วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศรส.นัดถกส่วนราชการวันนี้'ขอคืนพื้นที่'

ศรส.เชิญหัวหน้าส่วนราชการที่ถูกม็อบล้อมหารือวันนี้ ทำตารางเวลา"ขอคืนพื้นที่" ดีเดย์27ม.ค. สั่ง"ปปง.-ดีเอสไอ"จับมือตรวจสอบทรัพย์สินน้ำเลี้ยง

การประชุมศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ที่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้อำนวยการ (ผอ.) เมื่อวานนี้ (25 ม.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ถนนวิภาวดีรังสิต ที่ประชุมได้เห็นพ้องกันว่าจะเริ่มปฏิบัติการ "ขอคืนพื้นที่" จากผู้ชุมนุมคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 ม.ค.เป็นต้นไป

แหล่งข่าวจากที่ประชุม เปิดเผยว่า ในวันนี้ (26 ม.ค.) ศรส.จะเรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการทุกแห่งที่ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติงานได้เนื่องจากถูกผู้ชุมนุมปิดล้อม หรือบีบบังคับให้หยุดงาน เพื่อหารือจัดทำตารางเวลาในการขอพื้นที่คืน โดยจะเริ่มจากถนนแจ้งวัฒนะ หน้าศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เพราะมีการปิดถนนด้านหน้ากรมการกงสุล จนไม่สามารถให้บริการทำพาสปอร์ตได้ มีคำร้องของประชาชนที่ขอมีพาสปอร์ตตกค้างอยู่นับหมื่น

ทั้งนี้ การขอคืนพื้นที่จะมีการเชิญสื่อมวลชนทุกแขนงไปร่วมรายงานข่าวด้วย เพื่อให้เห็นว่าการขอคืนพื้นที่ไม่ได้มุ่งใช้ความรุนแรง แต่เน้นการเจรจา

สั่ง ปปง.อายัดทรัพย์กลุ่มทุน-ผู้ให้ที่พัก

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะกรรมการ ศรส. แถลงผลประชุม ศรส.ว่า ได้มีมติสำคัญ 4 เรื่อง คื้อ 1.ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 ม.ค.จะจัดชุดเจรจาขอคืนสถานที่ราชการเพื่อให้บริการประชาชน โดยชุดเจรจาประกอบด้วยเจ้าของพื้นที่ เจ้าพนักงาน ศรส.ที่มีทั้งตำรวจและทหารสามเหล่าทัพ โดยให้สื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ และจะกระจายไปทั้ง 7 เวที

2.ให้แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนว่า สถานที่ราชการและถนนหนทางจำนวน 26 สายที่ได้แจ้งประกาศไว้ก่อนหน้านี้นั้น เป็นสถานที่ที่ห้ามทำการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย เพราะฉะนั้นความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) เป็นความผิดอีกสถานหนึ่งนอกเหนือจากที่แกนนำบางรายถูกออกหมายจับไปแล้ว

3.ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และดีเอสไอ รับผิดชอบดำเนินการสืบสวน แสวงหากลุ่มท่อน้ำเลี้ยง กลุ่มนายทุน ห้างร้าน บริษัท รวมถึงโรงแรมหรือสถานที่พักพิงต่างๆ ที่ให้หลบซ่อนแก่แกนนำที่ผิดกฎหมายทั้ง 58 คน จะมีการดำเนินการตรวจสอบ ยึดอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำความผิด ซึ่งสามารถทำได้ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

4.จะมีการดำเนินการเพื่อขอออกหมายจับต่อศาลในวันจันทร์ที่ 27 ม.ค. ในส่วนของแกนนำชุดแรกจำนวน 16 คน โดยเป็นขอออกหมาย ฉฉ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่จะมีอำนาจควบคุมตัวได้ 30 วัน

"เฉลิม"แนะสุเทพมอบตัว-ขู่มีสูญเสีย

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ขอให้ประชาชนเข้าใจว่าถ้ามีการจับกุม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. จะไม่ได้เป็นการจับในฐานะแกนนำผู้ชุมนุม แต่จับในฐานะผู้ต้องหากบฏตามหมายศาล โดยขณะนี้นายสุเทพมีคนติดตามและพกอาวุธปืน ถ้าตำรวจเข้าทำการจับกุมอาจจะมีการต่อสู้แล้วมีการสูญเสีย จึงขอให้กลุ่มมือปืนเหล่านั้นกลับบ้าน เพราะหากมีการสูญเสียแล้วอย่าไปโทษตำรวจ ทั้งขอแนะนำให้นายสุเทพมอบตัวเสียดีกว่า เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลงมือจับในเร็ววันนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะถึงขั้นวิสามัญฆาตกรรมหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม ตอบว่า "ไม่รู้ เพราะไม่ได้ไปจับเอง แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ และขอให้ประชาชนเข้าใจว่าหากมีการสูญเสียนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้วิจารณญาณดีแล้ว"

กกต.แนะรัฐบาลพึงระวังใช้ พ.ร.ก.

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า การออกข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ต้องระมัดระวังเข้าข่ายมาตรา 181 ของรัฐธรรมนูญ เรื่องของการใช้ทรัพยากรของรัฐที่มีลักษณะเป็นการสร้างโอกาสให้เกิดความไม่เท่าเทียมในการเลือกตั้งด้วย ทั้งนี้ กกต.ไม่ได้บังคับห้ามออกประกาศ แต่ต้องการเสนอแนะข้อกังวล เพราะอาจเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

อนึ่ง รัฐธรรมนูญมาตรา 181 เป็นการกำหนดเงื่อนไขการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการหลังยุบสภา ให้ปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็น ภายใต้เงื่อนไข 4 ข้อ โดยข้อ 4 ระบุว่าไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่ กกต.กำหนด

วันเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. พร้อมแกนนำ ยังคงออกเดินขบวนรณรงค์ชักชวนประชาชนให้เข้าร่วมการชุมนุมกับ กปปส.ในพื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน โดยออกจากเวทีราชประสงค์ ผ่านย่านประตูน้ำ เพลินจิต ชิดลม ท่ามกลางการต้อนรับอย่างคับคั่งจากประชาชนทุกพื้นที่ที่ขบวนเคลื่อนผ่าน

อ้างรับจ้าง 5 พันขน"อาก้า-อาร์พีจี"

ด้านความคืบหน้ากรณีตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาพร้อมยึดอาวุธสงครามได้จำนวนมาก โดยเฉพาะอาวุธปืนอาก้า พร้อมกระสุน 60 นัด ระเบิดสังหารเอ็ม 67 เครื่องยิงอาร์พีจี พร้อมกระสุน เสื้อผ้าชุดดำ หมวกไอ้โม่ง และตะปูเรือใบ โดยจับกุมได้บนถนนรังสิต-นครนายก ช่วงคลอง 4-5 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา

ล่าสุดวานนี้ (25 ม.ค.) พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ได้แถลงข่าวการจับกุม นายชินรัตน์ กาญจนะวิเชียร อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 2 ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.ลพบุรี พร้อมของกลางอาวุธสงครามดังกล่าว ขณะขับรถยนต์เก๋งสีขาว ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค หมายเลขทะเบียน กต 7253 ลพบุรี ติดฟิล์มดำผ่านเข้าไปยังจุดที่ตั้งด่านตรวจอยู่

เบื้องต้น นายชินรัตน์ ให้การว่า นั่งรถตู้มาจาก จ.ลพบุรี และมารับรถซึ่งจอดไว้ริมถนนข้างวัดกลางคลองสี่ ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี โดยได้รับการว่าจ้างเป็นเงิน 5,000 บาทให้ขับรถไปจอดริมถนนรังสิต-นครนายก หน้าสวนสนุกดรีมเวิลด์ จากนั้นจะมีคนมารับรถขับต่อเข้ากรุงเทพฯเอง แต่เมื่อขับรถมาได้ไม่ไกลก็ถูกตำรวจเรียกเสียก่อน โดยตนเองไม่รู้ว่ารถคันนี้มีอาวุธสงคราม

พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) ได้สั่งให้สอบสวนขยายผลถึงผู้ว่าจ้าง พร้อมแกะรอยโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาที่ใช้ติดต่อกับผู้ว่าจ้าง เพื่อสาวไปยังผู้ร่วมขบวนการต่อไป เบื้องต้นคาดว่าผู้ว่าจ้างน่าจะอยู่ในหน่วยราชการใน จ.ลพบุรี และเชื่อว่าอาวุธทั้งหมดน่าจะนำไปก่อเหตุความวุ่นวายในกรุงเทพฯ

ยิ่งถล่มบ้านแนวร่วม คปท.คาดข่มขู่

เวลาประมาณ 01.30 น.วันที่ 25 ม.ค. ร.ต.ท.อดุลย์ รัตนวรกันต์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร ได้นำกำลังเข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 38 ซอย 3 ถนนปิ่นดำริห์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นบ้านของ นางประวิก กุศลทาน อายุ 56 ปี มารดาของ นายวีรชาติ เปรมกมล อายุ 33 ปี แนวร่วมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) หลังได้รับแจ้งจากนางประวิกว่าถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาดยิงถล่มบ้าน

จากการตรวจสอบพบทรัพย์สินภายในบ้านได้รับความเสียหาย แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายมีเจตนาข่มขู่ โดย นางประวิก ปักใจว่ามีสาเหตุมาจากเรื่องการเมืองอย่างแน่นอน

อนึ่ง นายวีรชาติ ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม คปท. มีฉายาว่า "กบ วีรบุรุษกางเกงใน" เพราะนุ่งกางเกงในตัวเดียวฝ่าแก๊สน้ำตาที่สะพานชมัยมรุเชฐ เพื่อนำน้ำยาดับเพลิงไปฉีดใส่แนวกั้นของตำรวจ เมื่อช่วงการชุมนุมบุกทำเนียบรัฐบาลเมื่อปลายปีที่แล้ว และยังมีข่าวว่าเขามีส่วนไปปิดล้อมส่วนราชการหลายแห่ง และอาจร่วมทำลายป้ายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย