดนัยยะของฐานเสียงอย่างง่ายๆครั้งแรก หลังจากประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤตความแตกแยก ที่เริ่มจากการชุมนุมของ กปปส. ซึ่งความจริงกระบวนการนับจำนวนผู้สนับสนุนจากการเลือกตั้งน่าจะมีให้เห็นตั้งแต่ในการเลือกตั้งส.ส. แต่ทางผู้ชุมนุมก็คัดค้านการเลือกตั้งซึ่งการเลือกตั้ง ส.ว. นี้ต่างออกไป เพราะผู้ชุมนุมไม่ได้ประกาศขัดขวาง

หลายคนพยายามปฏิเสธเรื่องสายสัมพันธ์ทางการเมือง แต่ทางพฤตินัยแล้ว ผู้สมัครแทบจะทุกคน โดยเฉพาะตัวเต็งๆ จะมีพรรคการเมืองสนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการทั้งสิ้น

ถึงแม้ว่าในการเลือกตั้ง ส.ว. จะมีตัวแปรสอดแทรกเรื่องความมีชื่อเสียง ผลงานที่กระทำมา แต่เหล่านี้จะมีผลกับเฉพาะในเขตพื้นที่เมืองเท่านั้น ขณะที่พื้นที่ชนบาทหรือห่างไกลออกไป ความสัมพันธ์ระหว่างหัวคะแนนกับชาวบ้านจะยิ่งส่งผลมากขึ้น ในกรณีนี้เนื่องจากเขตที่ใหญ่จึงยากที่ประชาชนจะรู้จักผู้สมัคร ส.ว.ของเขาอย่างทั่วถึง ยิ่งห้ามหาเสียงด้วยยิ่งยากเข้าไปกันใหญ่

ดังนั้นถึงแม้จะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ภาพคร่าวๆของคะแนนความนิยมในพื้นที่ต่างๆก็จะเห็นได้ไม่ยากนัก

ประการต่อมาคือ ความพยายามที่จะแย่งชิงการมี "ส.ว.ของตัวเอง" ก็จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอนาคตทางการเมือง ทั้งนี้เนื่องจาก อำนาจเฉพาะตัวของ ส.ว. ที่จะชี้ขาดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง หรืออาจจะถึงเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายด้วยซ้ำ

อำนาจหน้าที่แรกคือการกลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งในที่นี้อาจจะไม่มีผลอะไรมากนัก หากไม่พ่วงมาด้วยตำแหน่งสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งและเสียงหนึ่งของการแก้รัฐธรรมนูญ

เป็นที่รู้กันว่าสภาสมัยหน้าไม่ว่าจะเกิดได้เมื่อไหร่ แต่สิ่งที่ต้องทำแน่ๆคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายใต้วาทกรรมปฏิรูปการเมือง ส่วนจะแก้รายมาตรา หรือแก้ทั้งฉบับเป็นเรื่องที่ต้องพูดกัน แต่การได้เสียง ส.ว. ฝั่งตัวเองเพิ่มมากขึ้นก็เป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองให้มากขึ้น

แต่ที่ดูเหมือนจะเป็นข้อใหญ่ใจความมากกว่าการกลั่นกรองกฎหมายหรือเสียงในฐานะสมาชิกรัฐสภาคือ อำนาจการแต่งตั้งและถอดถอนองค์กรอิสระ

ขณะที่อำนาจขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นที่รู้กันว่าเป็นจุดชี้ขาดการแพ้ชนะทางการเมือง ดังนั้นการเข้าไปอยู่ในต้นทาง คือเข้าไปอยู่ในส่วนของการเลือกคนเข้ามาก็สร้างความได้เปรียบ ดังที่เราเคยเห็นมาแล้วในอดีต

และจะยิ่งได้เปรียบเพราะอำนาจในการถอดถอนองค์กรอิสระก็ยังอยู่ในมือของ ส.ว. อีกด้วย ซึ่งหมายถึงการควบคุมการใช้อำนาจของเหล่าบรรดาองค์กรอิสระ

นอกจากอำนาจแต่งตั้งถอดถอนองค์กรอิสระแล้วยังมีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และนี่คือจุดที่บรรดานักการเมืองหวั่นใจ และอยากได้ไว้เป็นพวก

หากเป็นอย่างที่ผ่านมาที่วุฒิสภายังไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การถอดถอนก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ลองจินตนาการดูว่าหากสมาชิกวุฒิสภา 3 ใน 5 รวมตัวกันได้ นั่นแปลว่าการถอดถอนจะไม่เป็นเพียงเสือกระดาษอีกต่อไป

แต่หาก ส.ว. ที่รวมกลุ่มได้เป็นพวกของใคร แม้คนนั้นจะมีความผิดเพียงใด หลักฐานส่งมาจากองค์กรอิสระเข้มข้นมาขนาดไหน แต่สุดท้ายก็ฝ่าด่าน ส.ว.ไปไม่ได้การถอดถอนก็ย่อมไม่เกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่เป็นไปได้ทั้งสองแบบหากกุมเสียงวุฒิสภาได้ กลไกควบคุมการใช้อำนาจก็จะถูกควบคุมโดยสมบูรณ์แบบทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ

อย่างไรก็ตามหากดูความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็ชัดเจนว่า ส.ว. สรรหาโดยมากมีความเห็นอยู่ในฝั่งใด แต่ที่ยังควบคุมได้ไม่หมดเพราะยังมี ส.ว. เลือกตั้ง ดังนั้นสนามการแข่งขันครั้งนี้จึงยิ่งเข้มข้น

ถ้าสมาชิกวุฒิสภาที่เข้ามาใหม่ โดยมากมีความเห็นคล้ายกับ ส.ว.สรรหาที่เป็นอยู่ ก็เชื่อขนมกินได้ว่า รัฐบาลรักษาการ หรือ กลุ่มของเพื่อไทยอนาคตน่าจะอยู่ยาก

นี่ไม่ใช่เป็นการกล่าวหา แต่หากดูจากตัวเลข ส.ว. ที่ สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่เป็น ส.ว. สรรหา ส่วนอีก 48 เป็น ส.ว. เลือกตั้ง แต่หากขั้วการเมืองรัฐบาลปัจจุบัน สามารถรักษาดุลอำนาจเช่นที่เป็นอย่างทุกวันนี้ได้ ก็ยังคงสบายใจได้ไปอีกนาน และค่อยไปเริ่มเกมอื่นในการรุกคืบต่อไปแทน

และที่สำคัญงานเฉพาะหน้าที่ ส.ว. ชุดใหม่อาจต้องเข้ามาทำเป็นงานแรกคือการพิจารณาถอดถอน "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากโครงการจำนำข้าว ถ้าฝั่งขั้ว "เพื่อไทย" พลาดท่า "ยิ่งลักษณ์"อาจจะไม่แค่ยุติปฏิบัติหน้าที่แต่หมายถึงการกระเด็นออกจากตำแหน่งอย่างถาวร

นี่ยังไม่รวมอีก 308 ส.ส. ส.ว. ที่จ่อคิวถูกถอดถอนจากกรณีแก้รัฐธรรมนูญ และอาจต้องหมดอนาคตทางการเมืองไปตลอดชีวิต

การเลือกตั้ง ส.ว. ครั้งนี้จึงเดิมพันถึงอนาคตการเมืองใหญ่ มากกว่าคราวที่ผ่านมายิ่งนัก