"เอกชัย"ไม่เห็นด้วยมติ"กกต."ให้"นายกฯ"ออกพรฏ.เลือกตั้งใหม่ ยันกกต.สามารถเปิดรับสมัครสส.ใหม่ได้ตามพรฎ.ฉบับเดิมชี้เป็นการดำเนินการต่อเนื่อง
นายเอกชัย ไชยนุวัติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยามและสมาชิกสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย(สปป.)แสดงความคิดเห็นในกรณีการจัดการรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรใหม่ ใน ๒๘ เขต
สืบเนื่องจาก กกต. มีมติ เมื่อวันที่ ๗ ก.พ. พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา ให้นายกรัฐมนตรี ออก พรฎ. ใหม่ เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นใน ๒๘ เขต ที่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพราะมีการขัดขวางโดยกลุ่ม กปปส. ดังนั้นจึงมีความเห็นทางกฎหมายในเชิงวิชาการ ไม่เห็นด้วยกับ มติ ของ กกต. ด้วยเหตุผลดังนี้
(๑) พรฏ. ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ นั้น มาตรา ๓ ระบุว่า “ ให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่” และ มาตรา ๔ ระบุว่า “ ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ ๒ ก.พ. พ.ศ. ๒๕๕๗” จะเห็นได้ว่า การยุบสภา ซึ่งเป็นอำนาจดุลยพินิจ ของ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ได้กระทำการ ตาม มาตรา ๑๐๘ ของรัฐธรรมนูญ เสร็จสิ้นทุกประการแล้ว การยุบสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทำให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จาก ๕๐๐ คน เหลือ ๐ คน เป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนในการเลือกผู้แทนของตน และให้มีการ เลือกตั้ง สส. ใหม่ เป็นการทั่วไป(เน้นโดยผู้เขียน)ให้ครบ ๕๐๐ คนเหมือนเดิม โดยอาศัยอำนาจตาม พรฎ. ยุบสภา ๙ธันวาคม พศ ๒๕๕๗
ดังนั้น กกต. จึงมี “ฐานอำนาจ” ในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไปใหม่จนกว่าจะครบ ๕๐๐ คนภายในระยะเวลา ๑๘๐ วัน จาก พรฎ ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๖ นี้
กกต. จึงไม่จำเป็นที่จะต้อง มีการ ตรา พรฎ.ใหม่ จนกว่า จะได้ สส. ครบ ๕๐๐ คน รวมทั้งในอดีตที่ผ่านมา ตราบใดที่ ยังไม่มีการประกาศผลคะแนน สมาชิก สภาผู้แทน แบบเขต และ แบบบัญชีรายชื่ออย่างเป็นทางการ กรณีที่ มีการให้ใบเหลือง ใบแดง โดย กกต. ก็ไม่เคยมีการออก พรฎ. ให้มีการเลือกตั้งใหม่แต่อย่างใด
ประกอบกับ การวิเคราะห์ พรบ. ประกอบ รธน. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สส. และ สว. พ.ศ. ๒๕๕๐(๒๕๕๔) มาตรา ๖ ที่ระบุว่า “ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งดังต่อไปนี้
(๑) การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัคร รับเลือกตั้งเท่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีได้ในเขตเลือกตั้งนั้น”
และใน มาตรา ๗ ที่ระบุว่า “ เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็น
การเลือกตั้งทั่วไปแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศในราชกิจจานุเบกษาดังต่อไปนี้”
(๒) การออก พระราชกฤษฎีกา(ใหม่) เพื่อให้มีการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตจะต้องเป็นกรณีที่ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่(เลือกตั้งซ่อม) ทดแทนตำแหน่ง สส. ที่ว่างลงเท่านั้น เช่น การลาออก ตาย หรือ ขาดคุณสมบัติ (ตาม ม. ๑๐๖ รัฐธรรมนูญ) และ มาตรา ๑๐๙(๑) และ พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สส. และ สว. พ.ศ. ๒๕๕๐(๒๕๕๔) มาตรา ๗วรรคท้ายเท่านั้น เพราะในกรณีของ สส. บัญชีรายชื่อ ประธานรัฐสภาสามารถประกาศรายชื่อ ผู้ที่อยู่ในลำดับถัดไปขึ้นมาแทนได้ โดยไม่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่แต่อย่างใด
สรุป
ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คือ กรณี ๒๘ เขต เลือกตั้งนั้นมีเหตุขัดขวาง กกต. ให้ทำการรับสมัครไม่ได้ ไม่ใช่ความผิดของผู้สมัคร รวมทั้งศาลฎีกา ก็ตัดสินว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ในการรับสมัครด้วย ดังนั้น กกต. มีอำนาจหน้าที่ ตาม พรฎ. ยุบสภา ๙ ธันวาคม พศ ๒๕๕๖ในการออก “ประกาศ คณะกรรมการการเลือกตั้ง” ในการรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ได้ เพราะเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากการรับสมัครคราวก่อน ไม่ใช่การรับสมัครใหม่ และ พรฎ. ยุบสภาเดิมยังมีผลบังคับใช้อยู่





