เผือกร้อนในมือกกต.-ศาลรธน. ขณะที่ปชป.-ส.ว.ยื่นสอยเพื่อไทย ส่วนพท.ยื่นปปช.ฟัน"สุเทพ"รับนกหวีดทองคำ
ภายหลังรัฐบาลมีพระราชกฤษฎีกายุบสภา และกำหนดวันเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 2 ก.พ.นี้ แม้ขณะนี้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอย่างที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ต้องการหรือไม่
แต่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่เขม็งเกลียวอยู่ในขณะนี้ ทำให้การตรวจสอบ "รัฐบาลรักษาการ" จากฝ่ายตรงข้ามพรรคเพื่อไทยเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นที่ "สุ่มเสียง" ต่อการทำผิดกฎหมาย จนนำไปสู่การยื่นเรื่องให้ทั้ง "กกต." และ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ตรวจสอบเอาผิด
โดย"เป้าใหญ่" เพ่งเล็งไปที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ไม่ยอมลาออกจากการรักษาการ เพื่อเปิดทางปฎิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง ตามข้อเรียกร้องของ "กลุ่มกปปส."
เพราะมีแนวโน้มสูงที่ "ยิ่งลักษณ์-เพื่อไทย" จะได้หวนกลับมาครองอำนาจบริหารประเทศอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับเรื่องที่มีการยื่น "สอย" ยิ่งลักษณ์ และถึงขั้นขอให้ยุบพรรคเพื่อไทย ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 5 ปี เป็นการดำเนินการของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และสมาชิกวุฒิสภา มีหลายประเด็น ดังนี้
ปชป.-ส.ว.ยื่นฟัน17รมต.-ยุบเพื่อไทย
เรื่องแรก วิรัตน์ กัลยาศิริ อดีตส.ส.สงขลา ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ได้หยิบยกกรณีคณะรัฐมนตรีรักษาการ ออกมติครม.ขยายการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง โดยอ้างว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติมีการชุมนุมของกลุ่มกปปส. ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยออกมาแล้วว่า การชุมนุมดังกล่าวเป็นไปอย่างสงบ ปราศจากอาวุธ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ดังนั้นการออกมติครม.ดังกล่าวจึงถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 181 กระทำการขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะการกระทำของครม.รักษาการต้องไม่ก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง ต้องให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และต้องไม่กระทำการผูกพันต่อครม.ชุดต่อไป
วิรัตน์ บอกว่า การออกมติครม.ดังกล่าว ในช่วงที่มีพ.ร.ฎ.เลือกตั้ง โดยเฉพาะการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงในพื้นที่สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี และกทม. เป็นการปิดกั้นไม่ให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบข้อมูลที่เกิดจากการทุจริตของรัฐบาล
อีกทั้งยังมีการอนุมัติเงินเพื่อจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กับคนของรัฐ เป็นการผูกพันครม.ชุดหน้าในการจัดงบประมาณ โดยไม่ขออนุญาตต่อ กกต. และใช้เจ้าหน้าที่รัฐเพื่อความได้เปรียบทางการเมือง ดังนั้นจึงยื่นร้องต่อกกต.ให้ตัดสิทธิผู้สมัครพรรคเพื่อไทยทั้ง 17 คน ที่เป็นรัฐมนตรีรักษาการ และขอให้ยุบพรรคเพื่อไทย เนื่องจากมีกรรมการบริหารพรรค อาทิ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ร่วมออกมติครม.ดังกล่าว
สำหรับรายชื่อผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทยทั้ง 17 คน ที่เป็นรัฐมนตรีรักษาการ ถูกยื่นให้กกต.พิจารณาตัดสิทธิทางการเมือง ประกอบด้วย 1.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2.จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ 3.สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล 4.ชัยเกษม นิติศิริ 5.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง 6.พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก 7.พงศ์เทพ เทพกาญจนา 8.ปลอดประสพ สุรัสวดี
9.สันติ พร้อมพัฒน์ 10.วราเทพ รัตนาการ 11.ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 12. จาตุรนต์ ฉายแสง 13.ประชา ประสพดี 14.ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย 15.พ้อง ชีวานันท์ 16.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ 17. สรวงศ์ เทียนทอง
ทั้งนี้หากกกต.เห็นว่ากระทำผิดจริงบุคคลเหล่านี้จะได้รับโทษตัดสิทธิทางการเมือง 1 ปี และหากถึงขั้นยุบพรรคจะถูกตัดสิทธิทางการเมืองเพิ่มเป็น 5 ปี
ในกรณีเดียวกันนี้ ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ก็ได้ยื่นร้องต่อกกต. ขอให้ตรวจสอบผู้สมัครรับเลือกตั้งและกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย 18 คน ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ฐานกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (2-4) และมาตรา 237 มีความผิดฐานใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง
จากกรณีมีมติ ครม.เมื่อ 25 ธ.ค.2556 ประกาศพื้นที่ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ทั้งที่มีการยุบสภา แล้ว เมื่อ 9 ธ.ค. และตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ(ศอ.รส.) ใช้งบประมาณ 1,050 ล้านบาท
ร้องศาล-กกต.ปมใช้พรก.ฉุกเฉิน
ถัดมาหลัง "รัฐบาลรักษาการ" มีมติประกาศใช้ "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" ในพื้นที่กทม.และปริมณฑล ทำให้ ไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา ได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตรวจสอบ
ไพบูลย์ ระบุว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 22 ม.ค.นั้น ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (4) ว่าด้วยการไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดซึ่งจะผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบของ กกต.
เพราะหลังประกาศให้ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะมีผลทำให้การชุมนุมของฝ่ายที่เห็นต่างกับรัฐบาล ต้องยุติการชุมนุม หรือเลิกวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของรัฐบาล หรืออีกนัยหนึ่ง คือ พรรคเพื่อไทย ที่อาจจะทำให้สังคมได้รับรู้พฤติกรรม ที่จะส่งผลกระทบค่านิยมในบุคลากรของพรรคเพื่อไทยลดลงในการเลือกตั้ง
ทั้งนี้การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่เข่าข่ายรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ที่ระบุว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ก่อการให้ผู้อื่นกระทำการที่ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และได้มาซึ่งสว.หรือระเบียบหรือประกาศของ กกต. ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม
และถ้าการกระทำของบุคคลดังกล่าวมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรค มีส่วนรู้เห็นแต่ไม่ได้ยับยั้งหรือแก้ไข ให้ถือว่าเป็นการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองที่ไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68
ไพบูลย์ ชี้ว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คนที่ร่วมประชุม อาทิ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าเพื่อไทย และรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น 18 คน
เช่นเดียวกับทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ โดย วิรัตน์ กัลยาศิริ อดีตส.ส.สงขลา ที่ได้ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พร้อมระบุว่า การประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินขณะนี้อยู่ในช่วงการเลือกตั้ง ดังนั้นเป้าหมายเพื่อยับยั้งไม่ให้สถานีโทรทัศน์บลูสกาย ทีนิวส์ และสื่ออื่นๆ เสนอข่าวสารความจริงว่าเป็นอย่างไร
จึงเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3) (4) เพื่อต้องการปิดปากทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยบริสุทธิ์ ยุติธรรม และเป็นการกระทำของพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 237 วรรคสอง ที่เป็นการได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงเข้าตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ในฐานะที่ผู้ร้องเป็นผู้ทราบการกระทำดังกล่าว
"สาธิต"ร้อง"ยิ่งลักษณ์"ทำผิดเลือกตั้ง
ขณะที่เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา สาธิต ปิตุเดชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเรื่องต่อ กกต. ร้องเรียน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และผู้สมัครบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย พร้อมพวกทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
โดยระบุว่า หลังมีพ.ร.ฎ.ยุบสภา และกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 2 ก.พ. ยิ่งลักษณ์ ได้ใช้ทรัพยากรของรัฐ อาทิ รถไฟ รถยนต์ เฮลิคอปเตอร์ เดินทางระหว่างวันที่ 12-24 ธ.ค.2556 รวมทั้งสิ้น 12 วัน ไปทั้งหมด 14 จังหวัด อาทิ อุดรธานี หนองคาย ยโสธร ส่อในลักษณะของการหาเสียง
เพราะไม่เคยมีกำหนดการมาก่อน และช่วงเดินทางไปแต่จังหวัด ได้มีบรรดาข้าราชการมาให้การต้อนรับ ซึ่งมีผลต่อคะแนนความนิยม เป็นการเอาเปรียบผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งพรรคอื่นๆ ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (4) ที่กำหนดว่า คณะรัฐมนตรีรักษาการต้องไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใดซึ่งมีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทำการใดอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
คำร้องทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าวถือเป็น "ความผิดที่สำเร็จ"แล้ว จึงถือเป็น "เผือกร้อน" ที่ทั้ง "กกต.-ศาลรัฐธรรมนูญ" จะต้องมีคำตอบออกมา ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้่งสองฝ่ายคู่ขัดแย้งส่วนจะเห็นผลเร็วหรือช้า ก็ขึ้นอยู่ "องค์กรอิสระ" ทั้งสองนั่นเอง
พท.ยื่นปปช.ฟัน"สุเทพ"รับนกหวีดทองคำ
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย(พท.) เปิดเผยว่า วันที่ 27 ม.ค.นี้ จะยื่นเรื่องต่อประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ขอให้ตรวจสอบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. กรณีรับนกหวีดทองคำและเงินสดจากบุคคล เป็นการฝ่าฝืนพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมาตรา 103 หรือไม่
หลังจากนายสุเทพ ได้ลาออกจากการเป็นส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2556 จึงเป็นผู้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้วไม่ถึง 2 ปี แต่จากพยานหลักฐานปรากฏชัดเจนว่า นายสุเทพ ได้รับนกหวีดทองคำ น้ำหนัก 6 บาท รวมทั้งเงินสดจำนวนมากจากบุคคลทั่วไปต่างกรรมต่างวาระกัน
ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 103 และมีโทษตามมาตรา 122 และมิใช่เป็นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา ตามประกาศป.ป.ช. ข้อ 5 และข้อ 8 จึงขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบนายสุเทพ โดยขอให้พิจารณาการกระทำความผิดแต่ละกรรมเป็นรายกระทงต่อไปโดยเร็วด้วย
นายเรืองไกร ยังคัดค้านไม่ให้นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช.ร่วมเกี่ยวข้องในการพิจารณาตามคำร้องนี้ เนื่องจากมีพยานเอกสารหลักฐานที่เชื่อได้ว่า นายภักดี ที่ได้รับแต่งตั้งจากประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2549 ไม่ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการในบริษัท องค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด ภายในเวลา 15 วัน จึงต้องถือว่าไม่ได้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. มาตั้งแต่ต้น





