"ประเทศเหมือนไร้รัฐบาล เพราะบริหารไม่ได้ ไร้ความชอบธรรม สั่งการข้าราชการไม่ได้" : สาทิตย์ วงศ์หนองเตย
นับตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.เป็นต้นมาที่คณะกรรมการประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ภายใต้การนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ประกาศ "ซัดดาวน์กรุงเทพฯ" ด้วยการกระจายเปิดเวทีปักหลักชุมนุมยังจุดสำคัญ ๆ กลางเมืองหลวง
นับถึงวันนี้ก็ล่วงเลยมากว่า 1 เดือน จากการชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำกปปส. ซึ่งรับหน้าที่บริหารจัดการเวที กปปส. ประเมินสถานการณ์การต่อสู้ของ กปปส.ที่เดินมาถึงเวลานี้ว่า กว่า 100 วันที่ชุมนุมมา กำลังใกล้จะปิดเกม สิ่งหนึ่งที่เป็นคุณูปการอย่างยิ่ง คือ การเปิดโปงความเลวร้ายในระบอบทักษิณ และสิ่งที่ระบอบทักษิณทำกับสังคมไทย ทำให้นโยบายประชานิยมที่ชั่วร้ายต้องแสดงตัวออกมา โดยคนได้รับผลกระทบเอง คือ การโกงชาวนาครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์
ระบอบทักษิณกำลังถูกฐานเสียงที่ใหญ่ที่สุดคือ ชาวนารวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง ลุกขึ้นต่อสู้ นี่คือสิ่งที่ทรงพลังที่สุดเวลานี้ เมื่อรวมกับมวลมหาประชาชน เชื่อว่าระบอบทักษิณรับมือไม่ไหว
ตอนนี้ระบอบทักษิณเหลือแค่ ศรส.(ศูนย์รักษาความสงบ) ที่มีหน้าที่รักษาอำนาจระบอบทักษิณไว้ ด้วยการทำให้เงาใหญ่กว่าตัว โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุก3609 ?ที่ชุมนุมมา กำลังใกล้จะปิดเกม สิ่งหนึ่งที่เป็นคุณูปการอย่างยิ่ง คือ การเปิดโปงความเลวร้ายในระบอบทักษิณ และสิ่งที่ระบอบทักษิณทำกับสังคมไทย ทำให้นโยบายประชานิยมที่ชั่วร้ายต้องแสดงตัวออกมา โดยคนได้รับผลกระทบเอง คือ การโกงชาวนาครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์
ระบอบทักษิณกำลังถูกฐานเสียงที่ใหญ่ที่สุดคือ ชาวนารวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง ลุกขึ้นต่อสู้ นี่คือสิ่งที่ทรงพลังที่สุดเวลานี้ เมื่อรวมกับมวลมหาประชาชน เชื่อว่าระบอบทักษิณรับมือไม่ไหว
ตอนนี้ระบอบทักษิณเหลือแค่ ศรส.(ศูนย์รักษาความสงบ) ที่มีหน้าที่รักษาอำนาจระบอบทักษิณไว้ ด้วยการทำให้เงาใหญ่กว่าตัว โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปจัดการคนโน้นนี้ รัฐบาลจึงต้องทำให้ ศรส.ดูเหมือนมีอำนาจเต็มที่ ทั้งที่วันนี้ไม่มีอำนาจเหลือ
สภาวะขณะนี้ประเทศเหมือนไร้รัฐบาล เพราะบริหารไม่ได้ ไร้ความชอบธรรม สั่งการข้าราชการไม่ได้ เพราะทหารก็มีจุดยืน ตำรวจก็แตกเป็นกลุ่ม
เขาประเมินเราผิดตลอด มาถึงวันนี้ต้องไม่หวั่นไหวกับเกมจิตวิทยา เบื้องหลังเรารู้ว่าคนหนุนรัฐบาลลดลงเรื่อยๆ
ถ้าจบเที่ยวนี้ ระบอบทักษิณฟื้นคืนยาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เฉลิม อยู่บำรุง เดินผิดทิศผิดทางหมด เราขุดรากและชาวนากำลังจะถอนโคน สิ่งที่เราทำมา ไม่สูญเปล่า เพราะกระบวนการต่อสู้ของเราหยั่งรากลึกลงไปในสังคมแล้ว
ขณะที่ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตรองนายกรัฐมนตรี หนึ่งในผู้ที่ขึ้นเวที กปปส.เปิดโปงระบอบทักษิณ ประเมินถึงการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ว่า มีผลมาก คนกทม.ไม่โวยกับการชุมนุมยาวนาน ไม่โวยนายสุเทพ หากเทียบกับสถานการณ์เมื่อปี 2553 ที่กลุ่มนปช.เสื้อแดงชุมนุม ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล จะถูกกระแสกดดันให้รัฐบาลสลายการชุมนุม มีการต่อว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ขณะนั้น
แต่วันนี้ ไม่มีใครด่านายสุเทพ แต่สถานการณ์กลับกัน ประชาชนไปเล่นงานรัฐบาล ไปเล่นงานนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่คือสิ่งที่ต่างอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้คนในกทม.จะเดือนร้อน แต่พวกเขากัดฟันอดทน
นายกอร์ปศักดิ์ ยอมรับว่า ปัญหาเรื่องโครงการรับจำนำข้าว ที่ทำให้ชาวนาเดือดร้อน เป็นประเด็นสำคัญในการเคลื่อนไหว ที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของรัฐบาลชัดเจน ว่าไม่มีโอกาสจะแก้ปัญหานี้ได้ อีกข้อผิดพลาดคือการรับข้อมูลไม่รอบด้าน ฟังแต่รายงาน ไม่ดูบลูสกาย ทำให้ตัดสินใจผิดพลาดพอสมควร
การเจรจาระหว่าง กปปส.และรัฐบาลคงเป็นไปได้ยาก เชื่อว่าทางรัฐบาลเองจริงๆ ก็คงเดินหน้าเรื่องเจรจาไม่ได้ เพราะเชื่อว่าคนที่อยู่ต่างประเทศ แค่หยั่งเชิงเท่านั้น ท้ายที่สุดก็ไม่เจรจา
อย่างไรก็ตาม "หนึ่งในแนวร่วมสำคัญของ กปปส." ประเมินว่า 1 เดือน ของการชัตดาวน์ ไม่มีผลเชิงการเมือง แต่มีผลทางเศรษฐกิจ อาจจะทำให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจลำบากขึ้น แต่รัฐบาลก็ไม่ได้รู้สึก สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าแย่ทั้งสองฝ่าย
"ความจริงแล้ว กปปส.โดยเฉพาะท่าทีของกำนันสุเทพ ก็อยากหาทางลงมาตลอด ถ้าไม่ได้เรื่องโครงการรับจำนำข้าว ก็หมดประเด็นแล้ว เพราะการทำกิจกรรมแต่ละวัน ที่เอาคนไปปิดหน่วยงานต่างๆ ก็ไม่ได้ผลอะไร"
{ล้อมกรอบ}
พท.ชี้"ชัตดาวน์"ไม่มีผล
แหล่งข่าวระดับสูงจากเพื่อไทย(พท.) ประเมินการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ของกปปส.ว่า ได้ปฏิบัติการ แต่ไม่มีผล เหมือนได้สอบแต่สอบไม่ผ่าน เพราะรัฐบาลก็ยังอยู่ แม้แต่ทหารก็ไปประชุมร่วมด้วย ชัดเจนว่า รัฐบาลยังเป็นรัฏฐาธิปัตย์อย่างเต็มที่ เขาก็ยังยึดถือกฎหมาย ตราบใดที่ฝ่ายตรงข้ามไม่กล้าฉีก เพราะแม้แต่ศาลเองก็ต้องไปตามตัวบทกฎหมาย
ปัญหาของรัฐบาลต่อเนื่องมาจาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พอจบเรื่องนี้กระแสจริงก็หาย กลายเป็นกระแสเทียม เหมือนการเชิญมาปาร์ตี้ แขกบางส่วนกลับ บางส่วนอยู่ มันเป็นความผิดหวังอะไรบางอย่างที่ต้องสู้ต่อ
คนที่ออกมาชุมนุม มีหลายกลุ่ม ส่วนใหญ่ก็เป็นคนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่คนที่ได้รับผลกระทบ มีมาจากภาคใต้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนเป็นคน กทม.ที่ชีวิตสุขสบาย ก็ไปสนุก อีกส่วนเป็นคนทำงาน ไม่มีภาระหนัก พรรคพวกชวนไปสนุกกัน โดยตัวเองไม่ได้รู้ว่า บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ก็ลากกันมาถึงวันนี้
ภาพการต่อสู้ของม็อบ ถูกออกแบบตั้งแต่ต้น ให้มี 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรงกับกลุ่มสู้อย่างสันติ โดย ม็อบ คปท.ก็จะกำหนดบทบาทให้เห็นถึงความรุนแรง ส่วนม็อบ กปปส.ก็แสดงให้เห็นถึงความสันติ เพื่อให้การเรียกร้องมีน้ำหนัก และมีข้อเปรียบเทียบระหว่าง 2 ม็อบนี้ แต่ก็รู้กันตลอด เพราะถ้าไปเจอกลุ่มสุเทพ สะสมอาวุธ คนก็จะหนีหมด แต่ถ้าเป็นกลุ่มมาดูคอนเสิร์ต คนจะมาเมื่อไหร่ก็ได้
แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า ในอนาคต ถ้ามองในมุมกฎหมาย ผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ก็ไม่กล้าออกนอกทางของรัฐธรรมนูญ ถ้าจะเอารัฐบาลออกจริงๆ ก็ต้องทำแบบออกนอกทางรัฐธรรมนูญ คือการปฏิวัติ แต่คนที่มีอำนาจจริงๆ สั่งทหารได้ ก็ไม่คิดจะทำ ฉะนั้น ก็จะมาสุดทางแค่นี้
ปล่อยให้คนได้ออกมาต่อต้านรัฐบาล ด่าทักษิณ ด่ายิ่งลักษณ์ ลดความชอบธรรมพรรคเพื่อไทยได้ แต่ไม่ไปไกลกว่านี้ จะอ้างว่ายึดกฎหมายเป็นเกราะกำบัง ที่ฝ่ายตรงข้ามจะไม่กล้าทะลุทะลวง พอกปปส.เจออย่างนี้ ก็ทำอะไรไม่ได้ รัฐบาลก็เลยอยู่ต่อ
ขณะที่ กปปส.อยู่ตรงกลาง รอฟังคำสั่งให้ทำอะไรต่อ ก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อ ต้องเลี้ยงม็อบไว้อย่างเดียว เพราะเขาไม่ให้ไปไกลกว่านี้ เชื่อว่า สุเทพเองก็ไม่รู้กำลังจะไปไหนต่อ เพราะเป้าหมายแรกๆ คือเขย่าให้เกิดการปฏิวัติ ล้มรัฐบาล ยึดทรัพย์โดยอำนาจคณะปฏิวัติ นั่นคือเป้าหมาย เมื่อเขาไม่ทำอะไร ก็ไม่รู้จะไปไหน ทำอย่างไร
"เวลานี้จริงๆ รัฐบาลก็เสียหายมาก ไม่ใช่ไม่เสียหาย ไม่ใช่ทำเฉยๆแล้วดี เพียงแต่จากนี้ไปจะเดินไปอย่างไร ก็ต้องดูกันต่อไป"





