กกต.หนักใจกับข้อกฎหมาย เมื่อประกาศการเลือกตั้ง "ไม่ได้" ท่ามกลางเสียงวิจารณ์การเลือกตั้งเป็น "โมฆะ"หรือไม่
ถ้อยแถลงของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลังจากปิดหีบได้ 1 ชั่วโมงเมื่อวานนี้ (2 ก.พ.) ฟังดูหงอยๆ ชอบกล และไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งมากนัก เพราะว่าผลการเลือกตั้งยังประกาศไม่ได้ เนื่องจากการเลือกตั้งถือว่ายังไม่เสร็จสิ้น
ข้างฝ่ายพรรคการเมืองต่างๆ ก็ไม่มีบรรยากาศการลุ้นนับคะแนน ไม่มีการรวมตัวกันที่บ้านแกนนำ ไม่มีภาพการจับมือแสดงความดีใจ ไม่มีเสียงกองเชียร์โห่ฮา และไม่มีข่าวคราวการวิ่งล็อบบี้ของบรรดานักการเมืองเขี้ยวลากดิน เพื่อจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล
เสียงที่ดูจะดังกว่าเรื่องผลการเลือกตั้ง คือ เสียงวิจารณ์ว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่...แต่เรื่องนี้ต้องให้องค์กรผู้มีอำนาจตามกฎหมายเป็นผู้ชี้ นั่นก็คือ "ศาลรัฐธรรมนูญ"
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้งฝ่ายกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์พิเศษกับเครือเนชั่น โดยให้ข้อมูลตัวเลขเกี่ยวกับหน่วยเลือกตั้งที่มีปัญหา และทางออกสำหรับประชาชน รวมทั้งทางออกทางการเมืองหลังจากนี้ ว่า หน่วยเลือกตั้งที่เปิดให้ลงคะแนนไม่ได้ หรือเปิดได้แต่เปิดไม่ตลอด มีทั้งสิ้น 10,342 หน่วย จากจำนวนหน่วยเลือกตั้ง ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ 93,535 หน่วย คิดเป็น 11%
ขณะที่จำนวนเขตเลือกตั้งที่ไม่สามารถเปิดให้ลงคะแนนได้ มี 53 เขต จำนวนเขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครเลย ทั้งสิ้น 28 เขต รวมเขตเลือกตั้งที่มีปัญหา 81 เขต คิดเป็น 21% ของ 375 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ประเมินจำนวนประชากรที่พลาดการใช้สิทธิเลือกตั้งประมาณ 12 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 4 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 48 ล้านคน ปัญหาที่ต้องคิดต่อคือ จะทำอย่างไร
"เรื่องประกาศคะแนน หรือผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เราไม่สามารถประกาศได้ เพราะผลการเลือกตั้งต้องนำคะแนน 3 ส่วนมารวมกัน คือ คะแนนจากหน่วยเลือกตั้งที่มีการจัดลงคะแนนในวันที่ 2 ก.พ. ประมาณ 8 หมื่นหน่วย บวกกับคะแนนที่จะเข้ามาเพิ่มจากการจัดการเลือกตั้งทดแทนในเขตที่จัดไม่ได้ บวกกับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ รวมกับคะแนนจากการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ต้องครบทุกส่วน อย่างนี้จึงจะประกาศได้"
"ฉะนั้น เราจึงไม่เห็นภาพการนับคะแนน เมื่อก่อนพอปิดหีบมีคะแนนแต่ละเขตขึ้นจอโทรทัศน์ พอ 2 ทุ่มมีพรรคการเมืองฉลอง มีบางพรรคเหี่ยวๆ เพราะพ่ายแพ้ แต่เลือกตั้งครั้งนี้เราไม่มี เราให้นับคะแนนที่หน่วยได้ เป็นการนับทันทีตามกฎหมาย จากนั้นให้ส่งคะแนนไปที่เขต แต่ห้ามรวมคะแนน"
นายสมชัย อธิบายว่า สาเหตุที่ไม่ประกาศคะแนนหรือผลการเลือกตั้งของวันที่ 2 ก.พ. ก็เพื่อรักษาไม่ให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ เพราะทันทีที่ประกาศ จะมีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น เนื่องจากการเลือกตั้งยังไม่จบ ผลคะแนนอาจจูงใจให้ประชาชนไปลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนในเขตที่เหลือ
ส่วนประเด็นการเสียสิทธิเลือกตั้ง ของประชาชนจากการลงคะแนนที่มีปัญหานั้น สมมติเป็นหน่วยเลือกตั้งที่เปิดให้ลงคะแนนได้ตามปกติ ตั้งแต่ 08.00-15.00 น. ถ้าประชาชนไม่ได้ไปใช้สิทธิ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไร จะติดการชุมนุมหรือรถติด สรุปก็คือไม่สามารถเข้าถึงหน่วยเลือกตั้งได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด หากกลัวเสียสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด ก็ต้องทำหนังสือแจ้งนายทะเบียนที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ ถึงสาเหตุที่ไม่ไปเลือกตั้ง ส่วนการแจ้งความถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
สำหรับหน่วยที่ปิดการลงคะแนน ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุที่ไม่มีบัตรเลือกตั้ง หรือกรรมการประจำหน่วยไม่ครบ ตรงนี้ กกต.ต้องสั่งให้จัดเลือกตั้งใหม่อยู่แล้ว ประชาชนที่ไม่ได้ไปก็น่าจะไม่เสียสิทธิ ขณะที่บางหน่วยเปิดเช้า ปิดเที่ยง หรือเรียกว่าเปิดให้ใช้สิทธิไม่ได้ตลอดเวลา 08.00-15.00 น. นั้น ก็ต้องจัดเลือกตั้งใหม่เหมือนกัน คนที่ไปเลือกตั้งแล้ว ก็ต้องออกไปใช้สิทธิอีกรอบหนึ่ง ปัญหานี้ไม่มีทางออกอื่น เพราะการเลือกตั้งกฎหมายกำหนดให้เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
ต่อข้อถามถึงประเด็นที่จะมีบางฝ่ายเตรียมฟ้อง กกต. ว่า จัดการเลือกตั้งมีปัญหา ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เตรียมการรับมืออย่างไร นายสมชัย กล่าวว่า จะถูกฟ้องอย่างไรก็แล้วแต่กรณี แต่เชื่อว่ามีคนรอฟ้องอยู่เยอะ ยืนยันว่า กกต.จัดการเลือกตั้งตามกฎหมาย ไม่ได้ยึดอารมณ์เป็นหลัก และขอย้ำว่าการเลือกตั้งยังไม่เป็นโมฆะ นอกจากมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ แล้วศาลชี้เท่านั้น ขณะนี้การเลือกตั้งจึงยังไม่โมฆะ และรอนับคะแนนรวมกับการเลือกตั้งล่วงหน้า และการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ก็จะประกาศผลได้
"ปัจจัยที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ผมขอไม่พูด เพราะอาจเป็นการชี้ช่อง แต่ประเด็นต่างๆ ก็เห็นกันอยู่ รัฐบาลก็เห็น กกต. ก็เห็น ส่วนแนวทางแก้ไขเราคงนำทุกปัญหามาประมวล แล้วแก้ก้อนใหญ่ทีเดียว ไม่แก้แบบทีละเล็กทีละน้อยหรือปะผุ ที่สำคัญการเลือกตั้งใหม่ หรือเลือกตั้งทดแทนต้องไม่ถี่ ไม่ซ้อนกันเกินไป และไม่ทำให้ดูเหมือนเป็นการเร่งให้เร็ว ซึ่งอาจส่งผลเป็นการเติมเชื้อไฟ ซ้ำเติมสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงอยู่"
นายสมชัย กล่าวด้วยว่า สิ่งที่หนักใจที่สุดในขณะนี้ คือ จะไม่ทำทุกอย่างให้ผิดกฎหมายได้อย่างไร ก็พยายามระมัดระวังอย่างที่สุด ส่วนการประกาศจำนวนผู้มาใช้สิทธิ หรือยอดเป็นเปอร์เซ็นต์นั้น สามารถประกาศได้ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร เพราะว่า กกต.เข้าสำนักงานไม่ได้ ต้องใช้สำนักงานชั่วคราว สำหรับทางออกทางการเมืองจนถึงขณะนี้ มีเพียงทางเดียว คือ ผู้มีอำนาจทั้งสองฝ่ายต้องคุยกัน ขณะที่ กกต. ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด





