วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จ่อกู้3หน่วยงานรัฐจ่ายข้าว

คลัง เดินหน้ากู้เงินจ่ายจำนำข้าว เล็ง 3 หน่วยงานรัฐ "กองสลาก-กบข.-กองทุนประกันสังคม" ระบุสภาพคล่องสูง-ระเบียบเอื้อทำได้

กระทรวงการคลัง พยายามหาแหล่งเงินกู้อีกครั้ง ด้วยการออกพันธบัตรขายหน่วยงานรัฐ ที่มีสภาพคล่องสูง 3 แห่ง เพื่อนำเงินมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าว ฤดูผลิตนาปี 2556/57 หลังจากการกู้เงินจากสถาบันการเงินไม่ประสบความสำเร็จ

หน่วยงานรัฐ 3 แห่ง ที่เป็นเป้าหมายการขายพันธบัตรในครั้งนี้ คือ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สำนักงานประกันสังคม ที่บริหารกองทุนประกันสังคม และ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

ทั้งนี้ สำนักงานสลากฯ มีรายได้จากสลากกินแบ่งรัฐบาลต่อเดือนนับพันล้านบาท ส่วนกองทุนประกันสังคม มีเม็ดเงินลงทุนในพอร์ตการลงทุนอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านบาท โดยการลงทุนในปี 2556 ที่ผ่านมา กองทุนประกันสังคม ลงทุนในตลาดทุนประมาณ 9% หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่ กบข.มีสินทรัพย์ ณ สิ้นเดือนม.ค. ที่ผ่านมา 635,695 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ 304,578.66 ล้านบาท และลงทุนในหุ้น และสินทรัพย์ทางเลือกรวม 146,298.1 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลัง เปิดประมูลเงินกู้ในตลาดการเงินไปแล้ว 2 รอบ แต่สถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ กังวลความเสี่ยงในประเด็นความไม่ชัดเจนในข้อกฎหมายว่ารัฐบาลรักษาการสามารถดำเนินการได้หรือไม่ หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้รัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยกล่าวเตือนว่าอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่ากระทรวงพาณิชย์แจ้งให้ทราบว่าจะเร่งระบายข้าวให้เร็วที่สุด เพื่อนำเงินที่ได้มาจ่ายให้กับชาวนา ขณะที่กระทรวงการคลัง พยายามที่จะหาแหล่งเงินกู้ เช่นกัน

นายรังสรรค์ กล่าวว่าแนวทางการหาเงินกู้ 1.3 แสนล้านบาทนั้น กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหาแนวทางที่เหมาะสม และไม่ขัดต่อกฎหมาย โดยที่ผ่านมากระทรวงการคลังเปิดประมูลเงินกู้ไป 2 หมื่นล้านบาท แต่ได้ยกเลิกการประมูลไป เพราะมีสถาบันการเงินเสนอดอกเบี้ยสูง ส่วนแนวทางการประมูลเงินกู้ยังเป็นหนึ่งในช่องทาง แต่ระยะเวลาการประมูลนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เป็นหลัก

"รมว.คลัง ก็กำลังพยายามทำอย่างรวดเร็ว แต่เราไม่สามารถเปิดเผยได้ว่า เราจะกู้ด้วยช่องทางใด เพราะถ้าบอกไป กลุ่มผู้คัดค้านจะออกมา เราจึงไม่อยากเปิดเผย"

นายรังสรรค์ กล่าวว่า จากการหารือกับสถาบันการเงิน พบว่าทุกสถาบันการเงินเห็นใจชาวนา แต่วิธีการช่วยเหลือ ต้องไม่ทำให้สถาบันการเงินเดือดร้อนด้วย โดยวิธีการช่วยเหลือต้องถูกต้องตามกฎหมาย

คลังเล็งใช้เงินจาก 3 แหล่ง

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าหลังจากการเปิดประมูลเงินกู้จากธนาคารรัฐและธนาคารพาณิชย์ เพื่อนำเงินไปให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ใช้ในโครงการจำนำข้าว ถูกยกเลิกถึงสองครั้ง ส่งผลให้กระทรวงการคลัง โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พยายามเร่งหาแหล่งเงินใหม่ เพื่อนำมาจ่ายหนี้คืนให้แก่ชาวนา

"เมื่อช่องทางแบงก์รัฐและเอกชนกู้ไม่ได้ ขณะนี้มีช่องทางแหล่งเงินที่เหลืออยู่ ก็คือ ช่องทางการออกพันธบัตรโดยให้หน่วยงานรัฐเข้ามาลงทุน"

แหล่งข่าวกล่าวว่า แหล่งเงินจากหน่วยงานรัฐที่มีสภาพคล่องเหลือเพียงพอ ได้แก่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เงินกองทุนของกองทุนประกันสังคม และกบข. ซึ่งสามารถเข้ามาลงทุนได้เลย

เผยโอกาสสูงดึงเงินกบข.

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า โดยเฉพาะส่วนของ กบข. มียังช่องทางการลงทุนได้ เนื่องจากเกณฑ์การลงทุนของกบข. แบ่งการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้ 40% ส่วนอีก 60% นั้นกำหนดให้ลงทุนในสินทรัพย์มั่นคง เช่น พันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตาม โดยในส่วนสินทรัพย์มั่นคงนี้ สามารถลงทุนได้ถึง 100%

"ถ้า กบข. สนใจลงทุนพันธบัตรที่คลังจะออก สามารถลงทุนได้เลยไม่ต้องผ่านบอร์ด กบข. เนื่องจากส่วนงานที่ดูแลการลงทุนของพอร์ต กบข. จะมีผู้จัดการกองทุน และเพียงผ่านคณะอนุกรรมการ หรือบอร์ดเล็กก็สามารถตัดสินใจลงทุนได้ และการลงทุนนั้น ถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐ เครดิตเรทติ้งก็จะดีอยู่แล้ว และเข้าเกณฑ์ กบข. เพราะถือว่าเป็นหน่วยงานรัฐที่มีกระทรวงการคลังถือหุ้นและไม่มีความเสี่ยง"

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในแต่ละเดือน จะมีเงินของข้าราชการทั้งประเทศที่เข้ามาที่ กบข. ประมาณหลายหมื่นล้านบาท หากจะนำไปลงทุนพันธบัตรภาครัฐก็สามารถทำได้

นายกฯ วอนอย่านำมาโยงการเมือง

ด้าน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวว่าขณะนี้รัฐบาลพยายามเร่งให้ความช่วยเหลือ โดยสั่งให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการ แม้มีข้อจำกัดหลายด้านในฐานะรัฐบาลรักษาการ

"ขอความเห็นใจจากชาวนาทุกคน ไม่ว่าจะอย่างไร รัฐบาลจะพยายามหาทุกวิถีทางในการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน" นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ไม่อยากให้นำเอาประเด็นความเดือดร้อนของประชาชนมาใช้เป็นประเด็นทางการเมือง จะทำให้กระบวนการแก้ปัญหารวนกันไปหมด จึงต้องขอความร่วมมือ ถ้าติดประเด็นการเมืองก็จะทำให้เกิดความยากลำบาก สุดท้ายชาวนาก็จะได้รับความเดือดร้อน แทนที่จะได้รับเงินเร็วก็จะเกิดความล่าช้า

สำหรับประเด็นที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รอการชี้แจงจากนายกรัฐมนตรีในเรื่องนโยบายรับจำนำ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "ขออนุญาตยังไม่ตอบในเรื่องนี้ เพราะยังมีขั้นตอนและระยะเวลาในการทำงาน"

ยังไม่ชัดเรื่องเงินจำนำข้าว

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกำหนดเวลาการจ่ายเงินให้กับชาวนาว่า ต้องขอให้หน่วยงานที่กำลังดำเนินการได้ทำหน้าที่ก่อน เพราะแต่ละพื้นที่ก็จะมีการจ่ายที่แตกต่างกัน

"เมื่อมีใบประทวน และข้าวก็อยู่ในคลังของรัฐแล้ว ทุกรัฐบาลก็ต้องมาจ่าย เหมือนเช่นรัฐบาลชุดนี้ เมื่อเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ นโยบาย สัญญาต่างๆ หรืองานของรัฐบาลชุดก่อนที่มีต่อประชาชนก็เป็นภาระของรัฐบาลที่ต้องจ่ายไม่ว่าจะอย่างไร ประชาชนก็ต้องได้รับเงินอย่างแน่นอน" นายกฯ กล่าว

นางสาวยิ่งลักษณ์ย้ำว่าขณะนี้ทุกฝ่ายได้ทำงานอย่างเต็มที่แล้วจริงๆ จึงอยากขอความกรุณา เพราะการดูแลชาวนามีขั้นตอนในการทำงาน อย่ามองเป็นประเด็นการเมือง อย่าใช้ประเด็นการเมืองมาทำให้ชาวนาเดือดร้อนและทำให้กระบวนการในการทำงานช้าลง

กกต.ชี้ไม่เกี่ยวเรื่องเงินจำนำข้าว

รัฐบาลความพยายามในการแก้ปัญหาสภาพคล่องโครงการรับจำนำข้าว แต่ปรากฏว่ารัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัดทางกฎหมาย ในขณะที่ชาวนาได้รับความเดือดร้อนทั่วประเทศ ได้ขยายวงกว้างขึ้น และเกิดการชุมนุมในหลายจังหวัด โดยล่าสุดมีแนวคิดขอความร่วมมือสมาคมโรงสีให้ช่วยจ่ายเงินใบประทวนชาวนาส่วนหนึ่ง โดยรัฐบาลจะนำงบกลางมาใช้จ่ายดอกเบี้ยชดเชยให้

อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวรัฐบาลจำเป็นต้องเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาว่าสามารถทำได้หรือไม่

"ขอเรียนว่ากรณีนี้ก็เป็นกรณีเดียวกัน ถ้าขอมา กกต.ต้องตีกลับอยู่ดี เพราะไม่มีอำนาจอนุมัติ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องมายังกกต." นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าว

นายสมชัย กล่าวอีกว่าขณะนี้มีความพยายามเชื่อมโยง กกต.กับกรณีชาวนาที่ไม่ได้เงินจำนำข้าว โดยมีการเผยแพร่ข้อความทำให้เกิดความเสียหายเหมือนกับว่าชาวนาไม่ได้เงินจำนำข้าวเป็น เพราะ กกต.ไม่อนุมัติ ซึ่งขอชี้แจงว่า การที่รัฐบาลจะกู้เงินมาชำระให้แก่ชาวนา ทางรัฐบาลเคยเสนอเรื่องนี้มายัง กกต.นานแล้ว โดย กกต.เคยพิจารณาแล้วว่ามีข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3) ห้ามมิให้รัฐบาลดำเนินการก่อหนี้ผูกพันกับ ครม.ชุดต่อไป แม้ กกต.จะเห็นด้วย แต่ก็ทำไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญมีข้อห้ามไว้

"ประเด็นนี้ กกต. ได้ส่งเรื่องคืนไปยังรัฐบาลให้พิจารณาเองว่าการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้มีผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไปหรือไม่"

นายสมชัย กล่าวต่อว่าเรื่องเงินไม่เกี่ยวกับกกต. เพราะ กกต.ไม่มีอำนาจให้รัฐบาลไปกู้ยืมเงินใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น การสื่อสารดังกล่าวออกไปทำให้เกิดความเข้าใจผิด ทำให้กกต.เสียหาย โดย กกต.จะให้ฝ่ายกฎหมายไปแจ้งความดำเนินคดีในกรณีที่กระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ดังนั้นใครก็ตามเผยแพร่ข้อความดังกล่าวขอให้ยุติ

หอการค้าแนะยอมขายข้าวขาดทุน

นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้งบประมาณในการแทรกแซงตลาดข้าวกว่า 1.5 ล้านล้านบาท และรัฐบาลชุดนี้ได้ใช้เงินไปมากที่สุดกว่า 7 แสนล้านบาท หรือกว่า 50% ของงบประมาณที่เคยใช้มา ขณะที่การระบายข้าวก็ทำไม่ได้ตามเป้าหมายทำให้ไม่มีเงินมาคืนชาวนา จนทำให้มีการออกมาประท้วงรัฐบาลซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นถือเป็นคำตอบของนโยบายประชานิยมที่ต้องการคะแนนจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีการคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

"วิธีการที่รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาได้เฉพาะหน้าก็คือการระบายข้าวที่ต้องขาดทุนหรืออาจต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไป แม้ว่า รัฐบาลได้รับจำนำข้าวจากชาวนามาในราคาตันละ 15,000 บาท หรือ 750 ดอลลาร์"

หากสต็อกข้าวในโครงการมีอยู่ 18 ล้าตัน ก็เท่ากับว่ารัฐบาลใช้เงินซื้อข้าวมาเก็บไว้ในโกดังประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูง แต่หากต้องการระบายข้าวออกไปเร็วที่สุดก็ต้องยอมระบายไปในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไป เพราะราคาข้าวจากประเทศคู่แข่งก็ไม่ได้สูงและหากไทยจะมีการระบายข้าว ประเทศคู่แข่งก็จะลดราคาให้ต่ำกว่าไทยได้อีก

ดังนั้น จึงเป็นได้ว่าหากมีการระบายข้าวราคาข้าวไทยจะอยู่ที่ประมาณตันละ 350 ดอลลาร์ เพราะราคาข้าวเวียดนามอยู่ที่ประมาณตันละ 400 ดอลลาร์ ซึ่งก็ทำให้รัฐบาลได้เงินคืนจากโครงการมาจ่ายให้ชาวนาประมาณ 2 แสนล้านบาท

"แต่หากรอให้ราคาที่ดีใกล้เคียงกับราคาที่รับจำนำเข้ามา ก็อาจจะใช้เวลานานกว่า 2 ปี"