วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผ่ากระบวนการรับข้อหาจำนำข้าว'ยิ่งลักษณ์'

ตั้งแต่ปี2555 กขช.มีการประชุมทั้งสิ้น8ครั้ง และในปี2556มีการประชุม 9ครั้ง โดยนายกฯได้ออกคำสั่งในปี 2555จำนวน 15คำสั่ง และในปี2556อีก15คำสั่

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งหนังสือให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับทราบข้อกล่าวหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยก่อนหน้านั้นได้แจ้งข้อกล่าวหาทุจริตกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์กับพวกรวม 16 คน

การแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ จึงเป็น "ความต่อเนื่อง" จากคดีของนายบุญทรง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)

คดีนี้ นายวิชา มหาคุณ ในฐานะโฆษกกรรมการ ป.ป.ช. ชี้แจงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา เนื่องมาจากพรรคประชาธิปัตย์ร้องต่อประธานวุฒิสภาให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกเหตุอันควรสงสัยว่า "จะเป็นการละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ไม่ยับยั้งการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากโครงการรับจำนำข้าว"

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากคำกล่าวหาเดิมของนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ที่กล่าวหานายกรัฐมนตรีมาพร้อมกับกรณีการขายรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) หากแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับพิจารณากรณี จีทูจี ในเบื้องต้นก่อน โดยไม่ทิ้งประเด็นเรื่องนโยบายที่ผิดพลาดและความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งที่ได้มีการทักท้วงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้วถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่ยับยั้ง

ในกระบวนการไต่สวน ป.ป.ช. จึงเริ่มมีการไต่สวนตั้งแต่ นโยบายของรัฐ ความหมายของคำว่า "จำนำ" ความคิดเห็นทางวิชาการ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง (คณะอนุกรรมการปิดบัญชี) แล้ว จึงลงสู่กระบวนการไต่สวนเรื่องจีทูจี ทั้งนี้ได้เริ่มไต่สวนมาตั้งแต่เดือนธ.ค. 2555 เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 18 ม.ค. 2557 รวมแล้วเป็นเวลา หนึ่งปีเศษ มิใช่ 21 วัน ตามที่นางสาวยิ่งลักษณ์ฯ กล่าวแต่อย่างใด ส่วนเรื่องการขอทราบพยานหลักฐานและการคัดค้านกรรมการ ป.ป.ช. นั้น ทางสำนักงาน ป.ป.ช. ได้แจ้งให้รักษาการนายกรัฐมนตรีทราบแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา

หากต้องการเข้าใจบทบาทของนางสาวยิ่งลักษณ์ ในโครงการรับจำนำข้าว เราต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ยอมรับในการตอบคำถามของฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2556 ว่า "แม้ว่า ดิฉันจะเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) โดยตำแหน่ง แต่ก็ได้มอบหมายให้รองนายกฯ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมทุกครั้ง ทั้งนี้การทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวได้มีการแบ่งการทำงานเป็นหลายระดับ หลายคณะ โดยคณะกขช.เป็นผู้ที่กำหนดนโยบายและแนวทางการทำงาน รวมถึงกำหนดมาตรการต่างๆ โดยมี 12 คณะอนุกรรมการดำเนินการ ทั้งในการดูแลการผลิต การตลาด การจำนำ และ การระบายข้าว"

นั่นแสดงให้เห็นว่า แม้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่เคยเข้าประชุม กขช. แต่ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี คือ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และ นายบุญทรง เป็นประธานในการประชุมทุกครั้ง

ตั้งแต่ปี 2555 กขช.มีการประชุมทั้งสิ้น 8 ครั้ง และในปี 2556 มีการประชุม 9 ครั้ง โดยนายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ในปี 2555 จำนวน 15 คำสั่ง และในปี 2556 อีก 15 คำสั่ง ซึ่งยังไม่นับรวมในปี 2557

ทั้งหมดนี้ นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ลงนามในคำสั่งดังกล่าว ในฐานะประธาน กขช. ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน 2534 ตามมาตรา 11 (1) ดังนี้

นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

(1) กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อการนี้จะสั่งให้ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และส่วนราชการซึ่งมีหน้าที่ควบคุมราชการส่วนท้องถิ่น ชี้แจง แสดงความคิดเห็น ทำรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการ ในกรณีจำเป็นจะยับยั้งการปฏิบัติราชการใด ๆ ที่ขัดต่อนโยบายหรือมติของคณะรัฐมนตรีก็ได้และมีอำนาจสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ในการเป็นความผิดนั้น ในฐานะข้าราชการการเมือง เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

"มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”

มาตรานี้แยกการกระทำเป็น 2 ความผิด คือ

1.ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

คำว่า “โดยมิชอบ” หมายความถึง โดยมิชอบด้วยหน้าที่ซึ่งเจ้าพนักงานมีอยู่ตามกฎหมาย ดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1403/2521 ที่วินิจฉัยว่า “การกระทำโดยมิชอบนั้น เฉพาะตามหน้าที่ของเจ้าพนักงานนั้นโดยตรงที่ได้รับมอบให้มีหน้าที่นั้นๆ ถ้าการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติไม่เกี่ยวกับหน้าที่ของเจ้าพนักงานแล้ว ย่อมไม่มีความผิด”

ถ้าการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ ไม่อยู่ในหน้าที่หรืออยู่ในหน้าที่แต่เป็นการกระทำที่ชอบด้วยหน้าที่โดยสุจริต ก็ไม่เป็นความผิด ดังนั้นถ้ามีหน้าที่ต้องปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นก็เป็นการกระทำความผิดตามมาตรานี้

องค์ประกอบของความผิดมาตรานี้อยู่ที่ มูลเหตุชักจูงใจ คือ “มีเจตนาพิเศษ” ที่ต้องการกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งรวมถึงความเสียหายในทุกๆ ด้าน โดยไม่จำกัดเฉพาะความเสียหายที่เป็นทรัพย์สินเท่านั้น เช่น ความเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเสียหายแก่เสรีภาพ เป็นต้น

2.ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

คำว่า “โดยทุจริต” ตามความหมายนี้ คือ การใช้อำนาจในหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นจากการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้น และที่สำคัญคือ “ต้องมีหน้าที่” คือ การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัตินั้นต้องอยู่ในหน้าที่ ดังนั้น หากไม่อยู่ในหน้าที่หรืออยู่ในหน้าที่แต่ทำโดยชอบและโดยสุจริต ก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้

ดังนั้น กรณีที่ ป.ป.ช. เรียกนางสาวยิ่งลักษณ์ไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้ (27 ก.พ.) ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะไปรับทราบข้อกล่าวหาด้วยตัวเอง หรือ ส่งทนายความไปแทนหรือไม่ แต่หากไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหา ก็อาจทำให้ไม่มีโอกาสได้ชี้แจง หรือแก้ต่างข้อกล่าวหา เหมือนหลายกรณีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว