วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เทียบมาตรการ'ตัดท่อน้ำเลี้ยง'

เทียบมาตรการ "ตัดท่อน้ำเลี้ยง" จากม็อบเสื้อแดงปี 2553 ถึง กปปส.ปี 2557

มาตรการ "ตัดท่อน้ำเลี้ยง" ที่ศูนย์รักษาความสงบ หรือศรส. นำทีมโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการ ศรส. และ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขุนพลคนสำคัญ ประกาศในท่วงทำนองข่มขู่มาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ด้วยหวังสกัดไม่ให้มี "กลุ่มทุน" หน้าไหนกล้าให้การสนับสนุนการชุมนุมของ กปปส.นั้น

ถึงวันนี้มีแนวโน้ม "เหลว" มากกว่าจะทำให้ผู้สนับสนุน กปปส.หวาดกลัว

เพราะล่าสุดการแถลงข่าวเปิดชื่อ "ท่อน้ำเลี้ยง" ก็ถูกยกเลิกไปอย่างไม่มีกำหนด ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่ามีปัญหาทั้งประเด็นข้อกฎหมายและการเมือง

เริ่มจากมุมการเมืองก่อน การกล่าวอ้างของขุนพล ศรส.ว่ามีบุคคล ตลอดจนบริษัทห้างร้านทำตัวเป็น "ท่อน้ำเลี้ยง" สนับสนุน กปปส.หลายต่อหลายราย และดูจะเพิ่มจำนวนขึ้นตามคำขู่ จากล็อตแรก 26 ราย เป็น 68 ราย และล่าสุดมีการอ้างตัวเลขถึง 138 ราย โดยแต่ละรายที่มีกระแสข่าวอ้างถึงก็เป็นบริษัทชั้นนำของประเทศทั้งสิ้นนั้น ถ้าเป็นจริงก็เท่ากับว่า "สปอนเซอร์" ของ กปปส.นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น สวนทางกับคำแถลงของ ศรส.และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่บอกว่าม็อบกำลังอ่อนแรง มวลชนเริ่มโหรงเหรง

หนำซ้ำยังอาจตีความได้ว่าบริษัทห้างร้าน ตลอดจนบุคคลสำคัญๆ ของประเทศ ไม่มีใครเอาด้วยกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยแล้ว รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มศัตรูโดยไม่จำเป็น เหตุนี้จึงมีข่าวว่าผู้ใหญ่ในรัฐบาลและในพรรคเพื่อไทยสั่งเบรคการเปิดชื่อ "ท่อน้ำเลี้ยง" ก่อนการแถลงทุกครั้ง ส่งผลให้บรรดาขุนพล ศรส.ได้แต่ให้สัมภาษณ์ขู่รายวัน แต่ยังไม่อาจเปิดชื่อจริงๆ ได้เสียที

ส่วนปัญหาข้อกฎหมาย พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า การเรียกบุคคลที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็น "ท่อน้ำเลี้ยง" มาชี้แจง เป็นการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) เท่านั้น ไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายฟอกเงิน หรือกฎหมายป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย

ทั้งนี้ อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เปิดช่องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือ ศรส. สามารถเรียกตัวบุคคลใดมารายงานตัว หรือส่งมอบเอกสารหลักฐานใดๆ ได้ บัญญัติไว้ในมาตรา 11 (2) และ (6) ได้แก่ ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือมาให้ถ้อยคำหรือส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และประกาศห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยของประชาชน

สรุปก็คือหากจะมีการเรียกตัว "ท่อน้ำเลี้ยง" มาชี้แจงจริง ก็จะใช้อำนาจตามกฎหมายมาตราดังกล่าว ดังเช่นที่เรียกมาแล้ว 2 ราย คือผู้แทนจากโรงแรมชื่อดัง 2 แห่งกลางกรุงเทพฯ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น

หาก ศรส.จะทำอะไรมากกว่าการเรียกมาชี้แจง ก็ต้องมีความชัดเจนว่าบุคคลผู้นั้น หรือกิจการนั้นๆ กระทำการอันเป็นความผิดมูลฐานที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4) และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556

กล่าวสำหรับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ แม้ปัจจุบันจะมีการขยาย "ความผิดมูลฐาน" ออกไปถึง 21 มูลฐานความผิด แต่ก็ไม่มีข้อหากบฏรวมอยู่ด้วย ซึ่งข้อหากบฏเป็นข้อหาหนักที่สุดที่แกนนำ กปปส.โดนศาลอนุมัติหมายจับ

อย่างไรก็ดี ยังมีมูลฐานความผิดเรื่องครอบครองยุทธภัณฑ์ที่อาจนำมาปรับใช้ได้ แต่นั่นก็ต้องมีหลักฐานยืนยันชัดเจนพอสมควร

ที่น่าสนใจคือ คำชี้แจงของขุนพล ศรส. โดยเฉพาะนายธาริตที่อ้างว่าสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ก็ใช้มาตรการ "ตัดท่อน้ำเลี้ยง" เช่นกัน และครั้งนั้นสามารถดำเนินการได้ นายธาริตซึ่งอยู่ในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.เมื่อปี 53 จึงนำมาตรการเดียวกันมาใช้โดย ศรส.ในปี 57

ทว่าจากปากคำของ นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการ สมช. และแกนนำใน ศอฉ.ในยุครับมือการชุมนุมของคนเสื้อแดง ชี้ว่ามีความต่างกันในสาระสำคัญ ระหว่างมาตรการ "ตัดท่อน้ำเลี้ยง" เมื่อปี 53 กับปี 57

นายถวิล อธิบายว่า ปี 53 มีการระงับการทำธุรกรรม เป็นการใช้อำนาจตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ตามมาตรา 11 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประกอบประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยการก่อการร้าย ซึ่งเป็นมูลฐานความผิดของกฎหมายฟอกเงิน จึงมีการดำเนินการระงับธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มผู้ต้องสงสัยว่าให้การสนับสนุนการชุมนุมในขณะนั้น

เขากล่าวต่อว่า พื้นฐานสำคัญที่ทำให้สามารถดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวได้ ก็คือ ศาลชี้ว่าเป็นการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อปี 53 เป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต่างกับกรณีปัจจุบันซึ่งศาลรัฐธรรมนูญรับรองอย่างน้อย 2 ครั้งว่าการชุมนุมของ กปปส.ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ที่สำคัญการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของรัฐบาล ก็ยังมีการฟ้องโต้แย้งให้เพิกถอนอยู่ ซึ่งคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง

"การจะระงับธุรกรรมได้หรือไม่ ต้องพิจารณาว่ามีการแจ้งข้อหาก่อการร้ายด้วยหรือเปล่า หรือมีฐานความผิดอื่นๆ ที่สามารถนำกฎหมายฟอกเงินมาใช้ได้ ซึ่งผมเข้าใจว่าในปัจจุบันยังไม่มีความเชื่อมโยงแบบนั้น"

นายถวิล กล่าวอีกว่า การใช้อำนาจตาม "หมาย ฉ" หรือตามหมายที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามดำเนินการกับ "ท่อน้ำเลี้ยง" หรือการจับกุมแกนนำอย่าง นายสนธิญาณ หนูแก้ว ที่มีการนำกำลังไปบุกค้นบ้าน ถือเป็นการจงใจใช้กฎหมายเพื่อลิดรอนสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ โดยใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง มากกว่าการใช้เพื่อจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินจริงๆ

"การใช้กฎหมายแบบนี้เป็นเรื่องอันตราย เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้อำนาจเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติมาก เป็นอำนาจที่ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลกับกลไกยุติธรรมอื่นๆ เช่น ควบคุมตัวได้ 7 วัน ประกันตัวไม่ได้ และอาจขอศาลควบคุมตัวต่อได้อีกไม่เกิน 30 วัน มาตรการพวกนี้ รวมไปถึงมาตรการอื่นๆ เช่น การห้ามชุมนุม การห้ามเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ทั้งหมดคือการลิดรอนสิทธิตามรัฐธรรมนูญซึ่งต้องใช้อย่างระมัดระวัง และมีข้อเท็จจริงรองรับ"

"อย่างเรื่องการอายัดทรัพย์ อายัดบัญชี หรือระงับการทำธุรกิจ ชัดเจนว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่มีบทบัญญัติในเรื่่องนี้ จึงไม่ทราบว่าทางดีเอสไอ หรือ ศรส.เชื่อมโยงไปยังกฎหมายฟอกเงินอย่างไร เหมือนกับกรณี คุณสาธิต เซกัล นายกสมาคมธุรกิจอินเดีย-ไทย ที่มีการแถลงว่าจะเนรเทศ แล้วคุณภราดร (พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช.) ออกมาบอกว่าไม่มีใครเสียหาย ทั้งๆ ที่เรื่องเสียหายหรือไม่เสียหายไม่ใช่คุณภราดรบอก ต้องให้สังคมบอกถึงจะถูก" นายถวิลระบุ

ดูเหมือนประเด็นความชอบธรรมกับการอ้างอำนาจตามกฎหมายกำลังเดินสวนทางอย่างสิ้นเชิง!