วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปูดจำนำข้าวโกงทุกขั้นตอนเอื้อหัวคะแนนรัฐ

เสวนา"จำนำข้าว พังเพราะผิดพลาดหรือตั้งใจโกง" แฉกลทุจริตทุกขั้นตอน เอื้อผลประโยชน์หัวคะแนนรัฐ ทุบกลไกตลาด คาดสูญเงินกว่า 2 แสนล้าน

วานนี้ (16 ก.พ.) ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถ.ราชดำเนิน คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ชมรมนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (SVN) เครือข่ายปฎิรูปพลังงานไทย องค์กรต่อต้านการคอร์รัปชั่น จัดเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง "จำนำข้าว พัง! เพราะผิดพลาดหรือตั้งใจโกง"

นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวเปิดการเสวนา ว่า หัวข้อวันนี้ต่อจากสัปดาห์ที่ผ่านแล้วจากหัวข้อ "ทางตันจำนำข้าว ทางรอดชาวนาไทย" ซึ่งในการเสวนาในครั้งที่แล้วได้ข้อสรุปว่า วิธีช่วยชาวนาที่ดีที่สุดคือเปิดโกดังแล้วขายข้าว โดยไม่ต้องกู้ยืมเงิน เพื่อนำเงินที่ขายมาชำระหนี้ให้ชาวนากว่า 1.3 แสนล้านบาทได้ ขณะเดียวกันจะเป็นเรื่องดีถ้ารู้ว่าที่รัฐบาลเก็บสต๊อกข้าวไว้ 18 ล้านตันโดยเอาเงินภาษีอากรไปใช้นั้น ก็ชัดเจนแล้วว่าเป็นทุกข์ของแผ่นดิน โดยไม่ต้องอธิบายอะไรแล้ว ทั้งนี้การดำเนินการของคณะกรรมการการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)ก็ได้แต่รอคอยที่จะทำหน้าที่หรือเรียกว่ามาช้าดีกว่าไม่มา แต่ถ้ากรณีนี้ถ้ามีการตรวจสอบโครงการตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็คิดว่าสังคมไทยจะสามารถป้องกันเงินภาษีอากรได้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท แทนที่จะปล่อยให้เสียหายถึงขณะนี้

ชจากนั้นเข้าสู่การเสวนา "จำนำข้าว พังเพราะผิดพลาดหรือตั้งใจโกง" โดยมีนายนิพนธ์ วงศ์ตระหง่าน อดีตนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย นายสมเกียรติ มรรคยาธร เลขาธิการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคณะผู้บรรยาย

นายนิพนธ์ กล่าวเสวนา ว่า เรื่องนี้ฟันธงแล้วว่ามีทั้งผิดพลาดและการโกง ตนอยู่วงการนี้มานาน ก็รู้ว่าการทำอะไรเพื่อช่วยชาวนาต้องมีการกำหนดนโยบายโดย กขช.จากนั้นจะมีการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ก็ต้องมีการออกใบประทวนจึงเป็นที่มาของการสวมสิทธิ ซึ่งก็ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะไปตรวจสอบนาได้ทุกแปลง ต่อมาเมื่อข้าวเข้ามาที่โกดังก็ต้องมีการตรวจรับคุณภาพ โดยมีการตรวจสอบคุณภาพข้าวโดยเซอร์เวย์เยอร์คนเดียวกัน ตนก็ตั้งข้อสังเกตว่าในยุคตนมีแต่เซอร์เวย์เยอร์บริษัทใหญ่ๆ แต่ตอนนี้กลับไม่มีบริษัทเหล่านี้ ทำให้พบจุดอ่อนว่าข้าวสารมีคุณภาพต่ำ จึงพบว่ากระบวนการเหล่านี้เป็นการกำหนดช่องทางการทุจริตได้

นอกจากนี้ ในขั้นตอนที่สำคัญคือการขายกลับมีการทำเป็นความลับ และขายหน้าคลัง ซึ่งปกติการขายในมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ต้องเป็นแบบ 1.จีทูจี 2.ประมูลในประเทศ 3.บริจาคช่วยเหลือ และ 4.ขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า แต่พบว่าการขายหน้าคลังเป็นการผิดประเพณี ทั้งนี้ ในส่วนข้อเสนอการช่วยเหลือ จะต้องเปลี่ยนการจำนำ 15,000 บาทต่อตัน เป็นการชดเชยการผลิตตามที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เคยเสนอไว้ อาทิ ถ้าชดเชยตันละ 3,000 บาท โดยมีข้าวค้างสต๊อกอยู่ 7 ล้านตัน ก็อาจจะได้เงิน 2 หมื่นกว่าล้าน มาให้ชาวนาได้เร็วขึ้น ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวต้องให้กลไกตลาดได้ทำตามหน้าที่ ส่วนต้นทุนการผลิตให้ชาวนาตั้งแต่เลือกพันธ์ข้าว เลือกน้ำ เลือกปุ๋ยดี ๆ ที่สำคัญเพิ่มอำนาจการต่อรองในตลาดให้ชาวนา

"สภาพปัจจุบันของชาวนายังไม่เสรีตามกลไกตลาดและชาวไม่รู้ดีมานกับซัพพลาย เหมือนกับโรงสี หรือผู้ส่งออก ซึ่งชาวนาเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้นถ้าได้รัฐบาลที่ดีการทุจริตจะหายไป จึงเป็นความหวังว่าการปฏิรูปคราวนี้ต้องทำให้สำเร็จให้ได้"นายนิพนธ์ กล่าว

นายสมเกียรติ กล่าวว่า เรื่องจำนำข้าวความผิดพลาดก็มี หรือความตั้งใจที่จะทุจริตก็มี ทั้งที่แท้จริงเริ่มผิดพลาดตั้งแต่จะมีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งในอดีตจะต้องมีเพดานในการรับจำนำข้าวเอาไว้ เพื่อรักษาปริมาณในกลไกตลาดที่แน่นอน แต่คราวนี้เป็นราคาที่สูงกว่าตลาดมากอย่างชัดเจน จากเดิมราคาข้าวเปลือก 8-9 พันบาท หรือข้าวขาว 15,000 บาทต่อตัน ส่วนข้าวหอมมะลิ 20,000 บาทต่อตัน จึงบอกว่าเป็นความตั้งใจโกงระดับหนึ่ง เพราะไม่มีความจำเป็นการตั้งราคาสูงขนาดนั้น ส่วนความผิดพลาดก็ผิดกับผู้ที่คิดโครงการที่ไม่เคยมาสัมผัสกับตลาดข้าวจริง ๆ เพราะราคาข้าวมีความผันผวนตลอดเวลา

นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญเงินทุนหมุนเวียนไม่สามารถนำมาให้ชาวนาได้ เมื่อมาดูผลกระทบที่เกิดขึ้นของโครงการนี้ ถ้าย้อนไปปี 2554 ประเทศไทยมีการส่งออกข้าวมากที่สุดในประวัติการได้เงิน 2 แสนกว่าล้านบาท แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาทำให้เรื่องโครงการข้าวโดยไม่ต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกจาก 10.7 ล้านตัน เหลือ 6.7 ล้านตันต่อปี จากนั้นปี 2556 การส่งออกข้าวเหลืออยู่ที่ 6.6 ล้านตัน มูลค่าส่งออกเหลือแค่ 1.2 แสนหมื่นล้าน มีเงินที่สูญลงไป 4 แสนล้านบาท และทำให้การส่งออกน้อยลงไป ซึ่งที่จริงแล้วธุรกิจข้าวมีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ปี 2551 โดยมีปัจจัยต่าง ๆ ในโลก และเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของธุรกิจข้าวจนถึงปี 2554

นายสมเกียรติ กล่าวว่า จากนั้นถ้ามีการดึงราคาข้าวมาที่ 15,000 บาทต่อตัน ก็เป็นการศึกษาของภาครัฐที่ไม่ดีพอ หรือมีความตั้งใจแฝงเร้นกับราคานี้ สุดท้ายเงินทุนหมุนเวียนของรัฐก็ไม่เพียงพอ ดังนั้นรัฐบาลไปโทษใครไม่ได้ ต้องโทษตัวเองที่ปล่อยบริหารจัดการไม่เป็น นอกจากนี้ เมื่อไม่มีอำนาจในการขอกู้ก็ต้องไปหาอำนาจในการขอกู้ ไม่ใช่บอกว่าสถาบันทางการเงินถูกกด แต่ที่จริงก็เป็นการกดดันโดยกฎหมาย ทั้งนี้ กลไกตลาดที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งทุกฝ่ายต้องมาช่วยเหลือกัน ไม่ใช่อิจฉาวงจรข้างหน้า แต่กลับไม่สร้างความเข้มแข็งในวงจรตัวเอง ตั้งแต่ชาวนา โรงสี หรือผู้ส่งออก

ขณะที่นพ.วงรค์ กล่าวว่า ตอนนี้โครงการับจำนำข้าวพังแล้ว แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรียังเดินยิ้มและมีความสุขกับเรื่องเหล่านี้อยู่ ทั้งที่ผู้ที่ชำนาญโครงนี้ก็ออกมาเตือนสติรัฐบาล หรือมีนักวิชการก็ออกมาระบุว่าที่โครงการนี้ผิดพลาด เพราะรัฐบาลไปกำหนดราคาข้าวสูงกว่าราคาตลาดจริงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลก็ไม่ฟัง เพราะในโลกนี้ไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่จะบิดเบือนกลไกตลาดในประเทศและตลาดโลกได้ ทำให้วันนี้เป็นบทพิสูจน์แล้วว่าโครงการนี้เป็นไปไม่ได้ จึงฟันธงความผิดพลาดที่คิดไม่ถึงว่ารัฐบาลคิดได้แค่นี้ แต่ถ้าจะตั้งใจทำความผิดพลาดก็ต้องมีแรงบันดาลใจเข้าไปทำ แต่การทุจริตเพื่อหวังผลทางการเมือง และต้องการยึดเสียงรากหญ้าเพื่อชนะการเลือกตั้ง จากนั้นก็หวังเรื่องผลประโยชน์กระจายไปทุกเครือข่ายที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับรัฐบาล

"รัฐบาลก็เข้าใจผลประโยชน์ร่วมกันของสาธารณะตั้งแต่ลงทะเบียนเกษตรกร ก็มีผลประโยชน์ตั้งแต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยขั้นตอนทุจริตเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำโรงสีก็เอาเปรียบชาวนาอย่างมาก และเป็นหัวคะแนนที่ยิ่งใหญ่ของรัฐบาล เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยมีตั้งแต่การตรวจสอบความชื้น จนถึงการสวมสิทธิ เป็นต้น"นพ.วงรค์ กล่าว

น.พ.วรงค์ กล่าวอีกว่า จากนั้นการทุจริตกลางน้ำจากข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร ก็มีตัวแปลจากเซอร์เวย์เยอร์ โรงสีก็จูงใจเอาข้าวไม่ดี เช่นจากกัมพูชา พม่า ลาว หรือข้าวเหลืองส่งเข้าโกดังรัฐบาลซึ่งมีจำนวนมาก จากนั้นมีการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้เซอร์เวเยอร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเรียกเก็บผลประโยชน์ให้คุณภาพข้าวในโกดังดีน้อยถึงขั้นเลวมาก ๆ จากที่อำนาจการต่อรองจากชาวนาไม่มี ทำให้ประโยน์ตกกับชาวนารายใหญ่มีที่ 100 ไร่ขึ้นไป รวมถึงชาวนาที่มีความรู้จึงมีอำนาจต่อรองกับโรงสี ทำให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ได้กับชาวนาทั้งหมด ที่สำคัญเรื่องการสวมสิทธิ ต้องตรวจสอบตั้งแต่ใบตราชั่ง กับใบประทวนจะสามารถตรวจสอบได้ว่าชาวนาถูกโกงไปเท่าไหร่

จากนั้นขั้นตอนปลายน้ำก็เริ่มตั้งแต่เรื่องจีทูจี ซึ่งปปช.ก็ระบุแล้วเป็นจีทูจีไม่ถูกต้อง ซึ่งรัฐบาลใช้วิธีเปิดประมูลใหญ่ ๆ แบบทั่วไปเพียง 3 ครั้งเพื่อฮั้วประมูล ครั้งละ 2-4 ตัน รวม 7 แสนกว่าตัน ขายได้แค่ 2.2 แสนตัน อีกทั้งการขายให้ส่วนราชการทำข้าวถุงขายให้คนจนก็ทำเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ของข้าว หรือการทำข้าวถุงแจกคนจนในช่วงปีใหม่ สงกราต์ หรือน้ำท่วมก็เป็นข้าวคุณภาพไม่ดี ซึ่งทั้งหมดก็เป็นกระบวนการโกงที่ล่มสลายเพราะการทุจริตพวกนี้ อย่างไรก็ตาม ที่มั่นใจว่าทุจรติเพราะรัฐบาลถ้าทำการเมืองแบบไร้มนุษยธรรม โดยไม่คิดถึงประเทศ คิดแต่เรื่องเครือข่ายกว้างมากในการกุมฐานเสียงชาวนา

นพ.วรงค์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ประเด็นสำคัญอยู่รัฐบาล เพราะเป็นการกำหนดทุกอย่างในประเทศ แต่กลับมีการผูดขาดทุกวงจร ซึ่งจากนี้รัฐบาลควรเข้าไปจัดการโรงสีที่ฮั้วกัน ต้องไปตั้งโต๊ะรับซื้อเพื่อแทรกแซงราคาเป็นระยะ เพื่อให้กลไกตลาดได้ทำงาน ดังนั้นโครงการประกันรายได้จะเป็นทางออกที่ดี เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลกลับไม่เคยมีแรงบันดาลใจในการยกระดับคุณภาพชีวิต แบบชาวนา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นชาวนาที่มีรายได้ที่ดี ดังนั้นการโกงทำให้กรรมเหล่านี้มาตกกับชาวนา จึงถือว่าเป็นจุดจบของโครงการซึ่งชาวนาก็รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว หากจะจริงใจช่วยชาวนาเป็นเรื่องไม่ยาก แต่ถ้าหวังแต่ประโยชน์ทางการเมืองก็มีแต่ล่มจม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสัปดาห์หน้าคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ชมรมนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (SVN) เครือข่ายปฎิรูปพลังงานไทย องค์กรต่อต้านการคอร์รัปชั่น จะมีการจัดเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหัวข้อเกี่ยวกับพลังงานของประเทศไทย ที่ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถ.ราชดำเนิน เวลา 13.00 น.