"เอกชน"เตือนศรส.เปิดชื่อ"ท่อน้ำเลี้ยง"กลุ่มทุนหนุนกปปส. ต้องมีหลักฐานแน่น ชี้หากทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงอาจถูกฟ้องกลับ พท.สั่ง"เฉลิม"เบรก!
กรณีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะกรรมการศูนย์รักษาความสงบ(ศรส.) ระบุว่าจะเปิดเผยรายชื่อเอกชนที่ให้การสนับสนุนกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) หรือกลุ่มท่อน้ำเลี้ยง 136 ราย และอาจนำไปสู่คำสั่งระงับการทำธุรกรรมการเงินนั้น
นายสารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) แสดงความเห็นว่า การกระทำของศรส.เชื่อว่าจะเป็นการปรามเท่านั้น ไม่น่าจะเปิดเผยรายชื่อออกมาอย่างจริงจัง โดยเห็นว่าการดำเนินการในเรื่องนี้จะไม่ส่งผลดีต่อรัฐบาล เพราะถ้ารายชื่อเอกชนที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงมีมากมายขนาดนั้น ก็เท่ากับว่าบริษัทเกือบค่อนประเทศต่อต้านรัฐบาล
"การที่จะออกมาประกาศว่าจะตรวจสอบท่อน้ำเลี้ยง อายัดธุรกรรมกลุ่มทุน ไม่น่าจะส่งผลดีกับรัฐบาล รัฐบาลต้องตีโจทย์ให้แตกว่าท่อน้ำเลี้ยงหมายความว่าอะไร ต้องหาหลักฐานมาให้ชัด ไม่ใช่มาพูดขึ้นมาลอยๆ เห็นไปพักโรงแรมนั้นโรงแรมนี้ ก็ว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยง"
นายสารสิน กล่าวด้วยว่า เวลานี้ประเทศไทยต้องการบรรยากาศความสมานฉันท์ จึงไม่ควรเพิ่มแรงกดดันและสร้างความแตกแยกให้สังคมในทุกภาคส่วน รวมถึงกลุ่มทุนด้วย
เอกชนเตือนเปิดท่อน้ำเลี้ยงต้องมีหลักฐาน
ขณะที่นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นสอดคล้องกันว่า การที่ศรส.บอกว่าจะประกาศรายชื่อท่อน้ำเลี้ยงนั้น น่าจะเป็นการปรามเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มธุรกิจ หรือคนอื่นๆ เข้ามาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกปปส.มากกว่า
ทั้งนี้ นายพรศิลป์ ตั้งข้อสงสัย 3 ประการ คือ 1.ข้อกล่าวหามาจากอะไร มีหลักฐานหรือไม่ 2.หากเป็นจริง ควรส่งหนังสือเรียกมาตักเตือน หรือชี้แจงก่อนดำเนินการรุนแรงถึงขั้นอายัดธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้น่าจะเป็นกระบวนการของศาลมากกว่า
3.หากรายชื่อที่ประกาศออกมาไม่เป็นความจริง ย่อมสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้กับบริษัท ทำให้อาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ในภาวะที่ประชาชนมีความเห็นเป็น 2 ฝ่าย
"ตามข้อบังคับของพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นั้นสามารถอายัดเงินและการทำธุรกรรมได้ แต่ไม่ควรอยู่ๆ ก็อายัด ถ้าทำเช่นนั้นโดยไม่ผ่านกระบวนการศาลจะเหมือนเป็นการกลั่นแกล้งมากกว่า ดังนั้นควรใช้อำนาจดำเนินการแบบมีขั้นตอนที่ชัดเจนภายใต้อำนาจศาลจะดีกว่า" นายพรศิลป์ ระบุ
"บุญชัย"ชี้ศรส.อาจถูกฟ้องกลับได้
ด้านนายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า การจะบอกว่าใครเป็นท่อน้ำเลี้ยง ภาครัฐควรใช้หลักการและเหตุผลในการพิจารณาให้ดี ว่าจะเอาผิดภาคเอกชนตามรายชื่อในข้อหาใด ดำเนินคดีทางอาญาหรือไม่อย่างไร หากไม่มีหลักฐานจะสร้างความเสียหายแก่บริษัท ก็อาจจะถูกดำเนินคดีฟ้องกลับได้
ทั้งนี้เอกชนรายหนึ่งซึ่งไม่ขอเปิดตัว ให้ความเห็นว่า การตั้งข้อกล่าวหากับบริษัทเอกชนของ ศรส.ส่วนใหญ่ไม่มีใครยอมรับได้ และไม่พอใจกับวิธีการดังกล่าว เนื่องจากศรส.เสมือนอยู่ในฐานะเป็นผู้มีอำนาจที่จะใช้กติกาใดก็ได้มาชี้วัดว่า บริษัทต่างๆ เป็นท่อน้ำเลี้ยงกปปส. ในทางกลับกันในฐานะประชาชนคนไทย ก็มีสิทธิ์ที่จะแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง
เอกชนรายเดิมกล่าวเตือนสติศรส.ทิ้งท้ายไว้ว่า "การจะประกาศทำอะไรจะต้องใช้สติ และคำนึงถึงตรรกะความถูกต้อง ส่วนการจะอายัดบัญชี หรือห้ามดำเนินธุรกรรมต่างๆ ถือเป็นการเรียกแขก"
"ประมนต์"ติงอย่าทำอะไรเกินเลย
นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) กล่าวว่า ก่อนที่ศรส.จะเปิดเผยรายชื่อบริษัทใดออกมาก็ตาม ขอให้แน่ใจว่ามีหลักฐานเพียงพอ มีต้นตอที่ชัดเจนในการเอาผิด โดยเฉพาะเส้นทางการเงิน และในการเชิญภาคเอกชนรายนั้นๆ เข้าให้ปากคำ จะต้องพิจารณาว่าใช้ตัวบทกฎหมายใดมาบังคับใช้ ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่ ไม่เช่นนั้นหน่วยงานภาครัฐที่ดำเนินการเรื่องนี้ อาจถูกฟ้องกลับ ฐานทำให้บริษัทเอกชนเหล่านั้นเกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียงได้
"หากการประกาศรายชื่อออกมา แล้วทำให้บริษัทที่มีรายชื่อเสื่อมเสียก็อาจจะฟ้องร้องกลับได้ แม้รัฐจะใช้อำนาจภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่ก็ควรมีขอบเขต ไม่ทำอะไรเกินเลย" ประมนต์ กล่าว
2โรงแรมดังแจงศรส.ปัดหนุนกปปส.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้(11 ก.พ.) ตัวแทนโรงแรมดุสิตธานี และโรงแรมอินเตอร์คอนติเนลตัล ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่หอประชุมสโมสรตำรวจ เพื่อชี้แจงกรณีการให้ที่พักกับแกนนำ กปปส. โดยหลัง ศรส.เชิญเข้าให้ปากคำ ใช้เวลาชี้แจงกว่า 3 ชั่วโมง ผู้บริหารโรงแรมอินเตอร์คอนติเนลตัล ได้เดินทางกลับทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน
ขณะที่นางสุกัญญา จันทร์ชู ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ยืนยันว่า ไม่ได้สนับสนุนหรือยุ่งเกี่ยวการเมือง และได้มีการตรวจสอบข้อมูลการเข้าพักย้อนหลังไปถึงเดือน ธ.ค. ซึ่งไม่พบชื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือ แกนนำ กปปส.เข้าพัก
ส่วนหลังจากนี้จะให้แกนนำเข้าพักหรือไม่นั้น ต้องยอมรับว่าทางโรงแรมเป็นธุรกิจด้านการบริการที่พักและได้ดำเนินการตามเงื่อนไข แต่จะไม่ทำผิดกฎหมาย โดยหลังจากนี้จะให้ความร่วมมือกับ ศรส.เช่น หากมีการขอรายชื่อผู้เข้าพัก
ศรส.เลื่อนเปิดชื่อท่อน้ำเลี้ยง
ที่กองบัญชาการตำรวจปราบยาเสพติด ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของ ศรส. นายธาริต กล่าวว่า รายชื่อท่อน้ำเลี้ยงทั้ง 136 รายชื่อ ศรส.เห็นว่าต้องกลั่นกรองและตรวจสอบข้อมูล หลังจากรับพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ใช่เพราะติดปัญหาที่ศรส.ยังไม่มีหลักฐานในการดำเนินคดีกลุ่มท่อน้ำเลี้ยง ทั้งนี้หากประกาศรายชื่อไป แล้วเรียกตัวมาสอบสวน แต่กลับชี้แจ้งไม่ได้ ศรส.ก็สามารถเอาผิดในฐานร่วมกันสนับสนุนการชุมนุม ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้ทันที
ด้าน พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ไม่ได้ระบุถึงเหตุผลใดๆ ที่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อ 136 รายได้ เพียงแต่กล่าวถึงอำนาจของศรส.ที่สามารถระงับการทำธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มท่อน้ำเลี้ยงได้เท่านั้น ไม่ได้สั่งอายัดเงินทั้งหมด เพราะการสนับสนุนกปปส.ไม่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายการฟอกเงิน
พท.เบรก"เฉลิม"เปิดชื่อท่อน้ำเลี้ยง
แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคเพื่อไทย(พท.) เปิดเผยว่า ในการหารือระหว่างแกนนำพรรคหลายครั้ง ได้หยิบยกเรื่องการทำหน้าที่ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศรส. มาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เนื่องจากหลายเรื่องเป็นการตัดสินใจของ ร.ต.อ.เฉลิม เอง โดยไม่มีการปรึกษาหารือกับคนในรัฐบาล
ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่าจะเปิดเผยรายชื่อเอกชนที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มกปปส.แหล่งข่าว ระบุว่า เป็นการตัดสินใจของ ร.ต.อ.เฉลิม กับนายธาริต ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย
"ตอนแรกคิดว่าเป็นแค่การปรามเท่านั้น ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริง แต่บริษัทเอกชนหลายแห่งได้ร้องเรียนมาทางผู้ใหญ่ในพรรค ถึงเรื่องนี้ จึงมีผู้ใหญ่โทรศัพท์ไปเตือน ไม่ให้ไปละเมิดสิทธิ์เอกชนและให้ยุติเรื่องเปิดชื่อบริษัทเอกชน เพราะจะกลายเป็นผลเสียต่อรัฐบาลมากกว่า" แหล่งข่าวระบุ
"ศรส."เร่งมท.ถกปมเนรเทศ"สาธิต"
นายธาริต กล่าวถึงการเนรเทศ นายสาธิต เซกัล หนึ่งในแกนนำกปปส. ว่า ได้รับรายจากคณะกรรมการพิจารณาเพื่อทบทวนการอนุญาตให้มีถิ่นอยู่ในราชอาณาจักร ซึ่งมีนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย(ปลัดมท.) เป็นประธานว่า ยังไม่ได้ข้อยุติ แต่ศรส.เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จึงมีหนังสือแจ้งให้เร่งพิจารณาและส่งความเห็นส่งถึงร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผอ.ศรส. ภายในวันที่ 12 ก.พ.เพื่อศรส.จะได้พิจารณาตามอำนาจหน้าต่อไป





