สถานการณ์ที่ผ่านมาผมคิดว่าผู้เล่นทั้ง 2 ฝ่ายต้องการเพียงเอาชนะกัน แต่ไม่มีใครที่สามารถชนะได้อย่างแท้จริง
ตลอดสัปดาห์นี้ ข่าวการเริ่มกระบวนการเจรจาของคู่ขัดแย้งหลักทางการเมือง จากการประสานของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นสิ่งที่สังคมจับตาและตั้งความหวัง เพื่อหยุดวิกฤติรอบนี้ให้ได้ก่อนเกิดจลาจล สงครามกลางเมือง หรือเศรษฐกิจพังพินาศ
แม้การเจรจาจะยังเปราะบางยิ่ง และยังไม่สามารถบรรลุผลในเนื้อหาใดๆ ได้ แต่การพอมองเห็นลู่ทางของการพบปะพูดคุยกัน ย่อมเป็นเสมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์อันมืดมิด
บนเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยของ "เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป" ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันขององค์กรวิชาชีพกว่า 70 กลุ่ม/องค์กร เพื่อร่วมกันหาแนวทางปฏิรูปประเทศที่เป็นประโยชน์สูงสุด ก็มีหนึ่งข้อเสนอสำคัญเป็นเรื่องการเจรจาเช่นกัน ดังสโลแกน "หยุดความรุนแรง เริ่มเจรจา เดินหน้าปฏิรูป"
วานนี้ เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปได้จัดการเสวนาครั้งที่ 3 ที่โรงแรม เดอะ สุโกศล ถนนศรีอยุธยา โดยได้เชิญผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญด้านการปฏิรูปบนความขัดแย้งมาเป็นวิทยากร นำโดย อดัม คาเฮน นักออกแบบกระบวนการจัดการปัญหาสังคม ภายใต้หัวข้อ "เรียนรู้ประสบการณ์ บทเรียน-กระบวนการปฏิรูปของต่างประเทศ"
อดัม เริ่มต้นว่า เขาผ่านประสบการณ์ร่วมคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งของหลายประเทศมานานกว่า 20 ปี เช่น ที่โคลัมเบีย อินโดนีเซีย เป็นต้น ยืนยันได้ว่าความขัดแย้งของประเทศไทยยังไม่มากเท่าประเทศอื่นๆ ที่มีวงของความขัดแย้งขยายไปเป็นสงครามกลางเมือง
ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งขึ้นในประเทศไทย เขาได้พำนักอยู่ในประเทศไทย เฝ้าดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีโอกาสได้สนทนากับนักการเมือง นักธุรกิจ รวมไปถึงนักวิชาการ เพื่อเพิ่มความเข้าใจในมิติของปัญหาการเมืองไทย ซึ่งต้องยอมรับว่า ปัญหาของประเทศไทยลงลึกค่อนข้างมาก เป็นความขัดแย้งที่บีบให้ผู้คนในสังคมต้องเลือกข้างอย่างชัดเจนเท่านั้น แต่จากประสบการณ์ยืนยันว่าสมารถหาทางออกได้ไม่ยากเย็น
อดัม บอกว่า บนสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรง มีเพียง "สู้" กับ "เจรจา" เท่านั้นที่เป็นทางออก แต่เชื่อว่าสำหรับประเทศไทยคงจะจบลงด้วยการเจรจามากกว่า เพราะมีความพยายามดึงสองขั้วขัดแย้งมาพูดคุยกัน
"สถานการณ์ที่ผ่านมาผมคิดว่าผู้เล่นทั้ง 2 ฝ่ายต้องการเพียงเอาชนะซึ่งกันและกัน แต่ความจริงแล้วไม่มีใครที่สามารถชนะได้อย่างแท้จริง"
อดัม อธิบายถึงรูปแบบของการเจรจาเพื่อยุติปัญหาขัดแย้งทางการเมืองว่า ไม่ควรมีการเจรจาแบบเปิดเผย เพราะเขาเคยได้มีโอกาสร่วมวงเจรจาที่มีการถ่ายทอดวิทยุออกอากาศให้ประชาชนทั่วไปได้รับฟังมาแล้ว ซึ่งผลที่ออกมาไม่ใช่เรื่องดีนัก
"จากประสบการณ์ 15 ปีในละตินอเมริกา ที่เวเนซูเอลาซึ่งมีปัญหาความขัดแย้งเหมือนไทย พบว่าการเอาชนะศัตรูได้ ไม่ได้เป็นแนวทางที่จะชนะอย่างจริงจัง และไม่ว่าชนะหรือไม่ก็ไม่ใช่ทางเลือก การชนะอาจดูเป็นวีรบุรุษ ฟังดูดี แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง วิธีที่แก้ปัญหาได้จริงๆ คือการเจรจาให้บรรลุผลและประสบผลสำเร็จจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน”
อดัม กล่าวถึงทางออกของประเทศไทยว่า ด้วยปัญหาที่ซึมลึกลงในสังคมและมีความซับซ้อนสูง จึงต้องใช้เวลาและความอดทน ต้องลำดับปัญหา แก้ไขทีละขั้น ทีละประเด็น ต้องมองการแก้ปัญหาแบบบริบทรวมทั้งหมด แต่ไม่จำเป็นต้องรอให้สถานการณ์นิ่งแล้วจึงแก้ไข ที่สำคัญต้องทำให้ภาคประชาสังคมรู้สึกว่าพวกเขามีส่วนร่วมในการเจรจาด้วย ไม่ใช่เพียงการเจรจาของสองขั้วการเมืองเท่านั้น
"ต้องคิดอย่างเป็นระบบและเป็นความคิดที่มาจากการมีส่วนร่วมของภาคสังคม การแก้ปัญหาความขัดแย้งไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยการบังคับ หรือใช้วิธีแก้ไขแบบเดิมๆ อีกต่อไป"
ในส่วนของการปฏิรูป อดัม บอกว่า วิธีการปฏิรูปที่ดีที่สุดต้องไม่ใช่เป็นเพยงข้อเสนอเท่านั้น แต่ต้องลงมือสร้างให้เป็นจริง อยู่บนพื้นฐานที่ทุกภาคส่วนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ซึ่งจะต้องมีทั้งการมีส่วนรวมของรัฐบาล หน่วยงานรัฐ และองค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐ
"ผมคิดว่าต้องมีโซเชียล แล็บ หรือห้องปฏิบัติการทางสังคม เป็นกระบวนการที่สามารถส่งผลทั้งระบบต่อสังคมโดยรวม ออกแบบมาเพื่อการมีส่วนร่วม และจะต้องลงมือทำทันที การปฏิรูปนั้น ยิ่งมีความขัดแย้ง ยิ่งสมควรปฏิรูป เพราะหากมัวแต่รอให้สถานการณ์นิ่งไปก่อน ย่อมไม่มีวันที่จะสามารถปฏิรูปประเทศได้เลย"
"จากประสบการณ์ของผมที่ทำงานมาหลายประเทศ ได้พิสูจน์แล้วว่าการปฏิรูปโครงสร้างบนสถานการณ์ขัดแย้งสูงและมีความซับซ้อนสามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าการปฏิรูปหรือทำอะไรแบบนี้ต้องใช้ความอดทนสูง และมันไม่มีทางลัดอื่นใด แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้สถานการณ์นิ่งหรือรอจังหวะดีๆ ก่อนแล้วค่อยปฏิรูป เพราะมันสามารถเริ่มต้นได้ทันทีตั้งแต่เดี่ยวนี้เลย"





