สื่อต่างชาติมองวิกฤติการเมืองไทย กปปส.พลาดท่า! ขวางเลือกตั้ง ละเมิดสิทธิ์ขั้นพื้นฐาน นักศึกษาไม่เอารัฐบาล-ปชป. ต้องการทางเลือกที่สาม
ลาร์รี่ เจแกน ผู้สื่อข่าวอิสระและที่ปรึกษาสื่อ และ มาร์วัน มากัน -มาร์การ์ ผู้สื่อข่าวอิสระและอดีตนายกสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) ร่วมสนทนาในรายการ Business Talk "กรุงเทพธุรกิจทีวี" หัวข้อ "สื่อมวลชนต่างชาติมองวิกฤติการเมืองไทยอย่างไร"
สถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองไทย ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ย.ที่ผ่านมา กระทั่งปัญหาการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 2 ก.พ. 2557 ซึ่งยังไม่เห็น "ทางออก" ของปัญหาการเมืองไทยในขณะนี้
ลาร์รี่ กล่าวว่าสื่อมวลชนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในโลกตะวันตก พยายามศึกษาพลวัตรการเมืองไทย ซึ่งบางครั้งมีความซับซ้อนและเข้าใจยาก สำหรับผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ไม่คุ้นเคยกับการเมืองไทย โดยสื่อมวลชนในโลกตะวันตก การบริหารประเทศ จะมองเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ความโปร่งใส ทุกอย่างต้องตรวจสอบได้ จึงมีแนวโน้มให้ฝ่ายค้านเป็นต่อฝ่ายรัฐบาล
สำหรับปัญหาการเมืองไทยที่ทั้งสองฝ่าย คือรัฐบาลและผู้ชุมนุม กปปส. นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต่างระบุว่าเป็น "ประชาธิปไตย" ซึ่งไม่แน่ใจว่า "ใครถูกหรือไม่ถูก" แต่ประชาธิปไตยที่แท้จริง หมายถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน รวมถึงเสียงข้างน้อย
"เหตุการณ์ที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ ของ กปปส. คือการขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่งชัดเจนว่าไม่ใช่วีถีทางประชาธิปไตย เพราะเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน"
จากการฟังความคิดเห็นของนักศึกษาหลายสถาบันในไทย พบว่ามีแนวคิดไม่เชื่อทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่ม กปปส. และต้องการพรรคการเมือง ทางเลือกที่สาม
อย่างไรก็ตามต้องการเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์ ที่ในฐานะฝ่ายค้าน และมีหน้าที่ด้านการตรวจสอบปัญหาคอร์รัปชั่นของรัฐบาล ควรเดินหน้าบทบาทนี้ต่อเนื่อง ผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกระบวนการทางศาล แต่หากไม่ใช่วิธีทางนี้ มองว่าการเมืองไทยจะก้าวเดินต่อไปอย่างลำบาก และไม่เห็นทางออกการเมืองไทยในขณะนี้ว่าจะไปในทิศทาง ใด
ลาร์รี่ กล่าวว่าจากการติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงเมืองไทยตลอดช่วง 4ปีที่ผ่านมาอย่างใกล้ชิด ต้องการเห็นกระบวนการ "ปรองดองแห่งชาติ" แต่ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้นจริง หรือประสบความสำเร็จ ตั้งแต่ยุครัฐบาลประชาธิปัตย์และรัฐบาลเพื่อไทย
"ยังมีความหวังด้านประชาธิปไตยในไทย เพราะที่ผ่านมา แม้จะมีเหตุการณ์เหลวร้าย แต่ก็มีสิ่งมหัศจรรย์ ทำให้หลุดพ้นจากวิกฤติได้เสมอ แต่สังคมต้องร่วมมือกันผลักดันการเปลี่ยนแปลงตามวิถีทางประชาธิปไตย"
กปปส.พลาดเปลี่ยนจุดยืน'ล้มรัฐ'
มาร์วัน กล่าวว่าสื่อมวลชนในฝั่งตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ หรือยุโรป จะมีทัศนคติที่เป็นสากล ด้านหลักการประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง
ประเด็นเริ่มต้นชุมนุมของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในเดือน พ.ย. 2556 ที่มีการคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของรัฐบาล ที่มีประชาชนออกมาสนับสนุนกรณีดังกล่าวจำนวนมาก มองว่าเดือนพ.ย. ถือเป็น "ขาขึ้น" ของนายสุเทพและแนวร่วม กปปส. ในการคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ในการต่อต้านรัฐบาล และนับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของนายสุเทพ
แต่หลังจากนั้น การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของ กปปส. ด้วยการล้มล้างรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่เป็นปัญหาใหญ่ของการชุมนุม
"กลุ่มผู้ชุมนุมควรมีการฉลองใหญ่ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภา และไม่ควรเปลี่ยนกลยุทธ์การชุมนุมเป็นการล้มล้างรัฐบาล"
ข้ออ้างของนายสุเทพ ที่ระบุว่า "ยุบสภา" ยังไม่พอสำหรับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยต้องการล้มล้างรัฐบาลและเรียกร้องให้รัฐบาล "ลาออก" จากการรักษาการ ถือเป็นความผิดพลาด และสถานการณ์ทางการเมืองไทยถือเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก
หากย้อนกลับไป นายสุเทพพอใจการยุบสภาของรัฐบาล และประชาธิปัตย์ "ไม่บอยคอต" การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา เชื่อว่ากรณีปัญหาโครงการจำนำข้าว จะเป็นประเด็นที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้น หากลงเลือกตั้ง และอาจมีโอกาสได้เป็นรัฐบาลผสมกับพรรคอื่น
ความผิดพลาดของนายสุเทพและกลุ่มกปปส. คือการไปขยายประเด็นการล้มล้างรัฐบาล ซึ่งสื่อมวลชนต่างประเทศ มองว่าการจัดตั้ง "สภาประชาชน" ตามข้อเสนอของกลุ่ม กปปส. เป็นเรื่องใหญ่ และไม่ใช่วิธีทางในระบบประชาธิปไตย
แนะยึดหลักประชาธิปไตย
มาร์วัน กล่าวอีกว่าปกติรัฐบาลรักษาการมีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายค้าน แต่ปัจจุบันไม่รู้ว่าประเทศไทยจะมีรัฐบาลใหม่เมื่อใด และไม่เห็นด้วยกับบทบาทของทหารที่จะเข้ามาแทรกแซง โดยต้องการเห็นการแก้ปัญหาตามวิถีทางประชาธิปไตย
ปัญหาการเมืองไทยเริ่มตั้งแต่ปี 2544 ในยุคที่พรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะเลือกตั้งทุกครั้ง และพรรคประชาธิปัตย์ ก็แพ้การเลือกตั้งทุกครั้งเช่นกัน
"ปัญหาใหญ่ที่ทำให้เกิดการเสียศรัทธาในระบบการเลือกตั้งไทย เนื่องจากคนไทยอาจใจร้อนเกินไป ในการอยู่กับพรรคการเมืองที่ตนเองไม่ชอบ ในการบริหารประเทศ และไม่รอจนกว่าพรรคฝ่ายค้าน จะพัฒนาความสามารถขึ้นมาเป็นพรรครัฐบาลจากการเลือกตั้ง" มาร์วัน กล่าว
ลาร์รี่ กล่าวเสริมว่าในอังกฤษพรรคคอนเซอร์เวทีฟ เคยเป็นรัฐบาลต่อเนื่อง 20 ปี ส่วนในสหรัฐ พรรคที่เป็นรัฐบาล มักจะอยู่ 2 สมัย หรือ 8 ปี แต่การเมืองไทยดูเหมือน จะให้พรรคใดพรรคหนึ่งเป็นรัฐบาลยาวนาน 5-10 ปีไม่ได้ และต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ความผิดพลาดครั้งใหญ่คือการปฏิวัติในปี 2549 ที่ส่งผลกระทบต่อระบบประชาธิปไตย และเกิดปัญหามาถึงปัจจุบัน ทั้งที่ในช่วงดังกล่าวถือเป็น "ขาลง" ของรัฐบาลอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร
"พรรคประชาธิปัตย์ ต้องพยายามมากขึ้นในการเจาะฐานเสียงกลุ่มรากหญ้า และการที่ประชาธิปัตย์ ไม่ลงเลือกตั้ง ทำให้เกิดความเสียหายในระบบประชาธิปไทย" ลาร์รี่ กล่าว





