วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองแรง-ดีลเจรจาล้มจับตาตั้ง'ทีมพิเศษ'

แนวโน้มการเมืองแรง-ดีลเจรจาล้ม จับตาตั้ง"ทีมพิเศษ" สกัดฮาร์ดคอร์

เหตุรุนแรงในระดับที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บร่วมครึ่งร้อยซึ่งเกิดขึ้น 2 วันต่อเนื่องกัน คือ เมื่อกลางดึกวันเสาร์ที่ 22 ก.พ.ที่ จ.ตราด และเมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 23 ก.พ.ที่หน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ราชดำริ ทำให้สังคมอยู่ในอาการช็อค โดยเฉพาะทั้งสองเหตุการณ์ทำให้เด็กเล็กๆ วัยเพียง 4-6 ขวบเสียชีวิตไปถึง 3 คน

หลายคนตั้งคำถามว่าการต่อสู้ฟาดฟันกันทางการเมือง ต้องประหัตประหารกันด้วยความรุนแรงจนพี่น้องประชาชนที่คู่ขัดแย้งอ้างตัวว่าทำเพื่อพวกเขานั้น ต้องตกเป็นเหยื่อมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ

อย่างไรก็ดี ในแง่ของการประเมินสถานการณ์ของหน่วยงานความมั่นคง และการรวบรวมความเห็นจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ พบแนวโน้มการใช้ความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น ดังนี้

1.สถานการณ์การเผชิญหน้าตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแจ้งข้อหา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ตรวจสอบแก้ไขกรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว รวมทั้งกรณีที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาห้ามสลายการชุมนุม และห้ามศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ออกประกาศหรือคำสั่งที่ลิดรอนหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุม กปปส. ซึ่งศาลมองว่ายังเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ

ทั้งสองประเด็นนี้ ในทางการเมืองถือกันว่า "ดีลจบแล้ว" หมายถึงการพูดคุยเจรจาเพื่อยุติปัญหาหรือหาทางออกที่พอยอมรับกันได้ทั้งสองฝ่าย ถูก "ล้มโต๊ะ-เก็บฉาก" อย่างสมบูรณ์

2.สืบเนื่องจากข้อ 1 ทำให้ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลรู้สึกโกรธแค้น และมีความพยายามปฏิบัติการรุนแรงโดยใช้อาวุธต่อเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับฝ่ายผู้ชุมนุมมากขึ้น ขณะเดียวกันปฏิบัติการดังกล่าวก็สุ่มเสี่ยงที่จะถูกตอบโต้จากกลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนการชุมนุมซึ่งมีจัดตั้งไว้เช่นกัน ทำให้สถานการณ์ล่อแหลมอย่างยิ่ง

3.การใช้ความรุนแรงตอบโต้กันยังมีแนวโน้มเป็นการลอบทำร้ายในลักษณะ "สงครามกองโจรในเมือง" แต่จะยังไม่ถึงขั้นนำมวลชนขนาดใหญ่มาปะทะกัน อย่างไรก็ดี มีร่องรอยของความพยายามที่จะจัดการชุมนุมเพื่อกดดันองค์กรอิสระและฝ่ายตุลาการที่เรียกว่า "ชัตดาวน์องค์กรอิสระ" จากฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล

4.เป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ที่สุ่มเสี่ยงตกเป็นเป้าความรุนแรง มีทั้ง "อาคารสถานที่" และ "ตัวบุคคล" ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระบางองค์กร สถาบันตุลาการ เจ้าหน้าที่กองทัพ โดยเฉพาะกลุ่มหรือองค์กรที่แสดงท่าทีคล้ายเลือกข้างทางการเมือง หรือบทบาทขององค์กรเหล่านั้นมีผลต่อทิศทางทางการเมือง

5.มีการปลุกระดมให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างกันของเจ้าหน้าที่รัฐผู้ถืออาวุธต่างหน่วย

6. มีการเคลื่อนย้ายอาวุธและกองกำลังที่ผ่านการฝึกเข้ามาในพื้นที่ขัดแย้ง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ โดยฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลนั้น พื้นที่ฝึกมีทั้งภาคอีสาน และภาคตะวันตก ขณะที่กองกำลังฝ่ายสนับสนุนผู้ชุมนุม มีการเคลื่อนย้ายมาจากภาคใต้และภาคตะวันออก

7.แนวโน้มการฟื้นโต๊ะเจรจายังไม่มี แม้จะมีความพยายามพูดคุยประสานงานกับคู่ขัดแย้งบ้างจากบางฝ่าย แต่ไม่มีพลังเพียงพอที่จะระงับยับยั้งความขัดแย้งและความรุนแรงของกลุ่มการเมืองที่ไม่ยอมลงให้แก่กัน เนื่องจากแต่ละฝ่ายยังคิดว่าแนวทางของตัวเองจะนำไปสู่ชัยชนะแบบ "ซีโร่ ซัม เกม" (หมายถึงชนะทั้งกระดาน กินรวบ ขณะที่อีกฝ่ายแพ้หมดรูป) ไม่ใช่ "วิน-วิน" หรือชนะด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ขณะที่เดิมพันของแต่ละฝ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ จากคดีความและข้อกล่าวหาทางอาญา เช่น ทุจริตโครงการรับจำนำข้าว หรือหมายจับในข้อหากบฏ เป็นต้น ทำให้การเจรจาเพื่อยุติปัญหาเป็นไปอย่างยากลำบากมาก

ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีการประสานงานกันอย่างหลวมๆ ระหว่างหน่วยงานความมั่นคงที่ยังคงมีความเป็นกลางทางการเมือง และไม่ถูกการเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแทรกแซง วงประชุมของผู้แทนหน่วยงานในกลุ่มนี้ได้เสนอให้ "ผู้นำกองทัพ" เร่งทำความเข้าใจกับ "ผู้นำฝ่ายตำรวจ" เพื่อลดความหวาดระแวงระหว่างกัน ป้องกันปัญหาการกระทบกระทั่งหรืออาจบานปลายไปถึงการปะทะกันเองในอนาคตของเจ้าหน้าที่รัฐถืออาวุธด้วยกัน

ส่วนกลุ่มกองกำลังติดอาวุธนั้น มีการวิเคราะห์แยกแยะออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.กองกำลังฮาร์ดคอร์ มุ่งใช้ความรุนแรงอย่างเดียว มีทั้งที่รวมตัวกันเองและฝ่ายการเมืองสนับสนุน แต่เมื่อสถานการณ์การเมืองเร่งเร้า ฝ่ายการเมืองก็ไม่อาจควบคุมได้ กลุ่มเหล่านี้เน้นปฏิบัติการแบบอิสระ ใช้อารมณ์และความโกรธแค้นเฉพาะตนหรือเฉพาะกลุ่มในการเลือกเป้าหมาย ถือเป็นกลุ่มที่ป้องกันยากและไม่อาจเจรจาได้

2.กองกำลังติดอาวุธที่ผ่านการฝึกและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกลุ่มการเมืองคู่ขัดแย้ง กองกำลังกลุ่มนี้จะก่อเหตุอย่างมีแบบแผน เลือกเป้าหมายที่เป็นสัญลักษณ์ มีวงรอบการก่อเหตุ และมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี มีทีมงานใหญ่พอสมควร เพราะต้องมีการสืบสภาพพื้นที่ก่อนเกิดเหตุ (เช่น สกรีนกล้องวงจรปิด) มีชุดล่วงหน้า ชุดปฏิบัติการ และเซฟเฮาส์ในการกบดาน

จากการทำ "แผนที่ก่อเหตุ" หรือแผนประทุษกรรมของกองกำลังตามข้อ 2 พบเส้นทางการปฏิบัติการของแต่ละทีมอย่างชัดเจน เช่น เหตุระเบิดจากระเบิดขว้างแบบเอ็ม 26 เป้าหมายจะกระจุกตัวอยู่ในบางเขตและบางถนนมากเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับปฏิบัติการที่ใช้เครื่องยิงลูกระเบิดแบบเอ็ม 79 และระเบิดขว้างชนิดอื่นซึ่งพบความเชื่อมโยงของแต่ละเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ วงประชุมของหน่วยงานความมั่นคงได้เสนอให้กองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิสูจน์ทราบกองกำลังติดอาวุธ และกองกำลังฮาร์ดคอร์ เพื่อขัดขวางการปฏิบัติ โดยตั้ง "ทีมพิเศษร่วม" ขึ้นมาเป็นการเฉพาะในการติดตาม แกะรอย และจับกุม เพื่อหยุดยั้งการยกระดับความรุนแรงหรือสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งให้บานปลายมากกว่าปัจจุบัน