"นักสันติวิธี"หวั่นแก้ความขัดแย้งเพิ่มดีกรีความรุนแรง พร้อมหนุนให้คู่ขัดแย้งเจรจา โดยเปิดพื้นที่พูดคุย โดยยึดประชาชนมากกว่าอำนาจทางการเมือง
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล แห่งสถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลและกลุ่ม กปปส. โดยล่าสุดเกิดเหตุที่บริเวณพื้นที่การชุมนุมของกองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ (กปท.) บริเวณแยกผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 5 ราย แบ่งเป็น ตำรวจ 1 นาย และผู้ชุมนุม 4 คน รวมถึงทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 64 คน ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นสะท้อนความย่ามใจของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศรส.) ที่ใช้กำลังบุกเข้าไปยึดพื้นที่อีกครั้ง หลังจากที่ทำสำเร็จแล้วในพื้นที่ถนนราชดำเนิน ใกล้กับพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มคปท. ทั้งนี้การใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการปฏิบัติการทวงคืนพื้นที่จากการชุมนุมทั้ง 5 เวทีพร้อมกันนั้นถือเป็นเรื่องยากที่จะประสบความสำเร็จ เพราะในพื้นที่ชุมนุมได้มีการตั้งรับ เมื่อตำรวจเข้ามาจึงเกิดการปะทะกันเกิดขึ้น
พล.อ.เอกชัย กล่าวด้วยว่าเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากเหตุการณ์เมื่อปี 2553 ที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ใช้ความรุนแรง สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนเชื่อจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เพราะกลุ่มกปปส. จะระดมคนออกมามากขึ้นเพื่อต่อสู้และต่อต้านฝ่ายรัฐ ดังนั้นทางออกมีอยู่ 2 วิธี โดยวิธีแรก คนระดับแกนนำต้องหารือเพื่อยุติปัญหาร่วมกัน ไม่ว่าจะในรูปแบบคนกลาง หรือแกนนำของแต่ละฝ่ายพูดคุยกัน ซึ่งตนมองว่าปัจจุบันยังเป็นสถานการณ์ที่คุยกันได้ หากแกนนำปฏิเสธการพูดคุย เชื่อว่าอนาคตเขาก็จะคุยกันแต่เปลี่ยนสถานที่ คือ ในเรือนจำ เพราะแกนนำรัฐบาลถูกพิจารณาในคดีความต่างๆ ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. และแกนนำ กปปส. ต่างมีหมายจับ และคดีความติดตัวทั้งนั้น ส่วนวิธีที่สอง คือประชาชนต้องเดินหน้าการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ โดยไม่ต้องรอนักการเมืองหรือฝ่ายรัฐ รวมถึงเลิกคาดหวังว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเข้ามาปฏิรูปเพราะสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ตอนนี้คือการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง และที่ผ่านมาตนไม่พบว่าฝ่ายการเมืองจะเอาจริงเอาจังเรื่องการปฏิรูปซึ่งตนขอตั้งคำถามว่าประเด็นปฏิรูปที่ฝ่ายการเมืองพูดนั้นเป็นการหลอกลวงประชาชนไปวันๆ หรือไม่
ส่วนนายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติวิธีและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ไม่มีประโยชน์ที่จะไปตำหนิฝ่ายใด เพราะทางตำรวจได้เข้าไปเจรจากับฝ่ายผู้ชุมนุมกปท. เพื่อขอคืนพื้นที่การจราจรแล้ว แต่ตนไม่ทราบว่าผลของการเจรจานั้นได้ข้อสรุปเช่นไร เหตุการณ์จึงออกมาเป็นลักษณะดังกล่าว ดังนั้นเหตุการณ์ปะทะจนมีเจ้าหน้าที่และประชาชนบาดเจ็บ จนถึงขั้นเสียชีวิตนั้นถือเป็นบทเรียนหนึ่งที่ทั้ง 2 ฝ่ายต้องนำไปพิจารณา ส่วนสถานการณ์ความรุนแรงจะยกระดับขึ้นหรือไม่ตนเดาไม่ได้ แต่สามารถยุติการยกระดับความรุนแรงได้ หากแกนนำของฝ่ายผู้ชุมนุม ฝ่ายรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงจุดยืนต่อสังคมที่สะท้อนให้เห็นว่าเสียใจกับการสูญเสียและกรณีที่มีผู้ที่เสียชีวิต แทนที่จะใช้ประเด็นการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บของฝ่ายตัวเองไปสร้างความเจ็บแค้น โกรธและเกลียดชังซึ่งกันและกัน ลักษณะคือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา
“ผมมองว่าความขัดแย้งทางการเมืองสามารถยุติได้ด้วยการให้สองฝ่ายมาเจรจา แต่ไม่ใช่ในจุดยืนที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซึ่งผมมองว่าอาจจะเริ่มจากประเด็นที่เห็นร่วมกันก่อน เช่น ต้องการให้สังคมสงบสุข ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี จะทำอย่างไร กปปส. ก็คิดมา ส่วนรัฐบาลในฐานะผู้บริหารก็ยอมปฏิบัติตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด แบบนี้ก็จะทำให้มีพื้นที่ของการพูดคุยระหว่างสองฝ่ายมากขึ้น” นายโคทม กล่าว
ด้านนายสุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวประเด็นเดียวกันว่า ความรุนแรงจากความขัดแย้งทางการเมืองมองว่าเป็นสิ่งที่เกิดจากรัฐบาลที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพในการดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศ และไม่สามารถบริหารงานที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นจากทุกฝ่าย อย่างไรก็ตามในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา เป็นเพราะรัฐบาลไม่ได้แยกแยะบทบาทที่เหมาะสม การส่งคนไปเจรจาเพื่อขอให้เปิดพื้นที่ ก็ได้ส่งคนอีกกลุ่มไปรุกราน มีการแต่งตัวเหมือนกับการไปรบในสงคราม ถือว่าเป็นความไม่เหมาะสม จากเหตุการณ์ที่ทำให้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกจำนวนมากถือเป็นเรื่องหน้าเศร้าและไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก ส่วนการชุมนุมของกปปส. เองต้องจัดกิจกรรมให้ดีกว่านี้
"สิ่งที่จะลดความรุนแรง โดยหลักปฏิบัติต้องมีขั้นตอนการดูแลผู้ชุมนุม ต้องมีขั้นตอนการพูดจา สร้างระบบติดต่อกันที่สร้างความไว้วางใจ อย่าได้ใช้วิธีของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ฐานะ ผู้อำนวยการ ศรส.ที่ใช้การยั่วยุ" นายสุริชัย กล่าว





