เพื่อไทยจี้ กกต.ตอบคำถาม 6 ข้อ ก่อนถก เลื่อนเลือกตั้ง
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ กกต.จะไปหารือกับนายกฯ ในวันที่ 28 ม.ค.นี้ว่า ตนในฐานะสมาชิกพรรคการเมืองที่ลงสมัคร เชื่อว่าจะมีผลกระทบกับประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ในการลงคะแนนและสมาชิกพรรคการเมือง รวมถึงพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งถึง 53 พรรค จึงขอถาม กกต.6 ข้อให้ช่วยชี้แจงก่อนจะเลื่อนการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันข้อขัดแย้งและการฟ้องร้องในภายหลัง รวมทั้งเพื่อให้ความกระจ่างกับประชาชน 6 ข้อ ดังนี้ 1.การเลื่อนวันเลือกตั้งทั่วไปจากวันที่ 2 ก.พ.ออกไป
โดยกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปใหม่ ถามว่า กกต.จะใช้เวลาที่เลื่อนไปเพื่อดำเนินการอย่างไรบ้าง จุดประสงค์และเหตุผลความจำเป็นมีความชัดเจนหรือยังเพื่อให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และหากเลื่อนออกไปแล้ว กกต.ยืนยันได้หรือไม่ว่าปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันจะไม่เกิดขึ้น หรือยุติลงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นใหม่ เพราะขณะนี้กลุ่ม กปปส.ที่ชุมนุมอยู่ประกาศว่าจะขัดขวางการเลือกตั้งทุกรูปแบบ ดังนั้นการเลื่อนวันเลือกตั้งทั่วไปออกไปจากเดิมจะเกิดประโยชน์อย่างไรในการบริหารจัดการการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า 2.พระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมที่จะทำขึ้นใหม่ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะแก้มาตรา 4 ของพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ 56 เพื่อเลื่อนเฉพาะวันเลือกตั้งทั่วไปใช่หรือไม่ หรือพระราชกฤษฎีกาที่จะแก้ไขเพิ่มเติมเป็นการแก้ไขเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถลงเลือกตั้งได้ และหากแก้ให้พรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้งได้โดยไม่มีผู้คัดค้าน พรรคประชาธิปัตย์จะลงเลือกตั้งหรือไม่ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ชัดเจนในเรื่อง พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ว่าจะแก้กี่ประเด็น อะไรบ้าง 3.การเลื่อนวันเลือกตั้งทั่วไป กกต. มีข้อยุติหรือยัง ในฐานะผู้บริหารการเลือกตั้งว่าจะใช้เวลาเท่าที่จำเป็นเท่าไหร่ในการเลื่อนวันเลือกตั้งทั่วไปออกไป และระยะเวลาที่เลื่อนออกไปนั้นจะเป็นระยะเวลาที่มากกว่า 60 วันตาม พรฎ.ยุบสภาฯ หรือไม่ และถ้าเกินกว่า 60 วัน ระยะเวลาที่เลื่อนไปจะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 108 หรือไม่ เพราะห้ามมิให้มีการเลือกตั้งเกินกว่า 60 วัน ดังนั้นใครจะเป็นผู้ให้ความกระจ่างในเรื่องระยะเวลาที่จะเลื่อนออกไป เพราะทั้งนายกฯ และประธาน กกต .ในฐานะผู้รักษาการพระราชกฤษฎีกา จะต้องไม่กระทำผิดกฎหมายดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญก็มิได้วินิจฉัยไว้ หรือจะต้องไปสอบถามศาลรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ว่าสามารถจะเลื่อนได้อีกกี่วัน และหากทั้งสองฝ่ายเห็นว่ามีความจำเป็นต้องเลื่อน แต่ยังเห็นต่างกันในเวลาที่เลื่อนอีก ผู้ใดจะเป็นผู้ชี้ขาดเพาะปัญหายังไม่สิ้นกระแสความ
นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า 4.การเลื่อนวันเลือกตั้งทั่วไป ที่กกต.ไปร้องต่อศาล และศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า สามารถเลื่อนการเลือกตั้งได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยว่าเลื่อนได้กี่วัน มากน้อยเท่าใด หากพรรคการเมืองอื่นที่ลงสมัครไม่ยอมให้เลื่อนวันเลือกตั้งโดยอ้างว่าเสียค่าใช้จ่ายไปแล้ว ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหาย และความรับผิดชอบตามกฎหมายฐานไม่รักษาการให้เป็นไปตาม พ.ร.ฎ.ยุบสภาฯ 5.รัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องไปลงคะแนนในวันที่ 2 ก.พ.ถ้าประชาชนไม่ยอมและไปฟ้องต่อศาล ใครจะรับผิดชอบในการเลื่อนวันเลือกตั้ง เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเพียงให้คำแนะนำว่าเลื่อนได้เท่านั้น แต่การใช้ดุลพินิจว่ามีเหตุจำเป็นต้องเลื่อนหรือไม่ เป็นหน้าที่ กกต. เพราะประชาชนในภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคกลาง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ รวมทั้งภาคใต้บางส่วนยังประสงค์ให้มีการเลือกตั้งอยู่ กกต.จะบริหารอย่างไรไม่ให้คนที่รักประชาธิปไตยเกิดความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรม ว่า กกต.ไม่ละเมิดสิทธิของประชาชน
นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า และ 6.ค่าใช้จ่ายที่ กกต.เสียไปสำหรับการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นจำนวนเท่าใด ใช้ไปแล้วจำนวนเท่าใด ในกรณีใดบ้าง และหากเลื่อนการเลือกตั้งไปจะให้รัฐบาลหางบประมาณมาให้อีกหรือไม่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีหนังสือเตือนมาแล้ว กกต.จะปฏิบัติอย่างไรไม่ให้เกิดความรับผิดในทางกฎหมาย หากพรรคการเมืองและผู้สมัครมาฟ้องต่อศาลเรียกค่าเสียหายที่ต้องเสียไปในการหาเสียง กกต.จะชี้แจงและรับผิดชอบหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ หาก กกต.ตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดเจน ก็จะเป็นการป้องกันความขัดแย้งในการเลื่อนการเลือกตั้งได้ และป้องกัน ทั้ง กกต.และ ครม.ถูกฟ้องร้อง ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้น หาก กกต.เลื่อนเฉพาะบางหน่วยเลือกตั้งน่าจะเหมาะสมกว่า





