เวทีเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป แนะตั้งผู้เชี่ยวชาญ 20 คน เป็นกรรมการปฏิรูปประเทศ ระบุการปฏิรูปที่แท้จริงต้องเริ่มจากลดอำนาจรัฐ-เพิ่มอำนาจปชช.
นายวุฒิสาร ตันไชย หัวหน้าคณะผู้วิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ กล่าวภายใต้หัวข้อ การเดินหน้าปฏิรูปอย่างก้าวหน้า ว่า บรรยากาศในประเทศขณะนี้มีทั้งที่เป็นด้านบวกและลบต่อการปฏิรูป สำหรับด้านบวก คือ การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่มีความเสรีกว่าในอดีต แต่มองว่า บรรดาผู้ชุมนุมไม่มีความเป็นหนึ่งเดียวกันทางความคิด มีการแบ่งฝ่ายและไม่ยอมรับความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้าม จนนำมาซึ่งความขัดแย้งที่รุนแรง หัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาจึงควรเป็นการออกแบบการปฏิรูปประเทศ โดยเริ่มจากการปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งนักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศต้องเป็นบุคคลที่ประชาชนเชื่อใจ เพื่อทำให้เกิดการยอมรับในสังคม อีกทั้งเสนอแนะให้ใช้ประชามติแบบหารือ ที่จะเป็นเครื่องมือสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ หรือหากลไกการปฏิรูปที่สามารถทำได้จริง ต่อเนื่อง และมีอำนาจต่อรองทางการเมือง
ด้าน นายเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า องค์กรปฏิรูปไม่อยู่จะมีรูปแบบเป็นสภาปฏิรูป หรือสมัชชาปฏิรูป เพราะจะต้องใช้คนเป็นจำนวนมากหลายร้อยคน แต่ควรจะมีรูปแบบคณะกรรมการปฏิรูปที่มีจำนวนกรรมการประมาณ 20 คน แต่อาจจะทำงานร่วมสมัชชาปฏิรูป ที่มีสมาชิกมาจากตัวแทนหลากหลายอาชีพ เพื่อให้ความคิดเห็นมีความหลากหลาย
ทั้งนี้ การปฏิรูปที่แท้จริงต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ ด้วยการลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน และนำเสนอสิ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม โดยต้องกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น เช่น การจัดการทรัพยากรด้านต่างๆ จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ การปฏิรูประบบสวัสดิการ ที่ในอนาคตไม่ควรให้มีแรงงานนอกระบบ และ การปฏิรูปการศึกษาเป็นแบบกระแสหลักแต่มีทางเลือก คือประชาชนทุกวัยสามารถอยู่ในระบบการศึกษาได้จนกว่าจะพอใจ
ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ ชุณหะรัศมิ์ ประธานคณะทำงานเครือข่ายวิชาการเพื่อการปฏิรูป กล่าวว่า หากต้องการปฏิรูปประเทศอย่างก้าวหน้า จำเป็นต้องแก้ไขจุดอ่อน 3 เรื่อง คือ 1.การปฏิบัติในเชิงโครงสร้าง ที่ไทยต้องเริ่มตั้งแต่ระดับตำบลจนถึงระดับประเทศ ด้วยการเสนอให้แก้กติกาทางสังคมโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภาครัฐ และบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าผ่านกระบวนการยุติธรรม 2.การสื่อสารให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจที่ตรงกัน และ 3.การสร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางควบคู่กับกลไกที่มีอำนาจ เพื่อให้ข้อเสนอสามารถเกิดขึ้นได้จริงภายใต้การบริหารจัดการของมืออาชีพ
นายไพโรจน์ พลเพชร คณะกรรมการปฏิรูปกฏหมาย เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป กล่าวว่า ขณะนี้เครือข่ายฯได้เดินหน้าแนวทางในการปฏิรูป 2 แนวทาง ได้แก่ กลไกในการปฏิรูป และเนื้อหาการปฏิรูป โดยในประเด็นของเนื้อหาการปฏิรูปทำได้ง่ายและเร็วที่สุด ซึ่งได้มีการระดมความคิดเห็นทุกภาคส่วนในการกำหนดหัวข้อที่จะต้องปฏิรูปประเทศ และสิ่งที่ยากก็คือการแสวงหากลไกในการปฏิรูป เพราะต้องมีความผูกพันกับรัฐบาลที่จะได้รับการเลือกตั้งต่อไป ซึ่งอาจจะมีหลายแนวทาง เช่น การทำประชามติ การออกกฎหมายปฏิรูปประเทศไทย หรือการให้ทุกพรรคการเมืองลงสัตยบันว่าจะต้องปฏิรูปหลังการเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะมีการจัดเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 2 ขึ้นในวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ ครั้งที่ 3 ในช่วงต้นเดือนมีนาคม ส่วนครั้งที่ 4 และครั้งต่อๆไป จะจัดขึ้นในเดือนมีนาคม-พฤษภาคมนี้





