วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลือกตั้้งโมฆะ ยังไม่ปิดประตูตาย

"โล่งไปเปราะ" สำหรับ "พรรคการเมือง" ที่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา

หลัง "ศาลรัฐธรรมนูญ" มีมติเอกฉันท์ยกคำร้อง เพราะเห็นว่าการเลือกตั้งส.ส.ทั่วไป ไม่เข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ที่กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศในวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามคำร้องขอของ วิรัตน์ กัลยาศิริ ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยื่นขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่

"กรณีคำร้องจึงไม่มีมูลที่จะเป็นการกระทำที่ให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่ไม่ได้เป็นไปตามวิธีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 68 ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยได้" คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุ

กระนั้นก็ตาม มติศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา ไม่ได้หมายความว่าการเลือกตั้ง เมื่อ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา "ไม่เป็นโมฆะ" เพราะศาลฯ พิจารณาเพียงแค่ว่า คำร้องเข้าข่ายมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น ยังไม่ได้พิจารณาเนื้่อหาสาระว่าเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

นั่นหมายความว่า โอกาสที่จะมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งเป็นโมฆะ "ยังไม่ปิดตาย" เสียทีเดียว

วิรัตน์ กัลยาศิริ บอกว่า เมื่อศาลฯ ไม่รับคำร้อง ก็ยังมีอีกช่องทางคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถนำคำร้องของตัวเอง และ ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ที่ยื่นต่อกกต.ให้พิจารณาการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะหรือไม่ ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงอีกครั้ง เพราะเป็นอำนาจขององค์กรอิสระ

เขายังเรียกร้องไปยังกกต.ว่า กรณีที่จะยื่นให้ศาลฯ ตีความเกี่ยวกับความเห็นขัดแย้งระหว่างรัฐบาล และ กกต.ในการตราพ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ ขอให้นำคำร้องของตนเอง และนายไพบูลย์ ยื่นให้พิจารณาว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ไปยังศาลฯ ด้วย เพราะ กกต.เคยเรียกพวกตนไปให้ถ้อยคำแล้ว

นายวิรัตน์ บอกว่า ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์จะติดตามตรวจสอบการดำเนินการของรัฐบาลที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งต่อ หากพบมีพฤติกรรมที่ส่อขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะใช้ช่องทางตามมาตรา 68 ยื่นร้องต่อศาลฯ ซ้ำอีก

โดยขณะนี้เห็นประเด็นที่จะยื่นซ้ำได้แล้ว คือ การขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 127 ที่กำหนดให้ต้องเปิดประชุมรัฐสภาภายใน 30 วันหลังการเลือกตั้ง และมาตรา 172 ที่กำหนดให้ต้องมีนายกฯ ภายใน 60 วันหลังการเลือกตั้ง รวมถึงการเลือกตั้งครั้งนี้มีการเผยแพร่ผลการลงคะแนนไปแล้ว ทั้งที่การเลือกตั้งยังไม่จบกระบวนการ ซึ่งถือว่าเข้าข่ายความผิดเช่นกัน

หันมาดูเรื่องที่ กกต.ต้องการให้รัฐบาลออกพ.ร.ฎ.เลือกตั้่งใหม่ ใน 28 เขต

กรณีนี้ กกต.ทั้ง 5 คน ได้ลงนามในหนังสือส่งถึงนายกรัฐมนตรี เมื่อบ่ายวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อให้นายกฯ กราบบังคมทูลเพื่อเสนอให้มีพ.ร.ฎ.กำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งเพิ่มเติม และกำหนดวันลงคะแนนใหม่ ใน 28 เขตเลือกตั้ง 8 จังหวัดที่ไม่มีผู้สมัคร ส.ส.

โดย กกต.มีความเห็นว่า พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมายังไม่เสร็จสิ้น ได้มีการตรวจสอบข้อกฎหมายแล้ว ปรากฏว่า กกต.ไม่มีอำนาจในการออกประกาศ กกต.กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ใน 28 เขต จึงจำเป็นต้องเสนอนายกฯ กราบบังคมทูลขอให้ กกต.มีอำนาจในกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งเพิ่มเติม และกำหนดวันลงคะแนนใหม่ และประกาศยกเว้นการจัดให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักรใน 28 เขตดังกล่าว

กกต.ระบุว่าได้พิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 และ มาตรา 236 ที่ระบุให้อำนาจ กกต.ในลักษณะที่กว้างแต่ก็มีข้อจำกัด เนื่องจากต้องมีกฎหมายมารองรับเพื่อประกอบการพิจารณา โดยเฉพาะการเปิดรับสมัคร ส.ส.ใน 28 เขต ตามมาตรา 7 (1) ว่าด้วย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ระบุว่าให้การเปิดรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 20 วันตั้งแต่มี พ.ร.ฎ.ยุบสภากำหนดวันเลือกตั้งใหม่ แต่ขณะนี้ผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมาแล้ว

กกต.ยังแจ้งให้นายกฯ ทราบด้วยว่า หากจะมีการตรา พ.ร.ฎ.หรือให้ กกต.ดำเนินการออกประกาศกำหนดให้มีการรับสมัครเลือกตั้งเพิ่มเติม การลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ หรือนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ อาจเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.

และฝ่าฝืนมาตรา 108 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าวันเลือกตั้งกรณียุบสภา ต้องกำหนดเป็นวันเดียวทั่วราชอาณาจักร ดังนั้นจึงขอให้นายกฯ พิจารณาปัญหาข้อโต้แย้ง หรือข้อสังเกตดังกล่าวข้างต้นเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อ กกต.โยนเรื่องการออกพ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่มาที่รัฐบาล ก็เป็น "ภาระ" ของนายกฯ ที่จะต้องพิจารณาและตอบกลับไปยังกกต.เป็นลายลักษณ์อักษรว่า จะยอมออกพ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ ตามที่กกต.ต้องการหรือไม่

หาก "รัฐบาล" ไม่ยอมออกพ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ อย่างที่เคยมีท่าทีหนักแน่นมาก่อนหน้านี้ ก็เข้าองค์ประกอบเป็นความขัดแย้งระหว่างองค์กร ซึ่งกกต.สามารถส่งเรื่องให้ศาลฯวินิจฉัยตามมาตรา 214 ของรัฐธรรมนูญได้

อีกกรณีหนึ่งที่กกต.มีมติกำหนดให้การลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตทดแทนวันที่ 26 ม.ค.ที่เสียไป ในวันที่ 20 เม.ย. และลงคะแนนเลือกตั้งทดแทนวันที่ 2 ก.พ.ที่เสียไป ในวันที่ 27 เม.ย.นั้น

คณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคเพื่อไทย อย่าง ชูศักดิ์ ศิรินิล ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า หากกกต.เลื่อนการลงคะแนนออกไปในช่วงเวลาดังกล่าว อาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 127 ที่กำหนดให้ต้องเปิดสภา ภายใน 30 วันหลังการเลือกตั้ง คือวันที่ 3 มี.ค.

ตรงนี้ก็อาจจะเข้าทางพรรคประชาธิปัตย์ ที่สามารถนำเรื่องไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้

ก่อนหน้านี้ อดีต กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง อย่าง ประพันธ์ นัยโกวิท เคยออกมาเสนอแนะไปยัง กกต.ว่า ในการยื่นให้ศาลฯ ตีความ ก็ควรระบุให้ศาลฯ พิจารณาด้วยว่า กระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีกรณีไหนที่ดูแล้วเป็นปัญหาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า ภายหลังวันที่ 2 ก.พ. หรือเรื่องการนับคะแนนที่อาจมีความไม่โปร่งใส

หากในที่สุดกกต.ส่งศาลฯ ตีความเฉพาะอำนาจหน้าที่ในการออกพ.ร.ฎ.เลือกตั้งว่าเป็นอำนาจของใคร โดยไม่ถามประเด็น "เลือกตั้งเป็นโมฆะ"หรือไม่ ก็ยังจะเป็นประเด็น "คาใจ" ของสาธารณชนต่อไป และคงมีคนหาช่องทางร้องศาลฯ ให้วินิจฉัยต่อไปแน่นอน